การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต
การจัดการทรัพยากรมนุษย์ เริ่มมาพร้อมกับการเกิดลัทธิอุตสาหกรรมทุนนิยม
ในยุโรปและอเมริกา พวกที่จัดการทรัพยากรมนุษย์เป็นพวกแรก ๆ ก็ได้แก่
นักวิทยาศาสตร์อุตสาหกรรม ที่นำเอาระบบวิทยาศาสตร์เข้ามาใช้ในการจัดการ
โรงงาน โดย Frederick Winslow Taylor วิศวกรโรงงานเหล็กในรัฐเพนซิลเวเนีย
ได้นำเสนอเอา การจัดการทางวิทยาศาสตร์ เขานำเสนอการออกแบบงาน
การคัดเลือกบุคคล และการฝึกให้ทำงาน โดยใช้วิธีการที่ดีสุด (one best way)
ต่อมา Elton Mayo ก็ได้นำเสนอองค์กร เกิดจากกลุ่มที่ไม่เป็นทางการ กลุ่มเหล่านี้
ล้วนมีส่วนต่อประสิทธิภาพ ประสิทธิผลต่องาน สองเรื่องของคุณภาพและปริมาณ
ที่ให้กับคนงาน มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่องาน และหลังจากนั้นก็มีแนว
การจัดการงานแบบพฤติกรรมศาสตร์ ได้เสนอเรื่องแรงจูงใจและแนวทางการทำงาน
ให้มีประสิทธิภาพ ตามแนวของ Herzberg, Rogers, Maslow, Drucher,
Mcbreger, Lihert, Argyris ซึ่งนักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เชิงพฤติกรรมศาสตร์
มาจากลัทธิอุตสาหกรรมแบบทุนนิยม
วกมาเรื่องการศึกษา ก่อนหน้าลัทธิอุตสาหกรรม ครอบครัวและโบสถ์ทำหน้าที่
เหล่านี้อยู่แล้ว พอเปลี่ยนเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรม เขาก็จัดตั้งโรงเรียนขึ้นมา
วัตถุประสงค์ของโรงเรียน ก็คือ เพื่อจะป้อนคนเข้าสู่ระบบโรงงานอุตสาหกรรม
และเพื่อดูแลบุตรหลานของคนที่เข้าทำงานในอุตสาหกรรม การศึกษาก็แบ่งแยก
จากผลการศึกษาเข้าไปตามการวัดผล คนที่ได้รับการประเมินว่าเข้าระบบโรงงาน
ได้ดี ก็จะเป็นหัวหน้างาน คนที่ประเมินกลาง ๆ ถึงไม่ผ่านก็เป็นแค่แรงงานใน
โรงงาน ซึ่งเป็นวิถีการผลิตแบบทุนนิยม
ลัทธิทุนนิยมอุตสาหกรรมไม่มีอะไรมาก ก็คือ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เอกชนได้ผลิตและ
ทำกำไรได้สูงสุด รัฐมีหน้าที่ในการให้การส่งเสริมและสนับสนุน จากประวัติศาสตร์
ประเทศสำคัญประเทศหนึ่งที่พยามที่จะเป็นเจ้าโลกซึ่งได้พบปัญหาสำคัญ คือ
ปัญหาสงครามกลางเมือง ก็คือความขัดแย้งของการผลิตเพื่อกำไรสูงสุด
ต้องการทาสในการผลิตให้ได้กำไรสูงสุด การพยายามที่จะเลิกทาสก่อให้เกิด
ความไม่พอใจของนายทุนที่มีความจำเป็นจะต้องทำให้ปัจจัยการผลิตนั้นต่ำลง
เพื่อจะทำให้ธุรกิจก่อความมั่งคั่ง จากการขุดเอาทรัพยากรมาขายมาแปรรูป
และแรงงานทาสทำให้รัฐตอนใต้ไม่พอใจเนื่องจากต้องใช้แรงงานทาสในอุตสาหกรรม
ทำให้เกิดสงครามห้าปี คนต้องการเลิกทาสคือลินคอร์น ซึ่งมาจากสมาพันธ์รัฐทางเหนือ
หลังจากสงครามกลางเมืองยุติแล้ว การเลิกทาสได้เกิดขึ้นและเดินหน้าอุตสาหกรรมเต็มสูบ
ดังนั้นพฤติกรรมต่างๆเช่นการแทรกแซงประเทศอื่นๆ ก็เพื่อที่จะเอื้ออำนวยให้กับเอกชน
ของประเทศตนเองได้เข้าไปจัดการทรัพยากรของประเทศอื่นๆ เช่น น้ำมัน เป็นเรื่องเข้าใจ
ได้ไม่ยาก เพราะน้ำมันเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของการดำเนินงานของ
ลัทธิอุตสาหกรรม
โลกของอุตสาหกรรม ต้องการทั้งแรงงานทั้งมีฝีมือ และแรงงานไม่มีฝีมือ ตามที่ระบบงาน
