สัญชาตญาณเกวียนชีวิต ที่บดตามรอยเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

   ชีวิตทั้งหลายย่อมดำเนินไปคล้ายรอยเกวียน กงล้อหลังก็จะบดทับรอยล้อข้างหน้าเสมอไป ตราบใดที่เกวียนชีวิตนั้นยังดำเนินอยู่และต้องก้าวไปข้างหน้า  หรือแม้เกวียนเล่มใหม่ ที่เข้ามาสู่ทางสายเดิม ก็มักต้องกดทับรอยเดิมของใครต่อใครอีกต่อไปเช่นกัน

  เมื่อมีลมหายใจอยู่ ก็เป็นการยากที่จะเชื่อว่า เมื่อสิ้นลมหายใจ เรายังต้องเผชิญกับสิ่งใดอีกมากมาย หรือว่า เรายังใช้ชีวิตที่แตกต่างนั้น เหมือนเดิมกับโลกเดิมต่อๆไปกันแน่

 หมอบีไม่ตาย แต่ครั้งหนึ่งได้สัมผัสกับคุณหมอกานต์ด้วยเสียงกระซิบต่อหน้าว่า เดี๋ยวทุกอย่างจะดีขึ้น และทุกอย่างอาจไม่ได้เป็นเหมือนอย่างที่คิดก็ได้ เป็นวลีลอยๆ ที่ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไรหนอ แต่หมอบีอาการดีขึ้น จนสามารถมานั่งเฝ้าร่างที่หลับลึกจากฤทธิ์ยาที่กินเข้าไปเกินขนาดของคุณหมอพันธนา ด้วยความอดทน และรอคอย

  ในห้วงแห่งความคิดคำนึงของคุณหมอบี ถึงการที่ต้องประสบกับเหตุการณ์เดียวกับคุณหมอพันธนา ที่กำลังจะเสียคนรักนั้น จึงเกิดพลังฮึดสู้ มุ่งมั่นที่จะเหนี่ยวรั้งคนรักไว้สุดหัวใจ เธอเฝ้าเวียนวนถามกับร่างที่แน่นิ่งนั้นว่า หมอต้องเลือก หมอจะไปอยู่กับคุณพี่หมอกานต์ หรือจะกลับมาหาบี พี่ต้องตัดสินใจ พี่ต้องทำได้ แล้วหัวใจก็โหยหา กับการไม่ตอบสนองของคุณหมอพันธนายิ่งขึ้น ความคิดถึงท่วมท้น กระจายไปทุกอณูอากาศ การเรียกร้องพันธนาการ ดวงจิตบุคคลที่รัก เริ่มขึ้นอีกครั้ง

  ดวงวิญญาณของคุณหมอกานต์ ที่มาเฝ้ามองคนรักเช่นกัน และได้ยินทุกคำพูดของคุณหมอบี ที่สุดท้ายกล่าวออกมาด้วยความโหยหาสุดชีวิต  ประมาณว่า ถ้าพี่หมอจะไปอยู่กับคุณหมอกานต์ บีก็จะติดตามไปเคียงข้างพี่หมอเสมอ บีไม่ปล่อยแน่ ด้วยเพราะรักพี่หมอเหลือเกินนั่นเอง...ดวงจิตของหมอกานต์ รู้สึกขัดข้องจนยากจะอธิบาย คงไม่ใช่เพราะโกรธหมอบี หรือเคียดแค้นประการใด แต่อาจแค่เพียงอยากสื่อว่า  การกระทำของคุณหมอบี กำลังจะเดินตามรอยคุณหมอพันธนาอีกแล้ว 

  สิ้นคำพูดจากความคิดถึงคนึงหาสุดๆ ของคุณหมอบี ที่เข้มแข็งและแรงกล้านั้น พลันเสียงเครื่องวัดหัวใจก็ส่งเสียงกรีดลึกสม่ำเสมอยาวนาน แทนคำอำลาชั่วนิรันดร์ของกันและกัน

