หนึ่งคนนั้นทำด้วยหัวใจ....อีก...หนึ่งคนทำไปด้วยหน้าที่

            ในสัปดาห์นี้ กับการทำงานที่ดูสบายๆ ชิว ชิว  จากอาการ bradykinesia ( อาการเคลื่อนไหวลำบาก ) จากพาร์กินสันดูจะลดลง  แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี  ร่างกายตอบสนองยาได้มากขึ้นกว่าเดิม  ยาออกฤทธิ์ได้นานขึ้น  จึงสามารถใช้ร่างกายในการงานได้อย่างเต็มที่  ความคล่องตัวกระปี้กระเปร่า กลับมา  ทำโน่นนี่นั่นได้อีกสารพัด   แต่ในสัปดาห์นี้ผู้ป่วยเด็กมากจริง  มาด้วยอาการคล้ายกันทั้งนั้นเลย  คือ  Acute bronchiolitis  (หลอดลมฝอยอักเสบเฉียบพลัน)  เด็กมักมีอาการไอมากเสมหะมากหายใจหอบ  ดูแล้วทรมานจริง  เด็กป่วยนี่น่าสงสาร เพราะ พอเป็นอะไรแล้วเขาบอกเราไม่ได้  ต้องสังเกต ถึงจะรู้ได้

            ตามจริงเรื่องนี้ไม่อยากจะเขียนเท่าไหร่ เขียนไปก็ดูเหมือนพาดพิง เพื่อนร่วมงานยังไงไม่รู้  แต่ก็อดไม่ได้ตรวจที่เจอเหตุการณ์เหมือนๆกันอยู่  2 เหตุการณ์  แล้วมันสะเทือนความรู้สึก    จึงอยากเขียนให้เป็นอุทาหรณ์  ของเราในฐานะบุคลากรทางการแพทย์  ซึ่งได้ชื่อว่า  เป็น นางฟ้า  เป็นเทวดา  หรืออะไรก็ตามที่มีใจที่เต็มเปรี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณา  นี่เป็นภาพในสายตาของคนที่มองมาที่วิชาชีพของแพทย์พยาบาล  แต่แพทย์พยาบาลก็ใช้คนทำเหมือนวิชาชีพอื่น  การทำงานนั้นย่อมไม่ต่างกับวิชาชีพอื่น คือทำงานตามหน้าที่ เป็นส่วนใหญ่

            ภาพที่เห็นที่อดเขียนบันทึกไม่ได้คือ ภาพของแม่ที่กอดลูกน้อย ที่หายใจหอบ ไอเป็นชุดๆ พร้อมกับร้องงอแง ด้วยไม่สุขสบายจากการหายใจไม่สะดวก   พลันให้นึกถึงตัวเอง เมื่อเวลาที่โรคหอบหืดกำเริบนั้นทรมานไม่น้อยเลย  จำได้ว่า  หญิงคนนี้กับลูกน้อยวัย 6 เดือน มาตรวจเมื่อ 2 วันก่อน  ด้วยลูกหายใจหอบ  จึงมานั่งรีวิวประวัติดู  แพทย์ พ่นยาให้ 3 dose  แล้วให้ยากลับบ้าน  เมื่อวานนี้อาการไม่ทุเลา มาตรวจอีกครั้ง  แพทย์ให้กายภาพมาเคาะปอดให้ดูดเสมหะ พ่นยาอีก 3 ครั้ง  ให้กลับบ้านไปรับประทานยาเดิม  วันนี้กลับมาอีกครั้ง  ด้วยอาการเดิม  แต่คราวนี้ดูแม่หน้าตาไม่สู้ดี  น้องผู้ช่วย ของชลัญมาบอก

            “ พี่โจ้แม่ลูกน่าสงสาร ลูกไม่ดีขึ้นเลย มาติดกัน 3 วัน ต้องเหมารถมาทีละ 400 บาท”

