สิ่งที่เราได้ทำอย่างหนึ่ง คือ การไม่เช็คชื่อ เราเชื่อโดยสุจริตใจว่า การเช็คชื่อเข้าชั้นเรียนของนักศึกษาในระดับนี้ เป็นเรื่องแทบไม่มีประโยชน์ใด ๆ

 

          หลังสำเร็จเป็นบัณฑิต ใช้เวลาอีก ๑๐ กว่าปี กว่าจะก้าวเข้ามาอยู่ในห้องเรียนในฝันอีกครั้ง แต่คราวนี้ เราอยู่ในฐานะของผู้ถ่ายทอด มิใช่ผู้เรียน  ประโยคเด็ดที่ทำให้เราตัดสินใจหลังจากที่รับเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ ติดต่อกัน ๒ เทอม  คือคำพูดของครูผู้ที่เราเคารพซึ่งสอนเรามาเมื่อครั้งเรียนอยู่จุฬา   “เธอมีประสบการณ์มาก ไม่รู้ว่ามหาวิทยาลัยจะจ้างเธอไหวหรือเปล่า แต่เด็กจะได้เรียนรู้จากเธอมาก”

 

           วิชาที่ได้สอนในปีแรก คือ การบริหารงานโฆษณา (Advertising Management) และการบริหารกระบวนการโฆษณา (Advertising Campaign)   เป็นวิชาสำหรับนักศึกษาปีสุดท้าย

            เมื่อกลับมาในห้องเรียนอีกครั้ง เราก็ลืมเหตุการณ์ตอนเรียนเมตริกซ์ จนหมดสิ้น  แต่ในสายตานักศึกษาปีที่ ๔ นี่เป็นหัวข้อที่ไม่รู้เรื่องที่สุด ยากที่สุด ไม่มีคำตอบอย่างชัดเจนมากที่สุด ตั้งแต่เรียนมา ๔ ปี วิชานี้แหละที่ดูเหมือนจะดี แต่บอกไม่ได้ว่าดีตรงไหน  ดูเหมือนยุ่งยากไม่น่าเรียน แต่ก็ให้คำตอบและคำอธิบายได้มุมมองธุรกิจได้หลากหลาย

                  ผลคือ นักศึกษาได้เรียน แต่ไม่ได้ผล เราเอาห้องเรียนมาเป็นห้องทดลอง  เด็ก ๆ ยังไม่เคยมีประสบการณ์ของการทำงาน ไม่รู้หรอกว่าอะไรคือผลประกอบการ อะไรคือโอกาส อะไรคือเป้าหมายและวัตถุประสงค์ เราหลงลืมไปอย่างไม่น่าให้อภัย เราคิดว่าห้องเรียนเป็นของเรา ในสายตาผู้สอนนี่คือเนื้อหาที่ดีที่สุดและทันสมัยที่สุดสำหรับนักศึกษา เพราะในการทำงานจริง ทุกคนใช้สิ่งเหล่านี้ขับเคี่ยวกันทุกวัน ทุกนาที แต่...เราก็ลืมไปว่า ช่วงเวลา ๑๐ กว่าปีในการทำงาน ความคิดของเราเพิ่มขึ้นตามวันเวลา และเป็นไปตามแนวทางที่เราฝึกปรือ มาจากมหาวิทยาลัยบวกการผสมผสานและขัดเกลาจากโลกการทำงาน แต่เด็กที่นี่ คือเด็กอีก ๑๐ ปีให้หลัง เป็นผลจากเบ้าหลอมอีกเบ้าหนึ่ง แม้จะเป็นนักศึกษาชั้นโตที่สุด แต่เขาเหล่านั้นก็คือเด็กนักศึกษา

 

                     ห้องเรียนในฝันของเรา ไม่ใช่ห้องเรียนในฝันของเขา แต่ที่สำคัญกว่านั้น  นี่คือห้องเรียนสำหรับเขา ไม่ใช่สำหรับเรา  ห้องเรียนนี้จะมีความหมายได้ ก็เพราะเขาได้รู้ ได้เรียนไปจากห้องนี้

