
การทำสิ่งใด หากรู้ว่ามีใครอีกหลายคนเฝ้ามองและให้กำลังใจอยู่ห่างๆ ผมถือว่า เป็นความวิเศษสุดของชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวิถีการงาน หากผู้หลักผู้ใหญ่ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนด้วยตนเอง ผมยิ่งถือว่าสิ่งนั้นคือ “รางวัลชีวิต” ที่คนทำงานควรได้รับอย่างยิ่งยวด
เฉกเช่นกับเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2555 ศาสตราจารย์พิเศษอักขราทร จุฬารัตน นายกสภามหาวิทยาลัยมหาสารคาม พร้อมด้วยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย สมัปปิโต อธิการบดี ตลอดจนคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารและบุคลากรมหาวิทยาลัย เดินทางลงพื้นที่เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และหนุนเสริมกำลังใจแก่คณะผู้ดำเนินงานโครงการ 1 หลักสูตร 1 ชุมชนในชื่อโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดแก่สหกรณ์ประมงผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอำเภอโกสุมพิสัย จำกัด ซึ่งดำเนินการโดยสาขาประมง คณะเทคโนโลยี ณ ชุมชนบ้านยางน้อย อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม

ผศ.ดร.รำไพ เกณฑ์สาคู คณบดีคณะเทคโนโลยี
ในเบื้องต้นผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รำไพ เกณฑ์สาคู คณบดีคณะเทคโนโลยีและแกนนำสมาชิกสหกรณ์ฯ กล่าวต้อนรับ พร้อมๆ กับการนำเสนอผลการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น การเพาะไรแดง การเพาะพันธุ์ปลาสวาย การฉีดฮอร์โมนกระตุ้นการตกไข่ โดยในช่วงท้ายผู้แทนนิสิตและแกนนำจากสหกรณ์และชุมชนได้สาธิตการฉีดฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นการตกไข่ของปลา อันเป็นภาพสะท้อนหนึ่งของการเรียนรู้ หรือองค์ความรู้และทักษะของนิสิตและชุมชนที่เกิดขึ้นจากเวทีการเรียนรู้

การบอกเล่า หรือการสื่อสารของนิสิตและชาวบ้านนั้น ถึงแม้จะมีการตระเตรียมไว้บ้าง หากแต่เป็นการตระเตรียมในเชิงกระบวนการเท่านั้น หาใช่การเขียนสคริปบอกเล่าจากคณาจารย์ เพื่อสร้างฉากขานรับการมาเยือนผู้บริหาร เพราะนิสิตและชาวบ้านล้วนบอกเล่าในสิ่งที่ได้เรียนรู้ร่วมกัน เสมือน “พูดในสิ่งที่ทำ ย้ำในสิ่งที่มี”
กรณีเช่นนี้ ผมถือเป็นภาพสะท้อนอันสำคัญของการสื่อให้เห็นถึง “ผลลัพธ์” ของการปฏิรูปการศึกษาของมหาวิทยาลัยมหาสารคามผ่านงานบริการวิชาการแก่สังคมในชื่อ “1 หลักสูตร 1 ชุมชน” โดยมุ่งให้นิสิตเป็นศูนย์กลาง มีชุมชนเป็น “ห้องเรียน” อีกห้องของการเรียนรู้ ซึ่งทั้งครู (อาจารย์) นิสิตและชาวบ้าน (ชุมชน) ล้วนเป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้ร่วมกัน เป็นการสร้างทักษะการเรียนรู้ร่วมกัน ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีกับภูมิปัญญา เสมือนการแบ่งปัน-ต่อยอดอย่างเป็นมิตร
ครับ-กระบวนการเรียนรู้ที่ว่านั้น ผมเชื่อว่านั่นคือการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Interactive learning through action) เป็นการบูรณาการทั้งคนทั้งความรู้ ซึ่งความรู้ที่ว่านั้น ก็มิใช่จำกัดแต่ความรู้ในวิชาการเท่านั้น หากแต่บางทีก็ซ่อนแฝงนัยสำคัญของความรู้อันหมายถึง คุณธรรม จริยธรรมไปในตัว
ศาสตราจารย์พิเศษอักขราทร จุฬารัตน นายกสภามหาวิทยาลัยฯ

ผศ.ดร.ศุภชัย สมัปปิโต : อธิการบดี
การลงพื้นที่เยี่ยมเยียนเช่นนี้ ไม่เพียงสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทและหน้าที่ของผู้บริหารที่มีต่อการกำกับดูแลนโยบายสู่การปฏิบัติเท่านั้น หากแต่ยังหมายถึงการหนุนเสริมกำลังใจแก่คนทำงานด้วยเช่นกัน ช่วยให้คนทำงานไม่รู้สึกเคว้งคว้าง เดียวดาย-ไกลปืนเที่ยง ขณะที่ชาวบ้าน หรือชุมชน ก็มีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับผู้บริหาร ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งในบางประเด็นยังเป็นผลดีต่อการขยับขยายต่อยอดด้วยกิจกรรมอื่นๆ ได้อีกต่างหาก
การลงพื้นที่เช่นนี้ จึงช่วยให้ผู้บริหารได้สัมผัสถึงข้อมูลที่แท้จริงของชุมชน ถึงแม้การสัมผัสรับรู้จะไม่ถึงขั้นลึกซึ้งหยั่งรากถึงประเด็นโดยแท้ แต่ด้วย “วิสัยทัศน์-ความรู้” ของผู้บริหาร ผมเชื่อเหลือเกินว่า ...ย่อมง่ายต่อการวิเคราะห์ สังเคราะห์ เพื่อเชื่อมโยงสู่การกำหนดเป็นนโยบายและกลยุทธต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
ผมชื่นชมการลงพื้นที่ของผู้บริหารเป็นอย่างยิ่ง อย่างน้อยก็ทำให้ผู้บริหารมองเห็นการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมของมหาวิทยาลัยที่มีต่อท้องถิ่นและชุมชน เห็นเจตนา เห็นทิศทางที่เป็นแก่นสารของนโยบาย เห็นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริงแบบมีส่วนร่วมที่ทรงพลัง ซึ่งพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ ทั้งในมิติการเรียนการสอน (อาจารย์-นิสิต) และชาวบ้าน ผู้เป็นพระเอกตัวจริงเสียงจริงของภูมิปัญญาต่างๆ


