อดทน..อดทน..และอดทน..
                                       ‘สงคราม...แห่งความอดทน’

  ย้อนหลังไปอีกนิดของชีวิต   ช่วงนั้นกำลังทำค่ายเยาวชนต้นกล้าที่ อำเภอ โคกโพธิ  จังหวัด ปัตตานี  ต้องบอกว่าสถานการณ์ความไม่สงบยังรุนแรงพอสมควร ค่ายบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพของฉันจึงต้องปรับไปตามสถานการณ์ด้วยเช่นกัน กล่าวคือต้องปรับเป็นค่ายไม่ค้างแรมเป็นครั้งแรก ( เฉพาะกิจ) เนื่องจากปกติแล้ว ค่ายเยาวชนต้นกล้าเป็นค่ายค้างแรม ณ สถานที่ตั้งดำเนินงานของค่าย
 แค่รู้ว่าต้องเป็นค่ายไม่ค้างคืน ใจก็ตุ๊มๆต่อมๆ เพราะการให้เยาวชนต้องเดินทาง ไป -กลับเสี่ยงมากเหลือเกินที่จะได้รับกระบวนการไม่ครบ เนื่องจากวันรุ่งขึ้นเด็กๆอาจจะไม่มาก็เป็นได้  

ครั้งนั้นเยาวชนที่มาเข้าค่าย เป็นเยาวชนในพื้นที่ ของอำเภอโคกโพธิเอง จำนวน 42 คน วิทยากรก็เครียด ... จะอย่างไรดี... พรุ่งนี้น้องๆถึงจะมาครบจำนวนเช่นเดิมจับสลากสี ต้องบอกว่าถูกโฉลกกับสีแดงจริง ๆ ทำค่ายมาเป็นสิบๆครั้งแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ฉันคือ..พี่เลี้ยงสีแดง จับสลากเมื่อใดแดงตลอด ทั้งที่แต่ละครั้งจะมีสีไม่ต่ำกว่า ห้าสี บางครั้งก็หกสีถ้าเยาวชนมีจำนวนมาก

แอ เป็นเยาวชน หนุ่มน้อย คนหนึ่งของสีแดงดู..เคร่งขรึมไม่ค่อยพูด อาจเป็นเพราะว่าเขา คิดว่าตนเองโต เป็นวัยรุ่นแล้วก็เป็นได้ อายุอานามก็ราว สิบแปดปีพอดีกับ สิบแปด ฝน สิบแปดหนาว ละนะ แต่เมื่อสนิทกันแล้วเล่าเรื่องราวของชีวิตเลาสู่กันฟัง..ขอบอกว่าประสบการณ์ ชีวิตของน้องชายคนนี้มากกว่า สิบแปดฝน สิบแปดหนาว แน่นอน ผ่านมาทุกอย่าง ทดลองมาทุกชนิด..ตามครรลองของวัยรุ่นที่อยากรู้ อยากเห็น อยากลอง ว่าสิ่งที่ ผู้ใหญ่เขาห้ามนั้น! มันเป็นอย่างไร 
 สิ่งหนึ่งที่รู้สึกได้ จากการเข้ากลุ่มบำบัดคือ แอ จะรู้สึกไม่ดีต่อตนเองอยู่พอสมควร เนื่องจากที่ผ่านมาตนเองไม่ค่อยได้สนใจในการเรียนมากนัก นอกลู่นอกทางเสียก็มาก ปัจจุบันเขาเองจึงเรียนอยู่ ชั้น ม .4 เท่านั้นซึ่งเป็นระดับเดียวกับน้องชายของเขาเอง ซึ่งอายุห่างจากแอถึง 3 ปี ความจริงแอก็มิใช่คน ปัตตานี.. เขาเกิดที่จังหวัดกระบี่แต่มีเหตุจำเป็นต้องจากบ้านมาเรียนที่ปัตตานี แรกเริ่มเรียนที่ จังหวัดยะลา จะบอกว่าเรียนทั้งในโรงเรียน และโรงเรียนชีวิต ! ซึ่งประการหลังดูจะหนักแน่นกว่าเพราะหลังจากนั้นก็มีเหตุพลิกผันต้องมาเข้าโรงเรียนประจำที่จังหวัดปัตตานีถึงปัจจุบันทุกครั้งที่ทำค่ายฯ ได้ดูแลพวกเขา..ฉันบอกน้องเยาวชนทุกครั้งว่า ที่เราได้พบกัน ได้รู้จักกัน ได้ดูแลกันคงเนื่องจาก ชะตาฟ้าลิขิต จะไม่ให้คิดว่าชะตาฟ้าลิขิตได้อย่างไรเล่า อยู่ไกลกันสุดขอบฟ้า ยังได้มาเจอกัน รู้จักกัน ดูแลกัน มีความหวังดีต่อกัน ความรักต่อกันอย่างบริสุทธิ์ใจ ถ้าไม่ใช่เพราะชะตาฟ้าลิขิตแล้วจะเป็นอะไรเล่า สำหรับตนเองแล้วสุดจะคิดเป็นอย่างอื่นแล้วจริงๆ

