ฉันตื่นมากลางดึกเมื่อคืนวานด้วยความฝันที่รู้สึกเหมือนจริงมากมาย ฉันฝันถึงเหตุการณ์หนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในวัยเด็กตอนอายุประมาณ 7- 8 ขวบ ซึ่งในความทรงจำนั้นดูเหมือนจะลางเลือนแต่ความฝันเมื่อคืนวานทำให้ภาพเหล่านั้นแจ่มชัดขึ้นอีกครั้ง
หมู่บ้านเล็กๆ ที่เราอาศัยอยู่มีลำเหมืองหนึ่งไหลผ่านชื่อว่าลำเหมืองผญาคำ เป็นสายน้ำที่แยกตัวออกมาจากลำน้ำปิงอันเลื่องชื่อที่ไหลผ่านตัวเมืองเชียงใหม่ ฝั่งหนึ่งของลำเหมืองคือถนนที่ลากตัวขนานกับลำเหมืองและเป็นทางเชื่อมต่อหมู่บ้านของเรากับหมู่บ้านอื่น บ้านเรือนของผู้คนจะอยู่ติดถนนซึ่งตอนนั้นยังเป็นถนนลูกรังที่มีฝุ่นสีส้มคลุ้งในยามที่มีรถยนต์หรือมอเตอร์ไซด์ขับผ่านด้วยความเร็ว อีกฝั่งของลำเหมืองคือทุ่งนาอันเวิ้งว้างกว้างใหญ่ในสมัยนั้น จะมีสะพานไม้ไผ่เล็กๆ ที่ชาวบ้านใช้ข้ามไปที่นาของตนเป็นระยะๆ จากลำเหมืองมองผ่านทุ่งนาไปไกลริบๆ เวลาประมาณบ่ายสามโมงครึ่งจะมีรถไฟสายเชียงใหม่-กรุงเทพ ลากตัวผ่านหมู่บ้านอย่างเชื่องช้า กรุงเทพในวัยเด็กสำหรับฉันช่างไกลเหลือเกิน
ชีวิตผู้คนในหมู่บ้านเมื่อก่อนผูกพันกับสายน้ำนี้มาก ตั้งแต่นำน้ำเข้านาเพื่อทำนา ทำไร่ และลำเหมืองนี้ก็อุดมสมบูรณ์ไปด้วยปลาเล็กปลาน้อยให้ผู้คนได้หามาเป็นอาหาร น้ำที่ใสเย็นในตอนนั้นยังใช้สำหรับซักล้างเสื้อผ้าต่างๆ อีกด้วย ฉันตามยายออกไปช่วยซักผ้าริมน้ำเสมอ เราลอยกระทงที่ท่าน้ำในลำเหมืองนี้ และถึงหน้าสงกรานต์เราก็จะไปยืนเรียงกันริมถนนเพื่อสาดน้ำใส่รถราและผู้คนโดยใช้น้ำจากลำเหมืองนี้ และสำหรับเด็กๆ การกระโดดน้ำในลำเหมืองถือเป็นการเล่นธรรมดาๆ ที่สนุกสนานยิ่ง
ในบรรดากลุ่มเพื่อนๆ รุ่นราวคราวเดียวกัน ฉันเป็นคนเดียวที่ว่ายน้ำไม่เป็นเพราะไม่ค่อยได้ลงเล่นน้ำแต่อยู่มาวันหนึ่งจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่วันนั้นฉันตกลงใจไปเล่นกระโดดน้ำกับเพื่อนๆ ริมลำเหมืองจะมีท่าน้ำที่ทำด้วยไม้ให้ผู้คนไปนั่งซักผ้า เด็กผู้หญิงจะกระโดดน้ำจากท่านี้ เด็กผู้ชายบางคนจะกระโดดจากต้นไม้สูงริมน้ำ กระโดดจากท่านี้แล้วไปขึ้นอีกท่าหนึ่งถัดไป แล้ววิ่งกลับมากระโดดใหม่ ตอนแรกฉันก็เกาะอยู่ที่ริมท่าน้ำไม่ห่างและยังไม่กล้ากระโดดไปกลางลำน้ำ แต่แล้วเมื่อเพื่อนๆ คะยั้นคะยอเรียกฉันก็กระโดดตาม ด้วยเหตุที่ว่ายน้ำไม่เป็นฉันรู้สึกเหมือนว่ามีแรงดึงให้ฉันจมลงไป ฉันกระเสือกกระสนอยู่นานขณะที่ไหลตามกระแสน้ำไป เท้าที่สัมผัสพื้นโคลนนิ่มๆ เละๆ ให้ความรู้สึกที่น่ากลัวเพิ่มขึ้นอีก ฉันกำลังจมน้ำ ยิ่งฉันดิ้นรนมากเท่าไหร่ฉันก็ยิ่งสำลักน้ำเข้าปากเข้าจมูก ฉันรู้สึกหายใจไม่ออกและคิดไปว่าตัวเองคงจะตายแน่คราวนี้
ท่ามกลางความหวาดกลัวสุดขีด ใครคนหนึ่งซึ่งอยู่บนสะพานจับมือฉันดึงตัวขึ้นมาจากน้ำ สะพานนั้นอยู่ใต้ท่าลงไปประมาณยี่สิบกว่าเมตร ฉันขึ้นมาจากน้ำนั่งสำลักอยู่นาน....