        ชลัญรู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุดอยู่ที่คอ  3 วันก็ปาเข้าไป 1200 บาท  สำหรับคนหาเช้ากินค่ำ ไม่ใช่เงินน้อยๆเลย   จึงบอกน้องผู้ช่วยไว้ว่า ให้ดูให้หน่อยหากคนไข้ไม่ได้นอน รพ.ให้มาบอก จะจัดการให้   สุดท้ายน้องมารายงานว่า คนไข้ได้นอนรพ.  เฮ้ยโล่งใจ 

        เพราะเหตุการณ์นี้มันเพิ่งเกิดกับผู้ป่วยอีกรายเมื่อวันอาทิตย์ ที่ชลัญอยู่เวร  แต่แพทย์เวรนั้นเป็นแพทย์ จาก รพ.อื่นมารับจ้างอยู่ เวร เหตุการณ์เหมือนกันทุกอย่าง  วันนั้นชลัญตัดสินใจเดินไปหาหมอแล้วบอกว่า

      “หมอค่ะคนไข้บ้านอยู่ไกลมาก นี่มา 3 วันติดกันแล้ว หมอจะให้เด็กนอน รพ.มั๊ย”

      “แพทย์ท่านนั้นตอบว่า ไม่ต้องหรอกพี่  พ่นยาแล้ว ปอดโล่งแล้ว  “

           ชลัญจะทำอะไรได้  แต่คนอย่างชลัญมีหรือจะยอม  จึงบอกแม่เด็กว่า  ไม่ต้องกลับ รอแป๊บ  จากนั้นชลัญก็ขึ้นไปที่ตึกผู้ป่วยเด็ก  พบกุมารแพทย์กำลังตรวจคนไข้อยู่จึงเล่าเหตุการณ์ พร้อมเอาประวัติคนไข้ และฟิล์ม x-ray ไปให้ดู  แพทย์ รีบ admit ผู้ป่วยให้  เพราะดูแล้วยังไงก็กลับมาอีกแน่   แม่เด็กโล่งใจยกมือไหว้ขอบคุณ 

            นี่เป็นการแก้ปัญหา ที่พยาบาลอย่างชลัญพอจะช่วยได้ในรายที่เหมาะแก่การช่วยเหลือ ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ ซึ่งแพทย์ที่เข้าใจปัญหานี่มักเป็นแพทย์ ที่มีประสบการณ์การทำงานมานาน ไม่ใช่แพทย์จบใหม่

  แต่เราจะต้องแก้ปัญหาอย่างนี้อีกเท่าไหร่  ?

           ซึ่งจากการที่ชลัญสังเกต ทั้งแพทย์ และพยาบาลที่จบใหม่นั้น  ชลัญเห็นว่า ส่วนใหญ่ ไม่ได้มองผู้ป่วย  เป็นคนทั้งคน แต่มองเป็นเพียงกายป่วย การรักษาคือบำบัดกายเท่านั้น  แต่คนๆหนึ่งนั้น ยังมีจิต จิตวิญญาณ  และสังคม อีกด้วย  หากเรามองไม่ครอบคลุมการรักษานั้นก็คงไม่สิ้นสุด  แต่ยังคงมีปัญหาที่แก้ไม่สุดแถมยังอาจเพิ่มทุกข์ให้เขาโดยที่เราอาจไม่ตั้งใจ ก็เป็นได้ 

           เรื่องนี้ชลัญไม่ได้มองว่า เป็นความผิดของใคร เพราะเราต่างทำตามหน้าที่  ซึ่งต่างจากแม่ของเด็ก ที่ทุกอย่างที่เขาทำนั้น ทำด้วยหัวใจด้วยความรักที่มีต่อลูก 

          จะเป็นไปได้มั๊ยที่เราในฐานะที่เป็นคนที่ มีหน้าที่บำบัดทุกข์ทางกายให้คนอื่น นั้นจะใช้ใจมองไปในหัวใจของคนไข้  ให้เห็นใจเขา  ในใจของเรา 

          เราอาจไม่ต้องทำด้วยหัวใจ ก็ได้ เพียงมองให้เห็นหัวใจของคนไข้เท่านี้เราอาจช่วยแบ่งเบาความทุกข์ของคนไข้ได้  แม้ทำไปตามหน้าที่ ก็ตามที  

 

ชลัญธร    ตรียมณีรัตน์