            คนละมุมโลก

  หลังจากวันที่คุณหมอพันธนาสิ้นลม  คุณหมอบีก็เริ่มถักสายใจแห่งความคิดถึงของเธอให้แน่นหนาขึ้นทุกวัน โดยการนำช่อดอกไม้ มาจัดวางไว้ที่หัวเตียง ซึ่งคุณหมอพันธนานอนเป็นครั้งสุดท้่าย ก่อนจากเธอไป ส่วนเบื้องหลังนั้น ดวงวิญญาณของคุณหมอพันธนา ก็ยังวนเวียนเฝ้าดูคนรักมาแสดงความคิดถึง ด้วยความผูกพันทุกครั้งไป...

   คำพูดแห่งการห่วงหาอาวรณ์ เหมือเป็นมนต์สะกดเหนี่ยวรั้งทุกดวงจิต ให้ชะงักงัน ลังเลเสมอ เราจะได้ยิน ได้ฟังกันบ่อยๆโดยเฉพาะตามโรงพยาบาล  ตลอดเส้นทางผ่านไปห้องฉุกเฉิน ....ล้วนแต่เป็นคำอ้อนวอน คำมั่นสัญญา ที่ญาติๆมีให้กับคนไข้วิกฤตเหล่านั้น ฟังดูเป็นคำพูดที่น่าพึงพอใจ ชวนให้น่าจะกลับมามีชีวิตอยู่ต่ออีกสักครั้ง  แต่หลายคนร่างกายก็กำลังเสื่อมสลายแตกดับ จนไม่สามารถอยู่รับความชื่นใจต่อไปได้  จึงเหลือเพียงดวงจิต ที่ล่องลอยชื่นชมกับคำเหล่านั้น ของญาติและคนรัก มันอาจเนิ่นนาน เกินกว่าใครจะนึกถึง  และคนพูดอาจจะลืมเลือนไปแล้วตามกาลเวลา  เช่นนี้ เมื่อเกิดภพชาติใหม่ เราจึงยังมีเรื่องฝังใจนานา ที่ต้องตามหา ตามพบกับใครอีกสักครั้ง ตามสัญชาตญาณ เกวียนชีวิต ที่บดตามรอยเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

     น่าชื่นใจ กับคำเว้าวอนผ่านหูคนใกล้ตายเหล่านั้น

  ผู้เขียนเก็บเนื้อหาสาระจากภาพยนต์เรื่องนี้ ได้ตามนี้ แต่หลายๆคนที่ดูแล้ว อาจมีมุมมองด้านอื่นๆที่ไม่เหมือนกันเลยก็ได้ค่ะ

 ขอขอบคุณทุกท่าน ที่ติดตามอ่านจนมาถึงบันทึกนี้ I miss u.  ได้ไหม? ตามที่ผู้เขียนตั้งเป็นคำถามไว้กับตัวเอง จนถึงตรงนี้ ผู้เขียนก็ยอมรับตัวเองว่า คิดถึงกันได้ซิคะ และคิดถึงเสมอด้วย เพียงแต่นับจากนี้ เราจะนำความคิดถึงส่งไปยังคนรักของเราอย่างเมตตาปราณี เจือด้วยความอบอุ่นอารีย์ ไม่ว่าคนนั้นจะอยู่ที่ไหน ความคิดถึงจะตามไปเป็นเพื่อนเสมอ เป็นความบริสุทธิ์ หวังดี ที่คิดเพียงหล่อเลี้ยงดวงใจให้มีพลังก้าวต่อไปตามเส้นทางของเธอที่ควรจะเป็น เช่นนี้เท่านั้น

  ถ้ารักกันจริง โปรดอย่าส่งความคิดถึง มาผูกมัดฉันนะจ๊ะ

  ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๕

  ตันติราพันธ์