 

                            เราคิดอยู่หลายวัน ถึงหนทางสร้างห้องเรียนในฝันของเขา  แล้วเราก็สรุปว่า เราทำไม่ได้ เด็กหลายคนไม่ได้สนใจที่จะทำอาชีพนักโฆษณา หรือแม้แต่สนใจอยากรู้จักวิชาชีพชนิดนี้ เขามาเรียนด้วยสารพัดเหตุผล ยกเว้นอยู่ข้อเดียวคือ ความฝันในวิชาชีพนี้   เขาเหล่านั้น จวนจะจบการศึกษาแล้ว อีกไม่เกิน ๓ เดือนเขาก็จะก้าวไปสู่บันไดบัณฑิตเพื่อรับปริญญาแล้ว การตามหาความฝันของเขาดูจะเป็นเรื่อง “สาย” เกินไป สำหรับเรา แม้บางคนในสายตาของเรา เขาจะไปได้ เราเชื่อว่าหากได้ทดลองทำงานจริง  จะมีบริษัทที่รับไปทำงานอย่างแน่นอน แต่น่าจะดีกว่า ถ้าหากสามารถรู้ว่า “ฝัน” ของเขาเป็นอย่างไร ตั้งแต่ชั้น ปี ๑

                           

                             ในปีที่ ๒ ของการทำอาชีพใหม่ เราจึงเลือกขอสอนวิชาพื้นฐานสำหรับปีที่ ๑ แลกกับวิชาที่สอนเดิม เด็กปี ๑ เยอะมาก เพื่อนครูหลายคนบอกว่า มหาวิทยาลัยนี้เป็นที่นิยมของนักเรียนที่พลาดการสอบเข้ามหาวิทยาลัย และ แม้จะเรียกเก็บค่าหน่วยกิตแพง แต่คณะของเรา ก็เป็นคณะยอดนิยม มีผู้สมัครเรียนแต่ละปี สูงสุด   แน่นอน รายได้ของมหาวิทยาลัยก็ดีด้วยเช่นกัน  แต่เมื่อผู้เรียนมาก งานผู้สอนก็งอกขึ้นเป็นเงาตามตัว

 

                     แล้วเราก็ทำพลาด...ครั้งใหญ่  เมื่อสั่งงานโดยหวังจะให้นักศึกษาได้ทดลองทำ   ..เราสั่งไปหนึ่งชิ้นในหนึ่งสัปดาห์  เมื่อนักศึกษา ๔๐ คน ส่งการบ้านกลับมา เราต้องตรวจงานถึง ๔๐ ชิ้น เดือนหนึ่ง ๑๖๐ ชิ้น โอ...แม่เจ้า เราทำผิดแล้ว  เพราะเราสอนถึง ๓ วิชา หมายความว่าจะมีงานตามเกณฑ์ถึง ๔๘๐ ชิ้น  ถ้างานชิ้นหนึ่งใช้เวลาตรวจประเมิน ๕ นาที เราต้องใช้เวลาถึง ๒๔๔๐ นาที  หรือ ๔๐ ชั่วโมง

                                   

                     หากเราทำงานวันละ ๘ ชั่วโมง ก็หมายความว่าเราต้องใช้เวลาตรวจการบ้านอย่างเดียว ๑ สัปดาห์ หรือ ๕ วันทำงาน แต่ก็อย่างที่รู้กันดีว่า...งานของผู้สอนในระดับมหาวิทยาลัยนั้น จะต้องทั้งสอน ทั้งให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาและต้องค้นคว้าความรู้ใหม่ ๆ มาสอน ยังไม่นับต้องแสวงหางานวิจัย งานเขียนตำรา หรือแม้แต่งานบริการสังคม...แค่โจทย์ขนาดนี้ก็รู้แล้วว่า ถ้ายังทำตามแบบเดิมๆ  การเรียนการสอนแบบห้องเรียนเช่นนั้น จะทำให้มหาวิทยาลัย กลายเป็น “โรงงาน” ผลิตบัณฑิตไปในไม่ช้า