อยู่ค่ายไป – กลับ 7 วันก็เป็นรสชาดการทำงานอีกแบบหนึ่ง วันปิดค่ายจะมีผู้ใหญ่มาร่วมพิธีครั้งนั้น คือ พณ ฯ ท่าน พลเอก พิจิตร กุลละวนิช จึงต้องมีพิธีการตามราชการแทบจะไม่ได้มีเวลาดูแลเด็กๆในวันนี้ แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้เรียบร้อยดี ส่งเด็กๆ ขึ้นรถเตรียมกลับบ้านกันหมดแล้ว ฉันเองก็เตรียมเก็บของเพราะต้องเดินทางไปหาดใหญ่ แล้วก็กลับกรุงเทพฯเลยเช่นทุกครั้ง กำลังเก็บของอยู่รู้สึกเหมือนมีคนยืนอยู่ใกล้ๆ ยืนขึ้นมอง แอ!นั่นเองไม่รู้ว่ายืนอยู่นานหรือยัง มองหน้า สบตากันสักครู่ใหญ่ๆ น้องเดินเข้ามา ถามว่า “ พี่…. ครับ!ผมขอกอดอำลาหน่อยได้ไหมครับ !! เฮ่ย !!ตกใจนะจะบอกให้เพราะว่า คุณแอ นั้นเวลาเข้ากลุ่มนั้นคุณแสนจะเงียบ ถนอมคำพูดจะตายไป แปลกใจสุดๆแต่ก็ยินดี รู้สึกประทับใจกับการอำลาครั้งนี้มาก ถึงใครๆจะพูดว่าน้ำตาไม่ใช่เครื่องชี้วัด ความสำเร็จของงานก็ตามแต่ส่วนตัวก็คิดว่าอย่างน้อยก็เป็นเครื่องชี้วัดของสัมพันธภาพซึ่งในอนาคต น่าจะก่อให้เกิดสิ่งที่ดีๆตามมาก็ได้ ไม่มีใครรู้ได้ กลับถึงบ้านได้ 2-3 วันหลังกลับจากที่ทำงาน ลูกชายมาบอกว่า “ แม่ ครับ วันนี้มีคนโทรหาแม่ พูด ภาษาต่างประเทศ พูดภาษาอังกฤษด้วยครับ” ฉันงงมาก แปลกใจว่า ใครโทรมา จนคุณย่าบอก..ว่าน่าจะเป็นเด็กๆที่ไปทำค่าย เพราะว่าเขาพูดภาษาท้องถิ่นแม่ฟังไม่ค่อยเข้าใจหรอก ณ บัดนั้น มีความรู้สึกหลายอย่างมากที่เกิดขึ้น ดีใจ แปลกใจ ฯลฯสุดท้ายคือเศร้าใจ เออ! หนอ อยู่ประเทศเดียวกันแท้ๆเชื้อชาติเดียวกันแท้ๆ ยังมีคนคิดว่าเป็นภาษาต่างประเทศ อย่างว่า ล่ะนะเมืองไทยของเรา แต่ละท้องถิ่นก็มีภาษาของตนเอง สำคัญที่สุดคือความเข้าใจกันต่างหากเล่า สุดท้ายได้รู้ว่าแอ โทรมา ถามสารทุกข์สุขดิบกัน ส่งข่าวคราวเป็นช่วงๆ ล่าสุดโทรมาคุยบอกว่า พี่….ครับตอนนี้ผมเองก็อยู่ม 6 แล้ว ผมบอกเพื่อนๆว่าผมอยากเรียนจริงๆจังๆ ผมอยากทำสิ่งนี้เพื่อครอบครัว ผมอยากเรียนสูงๆ หลังจากที่ คุยกันทางโทรศัพท์ ฉันจะจูงใจทุกครั้งว่า เรียนอะไรก็ได้ที่ตนเองอยากเรียน เรียนไว้ก่อน อย่าหยุดอยู่แค่นี้ ซึ่งตอนแรก แอ เคยคุยว่า จบ ม.6 แล้วอยากเลิกเรียนแล้ว ได้ยินน้องบอกว่า ผมจะเรียนต่อ รู้สึกความเหนื่อยยากจากการทำงานจะมลายหายไปสิ้นเปรียบเสมือนน้ำทิพย์ชโลม หลังจากที่แอ บอกว่าผมจะตั้งใจเรียน ผมจะหยุดทุกอย่าง ให้กำลังใจอย่างมากเพราะรู้ว่า เขาต้องเผชิญกับอะไรบ้าง 3 วันต่อมา แอ โทรมาบอกว่า พี่ ครับผมเข้าใจเลยว่า คนที่หยุดใช้ยา จะยาอะไรก็ตาม ทำไมเขาถึง ต้องกลับไปใช้มันอีก ฉันถามว่า “ทำไม”.. แอ ตอบมาด้วยความรู้สึกหดหู่มากฟังเสียงก็รู้ “ผมนอนไม่หลับ ไม่หลับเลย ถึงหลับก็เหมือนไม่สนิท รู้สึกไม่สบายมาก ไม่มีแรง เหมือนเป็นหวัดตลอดเวลา เหนือสิ่งอื่นใด ผมรู้สึกไม่มีความสุขเลยครับ” ได้ยินแล้วใจแป้วจริงๆ อยากช่วยเหลือมากกว่าการพูดคุยให้กำลังใจ.. แต่สิ่งที่ทำได้ก็คือคำพูด คำแนะนำ สุดท้ายบอกว่าไปโรงพยาบาลใกล้บ้านนะ แต่แอปฏิเสธบอกว่าไปมาแล้วพราะคงไม่เข้าใจกันมั๊งเลยไม่อยากไปอีก เลยได้แต่ให้กำลังใจ ให้แล้ว ให้อีก คงต้องบอกว่าช่วงนั้น คุยโทรศัพท์บ่อยครั้ง เพื่อสอบถามอาการและคอยกระตุ้นความตั้งใจของเค้า นานเป็นเดือน วันหนึ่งแอ โทรมาบอกว่า “พี่ครับ ผมแย่มากเลยครับ ผมแทบไม่ไหวแล้วครับอะไรไม่ร้ายเท่ากับ การนอนไม่หลับแต่ตอนเช้าต้องไปเรียนทุกวัน วันนี้ผมแย่มาก” ฉันอยากบอกว่า ถ้าอยู่ใกล้ๆ จะไปดูแลในทันใดเหมือนเพลงเบิร์ดเลยที่เดียวแต่ความจริงคือ แออยู่ปัตตานี ฉันอยู่กรุงเทพฯ ฝันไปกระมัง จึงได้แต่เอื้อนเอ่ยวจีทุกครั้งว่า อดทนนะ…..อดทนนะแอ…..น้องต้องอดทนมากๆ แล้วจะผ่านช่วงนี้ไปได้เอง จำได้ว่าพูด คำนี้ทุกวัน ทุกครั้งที่โทรคุยกัน คุยกันเสร็จแล้วก็จะมาครุ่นคิดว่า เฮ่อ จะรอดไหมเนี่ยน้องเรา อยากช่วยเหลืออยู่นะแต่ช่วยได้เท่านี้จริงๆ ท้ายสุดได้ทราบข่าวคราวว่าสามารถฝ่าฟันสงครามแห่งความอดทนไปได้อย่างสวยงาม 10 ก.ย. ไปซื้อหนังสือที่ ศูนย์หนังสือจุฬาฯ เดินๆอยู่มีโทรศัพท์เข้ามา แอโทรมา ถามไปว่ากำลังทำอะไรอยู่ คำตอบที่ได้รับทำให้หัวใจพองโตสุด สุด “ ผมกำลังรอถ่ายรูปอยู่ครับ” “ จะเอาไปสมัครสอบเรียนต่อ ที่มหาวิทยาลัย ” สอบตรงก่อน เลยถามว่าต้องการหนังสืออ่านเตรียมสอบบ้างไหม สุดท้ายหาได้ส่งไปให้สองเล่ม เออ หนอ คนเรานี่เมื่อมีความตั้งใจ ความพยายาม ความอดทนก็สามารถจะฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆไปได้เป็นอย่างดี น้องเอ๋ย ถึงจะเรียนช้าไปบ้างก็ไม่เป็นไรหรอกนะ ชีวิตไม่มีคำว่าสายสำหรับการศึกษา หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็น น้องชายคนนี้ในชุดนักศึกษาที่สง่างาม เมื่อเราได้พบกันอีกครั้งซึ่งไม่ทราบว่าจะเป็นเมื่อใด หลังจากที่เธอได้ฝ่าฟันทุกอย่างมาด้วยความ อดทน….อดทน…..และอดทน