ได้กำหนดไว้ และต้องการการเรียนรู้ในการพัฒนางานของตนเอง การทำงานของอุตสาหกรรม
ต้องการคนทำงานที่แยกส่วนเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ลงลึกไปด้านใครด้านมัน แต่คนที่จะเห็น
ภาพรวมคือผู้บริหาร เจ้าของกิจการ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการรั่วไหลของเทคโนโลยี สายพานการทำงาน
การเรียนรู้งานเฉพาะด้านของตน ส่งผลต่อเป้าหมายคือกำไร ส่วนใหญ่บริษัทต่าง ๆ จะมี HR
นอกจากจะทำให้การทำงานในระบบสายพานอุตสาหกรรมทำงานไปอย่างมีประสิทธิภาพตาม
ความต้องการของผู้บริหารแล้ว ยังขจัดความขัดแย้ง ด้วยวิธีการต่างๆ ตามกิจกรรมที่จัดให้
นอกจากนั้นแล้วเงินเดือนค่าจ้างระบบอุตสาหกรรม จะแพงกว่าระบบอื่น ๆ ถึงกระนั้นยังทำ
กำไรมหาศาลให้กับเจ้าของ ผู้ถือหุ้น
การเรียนรู้ที่สำคัญ ในโรงงาน ก็มี โครงการสอนงาน เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ด้วยการศึกษา
นอกระบบคือการฝึกอบรม กิจกรรมสร้างความสามัคคี ส่วนการเรียนรู้ตลอดชีวิตของการทำงาน
ในระบบอุตสาหกรรม ก็คือ การเรียนรู้ระบบของโรงงาน ข้อมูลวัตถุดิบ แต่ก่อนนั้นคนที่เป็นเถ้าแก่
ในอู่ต่อรถ ก็เรียนรู้จากการต่อรถในภาพรวมเมื่อเข้าใจอย่างยิ่งแล้ว ก็สามารถไปเปิดกิจการเองได้
ระบบอุตสาหกรรมแบบใหม่ได้ออกแบบหน่วยงานที่ไม่สามารถที่จะเห็นภาพรวมและข้อมูลทั้งหมดได้
แต่ประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ได้แก่เกาหลี มาเลเซีย สามารถผลิตรถยนต์และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่เป็น
เทคโนโลยีและการแข่งขันได้ ก็เพราะเขาไปเรียนรู้และเก็บภาพรวมได้
คุณ ก่อศักดิ์ ไชยรัศมี สร้างโรงเรียนปัญญาภิวัฒน์ขึ้นมาก็เพื่อที่จะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อนำเข้า
ไปทำงานใน เซเว่น อีเลเว่น ซึ่งเขามีประสบการณ์นการบริหารทรัพยากรมนุษย์ว่า คนที่จบปริญญาแล้ว
ส่วนใหญ่ทำงานไม่เป็น ต้องฝึกงานกันใหม่ ทำให้เสียเวลาและสูญเปล่าทางธุรกิจ จึงก่อตั้งโรงเรียนขึ้นเอง
ความสำคัญของการทำงานก็คือสามารถทำงานในระบบนั้นได้ทันที ดังนั้นการศึกษาในระบบจริง ๆ
ก็ยังไม่เป็น ที่ต้องการของบรรดานักธุรกิจเท่าไรนัก
เพราะฉะนั้นการเรียนรู้จากการทำงาน ไม่ว่าระบบงานใดก็ตาม เรื่องการเรียนรู้เรื่องงานที่ตนเองทำ
เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นครูพักลักจำหรือจงใจเรียนรู้ สิ่งที่นอกเหนือจากทำงาน
หรือนอกบริบทงานทำให้เรามีประสบการณ์ตรงเพิ่มขึ้น สามารถที่จะก้าวไปสู่เจ้าของกิจการ
ใหม่ได้ทันที ถ้าเรามีการจัดการเรียนรู้อย่างเช่นเจ้าของอู่ต่อรถ ที่มาจากช่างที่เรียนรู้เอง
จากที่ทำงาน ขยัน ประหยัด อดทน เรียนรู้ ก็สามารถออกมาเรียนรู้มาทำเองได้ นี่คือการศึกษา
ตลอดชีวิต การต่อรถของไทยรุ่ง แม้จะเป็นนวัตกรรมของคนไทย แต่ก็สู้มาเลเซีย จีน เกาหลี
และ อินเดีย ที่ผลิตรถยี่ห้อของตนเองได้ เพราะเขามีการเรียนรู้ตลอดชีวิตในสายเลือด
จึงสร้างระบบการแข่งขันรายใหม่ แบ่งส่วนแบ่งของตลาดโลกได้ นอกจากนั้นแล้วแทนที่จะถูก
บริหารทรัพยากรมนุษย์ เราจะเป็น ซีอีโอ เอง และบริหารทรัพยากรมนุษย์แทนแบบนี้ดีกว่าไหมครับ