 

                ห้องเรียนของนักศึกษา คงไม่ใช้ห้องเรียนแบบนี้แน่ๆ  และไม่ควรจะเป็นแบบนี้อย่างเด็ดขาด

 

                         ปัญหานี้ของเรา เพื่อนครูหลายคนก็ประสบด้วยเช่นกัน และก่อนที่เราจะล้ากับงานตรวจเอกสาร เราจึงร่วมกันออกแบบห้องเรียนใหม่  ให้มีการรวมกลุ่มทำงานและนำเสนอผลงาน สร้างการเรียนรู้ร่วมกัน ใช้ตัวอย่างของนักศึกษา เป็นเรียนรู้ของกันและกัน ใช้งานเป็นตำรา ใช้บทเรียนเป็นบทสรุปการเรียนรู้ (สมัยนี้เรียกว่า Best Practice / Good Case- Worst Case) 

                          แต่เราก็ทำได้ไม่นาน รูปแบบห้องเรียนก็ต้องเปลี่ยนไป เพราะนักศึกษาต้องจ่ายเงินเพิ่มสำหรับการทำงานของเขามากยิ่งขึ้น ยิ่งหลายกลุ่มอยากเรียนรู้มาก อยากทำเรื่องดี ๆ  ค่าใช้จ่ายก็จะสูงตามไปด้วย เราเคยยกเรื่องนี้คุยกันในหมู่ผู้สอน ก็ไม่สามารถผ่านปัญหานี้ไปได้ เพราะมหาวิทยาลัยเองก็จัดสรรงบประมาณสำหรับห้องเรียนได้จำกัด 

 

                   อีกข้อหนึ่ง การเรียนแบบนี้ ต้องมีแนวทางการสรุปบทเรียนที่แหลมคม มีการจดบันทึกและถ่ายทอดครบถ้วน ลำดับเรื่องราวได้ดี และจัดทำเผยแพร่ให้ครบตัวนักศึกษา และครบทุกกรณีศึกษา เราและเพื่อนก็ต้องปรับตัวเอง  ให้เป็นคนที่มองกรณีศึกษาได้รอบด้าน มีข้อชวนคิดหลายมุมมอง และต้องฝึกตัวให้มองจากมุมที่นักศึกษาได้ประโยชน์เป็นส่วนใหญ่ และนี่กลายเป็นข้อจำกัดของเรื่องบุคคลากรที่ทีมเรามี  (ภายหลังเราจึงได้เรียนรู้ว่า นี่ คือ KM นั่นเอง หากเราเห็นสิ่งนี้ตั้งแต่วันนั้น ห้องเรียนในฝัน คงเป็นจริงได้...(ฮา).. แต่ถึงวันนี้ก็คงยังไม่สายเกินไป..ใช่ไหม???(ฮา)..

 

                            พวกเราช่วยกันหาทางปรับแก้อีกครั้ง โดยเชิญผู้รู้ตัวจริงในวงการ มาถ่ายทอดประสบการณ์และร่วมวิพากษ์วิจารณ์ให้คำชี้แนะ ตรวจงานกันเป็นครั้ง ๆ  เหมือนกับที่เคยเชิญเรามาเป็นวิทยากรพิเศษ เราเห็นด้วยทันที  เพราะการขลุกอยู่กับงานสอนเพียงปี หรือสองปี โลกก็แคบลงแล้ว  การจมอยู่กับงานเอกสารหรืองานสอน แม้จะชำนาญเรื่องการสอนมากขึ้น โลกวิชาการคมชัดขึ้น แต่โลกอาชีพก็แคบลงไปถนัด  อีกอย่าง แนวคิดนี้ของเพื่อนก็ช่วยแก้ปัญหาเรื่อง มุมมองที่หลากหลายที่เอ่ยถึงก่อนหน้านี้ได้ดี