ผมว่านี่แหละคือทิศทางการเรียนการสอนที่ตอบโจทย์ของการสร้างทักษะชีวิต หรือทักษะการเรียนรู้ให้กับผู้คนในสังคม - ทุกๆ ฝ่ายได้รับประโยชน์เชิงสร้างสรรค์ร่วมกัน เกาะเกี่ยวเป็นเครือข่าย เกิดการเติบโตในเชิงการศึกษา วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่เศรษฐกิจชุมชนที่เริ่มจากฐานรากเล็กๆ ไปในตัว และวันดีคืนดี ชาวบ้านอาจเติบโตเป็น “นักวิจัย” ผ่านกระบวนการเรียนการสอนเช่นนี้ด้วยก็เป็นได้


อธิการบดีบอกเล่าเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยง "ไรแดง"
ครับ-เมื่อเดินทางมาถึงขณะนี้ ผมเชื่อเหลือเกินว่า 1 หลักสูตร 1 ชุมชน คงไม่เพียงก่อเกิดการปฏิรูปการศึกษาของมหาวิทยาลัยเท่านั้น หากแต่อาจส่งผลเล็กๆ สู่กระบวนการทำแผนพัฒนาชุมชนร่วมกับชาวบ้านด้วยเหมือนกัน เพราะสิ่งที่ค้นพบนั้น ล้วนเป็นวัตถุดิบที่สำคัญในการนำไปบูรณาการเป็นแผนแม่บทของชุมชน ขึ้นอยู่กับว่าภาคท้องถิ่นจะเห็นความสำคัญกี่มากน้อย และมหาวิทยาลัยมีทิศทาง และศิลปะในการนำเสนอสิ่งเหล่านั้นให้เกิดเป็นพลังอย่างไรเท่านั้นเอง

เหนือสิ่งอื่นใด ขอชื่นชมคณะผู้บริหารที่สัญจรลงพื้นที่เพื่อ "เยี่ยมยามถามข่าว" การขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติของบุคลากรและนิสิต ผ่านกลไกการเรียนการสอนในเวทีงานบริการวิชาการแก่สังคม (1 หลักสูตร 1 ชุมชน) ที่มุ่งจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม และมุ่งสร้างปรากฏการณ์การปฏิรูปการศึกษาในพื้นที่อันเป็น “ท้องถิ่น-ชุมชน” ด้วยการดึงทรัพยากรทั้งหมดจากทุกภาคฝ่ายมาบูรณาการสู่การเรียนรู้ (All for Education) เข้าด้วยกัน โดยมีมหาวิทยาลัยเป็นพลังขับเคลื่อนอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ชุมชนตื่นตัว และสามารถเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กับมหาวิทยาลัยได้อย่างเท่าทัน เป็นการลดช่องว่าง หรือความเลื่อมล้ำทางการศึกษาไปในตัว
ครับ-เป็นการเดินเคียงบ่าเคียงไหล่อย่างมีคุณค่าในตัวเอง หาใช่เดินตามเพราะถือว่ามหาวิทยาลัยเป็นผู้รู้มากกว่าชาวบ้าน-
และสำหรับนิสิตนั้น นี่คือความรู้สึกที่นิสิตบอกเล่าใฟ้ผมฟัง
- มีความสุขกับการเรียนรู้แบบนี้มาก เพราะได้ฝึกปฏิบัติจริงภาคสนาม ทั้งบ่อดินและบ่อซีเมนต์
- มีความสุขกับการเรียนรู้ เพราะได้เรียนรู้ร่วมกับชาวบ้าน ได้รู้ถึงภูมิปัญญาการลี้ยงปลาตามวิถีชาวบ้านที่ไม่เคยรู้มาก่อน
- มีความสุขกับการเรียนรู้วัฒนธรรมชุมชน เห็นความงดงามของน้ำใจชาวบ้าน
- มีความสุขกับการทำงานเป็นทีมร่วมกับเพื่อนๆ
- มีความสุขกับการได้ฝึกทักษะการสื่อสารในที่สาธารณะ ซึ่งแตกต่างไปจากการนำเสนองานหน้าชั้นเรียน / ห้องเรียนในมหาวิทยาลัย
-
ฯลฯ
" การแบ่งปันต่อยอดอย่างกัลยาณมิตร"..ประสานภูมิปัญญาแบบบูรณาการ ขยายผลจากรุ่นสฺู่รุ่น คือความยั่งยืนของการเรียนรู้..ขอบคุณที่นำมาถ่ายทอดต่อช่นนี้ค่ะ..
อ่านแล้วชอบค่ะ...ภูมิปัญญาชาวบ้านผ่านกระบวนการวิจัย ทำให้ชัดเจนในการ “พูดในสิ่งที่ทำ ย้ำในสิ่งที่มี”
มีความสุขทุกครั้งที่ได้สัมผัส. ........ขอเป็นกำลังใจค่ะ. ไม่มีที่ใดปราศจาก เรื่องราวที่น่าเรียนรู้