ศ. นพ. ประเวศ วะสี ปรารภกับผมเมื่อวันที่ ๑๕ ส.ค. ๕๕ ว่าการจัดการ ทรัพย์ทางพุทธธรรม ของบ้านเมือง ยังไม่มีการจัดการอย่างเป็นระบบ น่าห่วงว่านับวันจะสูญหายไป ไม่ได้นำมาใช้เป็นประทีปนำทางผู้คน และนำสู่การพัฒนาตีความตามการเปลี่ยนแปลงของสังคม ท่านยกตัวอย่างว่า นพ. บัญชา พงษ์พานิช แห่งหอจดหมายเหตุพุทธทาสฯ ได้ไปช่วยจัดการให้ที่วัดป่าแห่งหนึ่ง ซึ่งผมลืมชื่อเสียแล้ว ท่านปรารภว่าน่าจะหาวิธีดำเนินการให้มีการจัดการทรัพย์ทางพุทธธรรมที่อื่นๆ ที่มีอยู่มากในบ้านเมืองของเรา
ผมไม่มีความรู้ว่าทรัพย์สินทางธรรมเหล่านี้มีอยู่ที่ไหนบ้าง แต่ก็รับปากกับท่านว่าจะกลับมาไตร่ตรองดู และในวันนั้นเองผมก็เรียนกับท่านว่า จะลองไปหารือกับทาง สกว. ว่าพอจะดำเนินการเป็นโครงการ “วิจัยและพัฒนา” เพื่ออนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพย์ทางพุทธธรรม โดยมีทีมหมอบัญชาเป็นผู้จัดการโครงการ พอจะรับเข้าเป็นโครงการภายใต้ สกว. ได้หรือไม่
ครุ่นคิดอยู่ ๑๐ วัน ธรรมพลังก็ดลใจให้ผมคิดออกว่า งานนี้ สกว. ไม่ต้องออกเงิน เพราะวัดเหล่านี้มีเงิน รวมทั้งสามารถระดมทุน CSR จากหลากหลายแหล่งได้ไม่ยาก เพราะการบริจาคแก่วัดหักภาษีได้
จึงนำออกเสนอในเวทีสาธารณะนี้ เพื่อขอให้ท่านที่คิดโจทย์วิจัยเก่ง และมีฉันทะและทักษะวิจัยด้านนี้ ได้ช่วยกัน ลปรร. ข้อคิดเห็น
วิจารณ์ พานิช
๒๔ ก.ย. ๕๕
ผมคิดว่าวัดที่มีพระปฎิบัติดีปฎิบัติชอบบางวัดก็ไม่มีเงินครับ แต่โครงการนี้น่าจะเปิดโอกาสให้วัดเหล่านี้ได้เป็นที่รู้จักของประชาชนครับ
ในทางกลับกันวัดที่มีเงินอยู่แล้วและมีสื่อที่จะเข้าถึงประชาชนอยู่แล้วน่าจะไม่สนใจที่จะร่วมโครงการครับ
ผมคิดว่าโครงการนี้จะดีมากถ้าเราไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะศาสนาพุทธแต่ยังรวมถึงศาสนาต่างๆ ในประเทศไทยด้วยครับ เอาเข้าจริงแล้ว "ทรัพย์ทางธรรม" ของศาสนาอื่นๆ ในประเทศไทยอาจจะมีความเสี่ยงที่จะสูญหายมากกว่าของศาสนาพุทธด้วยครับ
สาธุ เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ ทั้งทรัพย์สินที่จับต้องได้ และจับต้องไม่ได้ วัดที่มีทรัพย์สินของเก่าโบราณมากมาย บางวัดที่กรรมการวัดรู้เห็นเป็นใจกับเจ้าอาวาสเอาไปขายหมด กุฏิเก่าเป็นต้น ต้องรีบธรรมค่ะอาจารย์ ควรมีการลงบันชีวัตถุโบราณต่างๆไว้ด้วย แม้กรมศิล)ทำ แต่คิดว่ายังไม่ครบถ้วนค่ะ