                  การหาทางออกเช่นนี้ แม้จะทำให้งานติดต่อประสานมากขึ้น แต่ก็เพิ่มเสน่ห์ให้ห้องเรียน กลายเป็นกลุ่มวิชาที่นักศึกษาได้เปิดมุมมอง ได้เรียนความรู้ต่าง ๆ มากขึ้น กลายเป็นวิชาที่ดึงดูดให้นักศึกษาอยากเรียนมากขึ้น เป็นห้องเรียนในฝันอีกแบบหนึ่ง โลกวิชาการ ประสานกับโลกวิชาชีพ เสริมด้วยวิชาคน นักศึกษาที่ผ่านห้องเรียนของเรา แน่นปึ๊กด้วยความรู้ ความคิดและความจำ จะขาดก็แต่โลกความจริงอีกเล็กน้อยเท่านั้น  ( แนวคิดแบบนี้ น่าจะตรงกับสิ่งที่เราเรียกกันในปัจจุบันว่า ภาคีเครือข่ายองค์ความรู้)

 

                  สิ่งที่เราได้ทำอย่างหนึ่ง คือ การไม่เช็คชื่อ เราเชื่อโดยสุจริตใจว่า การเช็คชื่อเข้าชั้นเรียนของนักศึกษาในระดับนี้ เป็นเรื่องแทบไม่มีประโยชน์ใด ๆ  นักศึกษาโตเกินกว่าจะชี้บอกให้ทำโน่นทำนี่แล้ว แต่เขาต้องเรียนรู้ว่า กฏเกณฑ์คืออะไร และเขาต้องทำตัวอย่างไร การเรียนรู้ของเด็กโตต่างจากเด็กเล็กแน่นอน แต่สาระที่เด็กทั้งสองวัยต้องเรียนรู้ น่าจะอยู่บนแก่นแกนเดียวกัน คือความเข้าใจ

 

                           ห้องเรียนของเรามีคนเข้าสายน้อยลงกว่าเดิม มีคนตั้งใจมากขึ้น และแน่นอน ภายในสองสามเทอม ผู้ที่เลือกเรียนห้องของเรา ก็จะเป็นคนที่มีฝัน ที่อยากจะเป็นนักโฆษณาตัวจริงเป็นส่วนใหญ่ ประเภทมาเพราะไม่มีทางเลือก มาเพราะเพื่อน พี่ แฟน จัดหนักจัดเบา จัดให้ ต่าง ๆ นานา  น้อยลง ๆ ๆ ๆ ๆเป็นลำดับ

                           ห้องเรียนของเราและเพื่อน กลายเป็นเหมือนตลาดนัด  ทุกคนรู้ก่อนว่าจะมาซื้อหาสินค้าอะไร แม่ค้าพ่อค้ามากี่โมง ตลาดเปิด/ปิดกี่โมง  เมื่อมาถึงแล้ว ก็มาลอง มาชม มาชิม แล้วก็ซื้อหาก่อนตลาดจะวายไปอย่างรวดเร็ว  เป็นห้องที่ทุกคนมาด้วยจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกัน แลกเปลี่ยนและเรียนรู้จากกันและกัน ทุกคนมาซื้อ-มาขาย เงินทองหมุนวนสารพัด ตลอดเวลาจนกระทั่งตลาดวาย หลังจากนั้นทุกคนก็จะกลับไป เพื่อเตรียมตัวของตัว เตรียมสินค้าของตัว เพื่อกลับมาขาย มาซื้อกันใหม่ในวันพรุ่ง

                           

                  เป็นห้องเรียนในฝันนี้ เราและเพื่อน เอาโลกวิชาการ โลกวิชาชีพ โลกวิชาคน และโลกวิชาธรรม มาหลอมรวมกัน เรียนด้วยความเข้าใจในเนื้อหา อย่างมีเป้าหมาย เห็นทิศทางทั้งหมด  และรู้จักตนเอง 

 

                          เป็นห้องเรียนในฝัน ที่ยังไม่มีชื่อ หากใครพบเห็นห้องเรียนเช่นนี้ที่ไหนอีก...โปรดช่วยบอกด้วย จะช่วยกัน ไปสานฝันให้สมบูรณ์อีกครั้ง...