ใครคนนั้นคือพี่ชายคนที่สองของฉันนั่นเอง
...

..
แล้วฉันก็สะดุ้งตื่นจากความฝันด้วยความเหนื่อยหอบ หัวใจเต้นแรง ลุกขึ้นนั่งรู้สึกถึงเหงื่อที่เปียกแผ่นหลัง ฉันจำได้ถึงความรู้สึกในขณะที่สำลักน้ำและลมหายใจอันเหนื่อยหอบที่ขึ้นมาจากน้ำเหมือนเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่มันผ่านมาเกือบสามสิบปีมาแล้ว
นานมากแล้วที่ฉันไม่ได้นึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งนั้น แต่ทว่าเหตุการณ์ดังกล่าวยังคงมีอิทธิพลต่อชีวิตฉันมาจนถึงวันนี้ เพราะตั้งแต่นั้นมาฉันไม่กล้าลงเล่นน้ำอีกเลยและว่ายน้ำไม่เป็นมาจนบัดนี้ ทุกครั้งที่ไปเรียนว่ายน้ำความกลัวก็จะแผ่ซ่านขึ้นมา ฉันจะรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออกเมื่อลงไปอยู่ในน้ำและต้องล้มเลิกความตั้งใจไปในที่สุด หนึ่งในความกลัวที่ฉันยังไม่อาจสลัดออกไปให้ใจเป็นอิสระได้
เราจะไม่รู้ถึงความสงบของท้องทะเลหากไม่ใช่เพราะพายุที่พัดกระหน่ำ เราจะไม่รู้จักความหวานของลูกไม้ถ้าหากไม่ใช่เพราะความเปรี้ยวของบางลูก และเราจะไม่รู้จักความงดงามของการมีลมหายใจหากไม่ใช่เพราะการหายใจที่ติดขัด... ฉันกลัวการหายใจไม่ออกปานนั้นแต่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับลมหายใจในทุกวันมากเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่มันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต...แม้ตา หู แขน ขา จะไม่ทำงานแต่หากยังมีลมหายใจอยู่ก็ยังหมายถึงการมีชีวิต
หลวงปู่ติช นัท ฮันท์ พูดอยู่เสมอว่า การหายใจเข้าออกเป็นสิ่งที่สำคัญ และเป็นความรื่นรมย์ยิ่ง ลมหายใจของเราเชื่อมต่อร่างกายและจิตใจ บางครั้งจิตของเราคิดถึงสิ่งหนึ่งแต่ร่างกายกำลังทำอีกอย่าง ร่างกายและจิตใจไม่สามัคคีกัน การหายใจด้วยความรู้ตัวการพิจารณาลมหายใจเข้าออกเป็นสะพานที่สำคัญมากในการนำร่างกายและจิตใจมาอยู่ด้วยกันและเป็นหนึ่งเดียว
เช้านี้ฉันตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกขอบคุณ...ขอบคุณลมหายใจที่ยังมาอยู่ด้วยกัน ฉันนึกถึงคำสอนของพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวโกว่า "ให้เอาลมหายใจเป็นกัลยาณมิตร เป็นเพื่อนที่ดี ถ้าเราระลึกถึงลมหายใจบ่อยๆ ก็จะเป็นการรักษาสุขภาพจิตใจให้เป็นปกติ เป็นการสร้างค่านิยมในการรักษาสุขภาพใจ ชีวิตของเราก็จะเป็นปกติสุข"
ท่ามกลางหลากเรื่องราวที่เกิดขึ้นในระหว่างวัน ฉันบอกตัวเองให้หยุดและสัมผัสถึงลมหายใจของตัวเองและบอกตัวเองว่าไม่มีอะไรจะสำคัญไปกว่าลมหายใจแล้ว การที่ได้หายใจอยู่ในวันนี้เป็นความสะดวกกายสบายใจอย่างยิ่งทีเดียวเทียบกับความฝันเมือคืน เราสามารถมีทุกสิ่งทุกอย่างที่เราต้องการได้ในวันนี้ แต่ทว่าเมื่อลมหายใจหยุดไปทุกอย่างก็จะไม่มีความหมายสำหรับเราอีกต่อไป
...

...
ขอบคุณฝันร้ายที่เกิดขึ้น...ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว...ดีเสมอ
เป็นกำลังใจให้ทุกท่านในการทำงานวันแรกของสัปดาห์ค่ะ
ด้วยความนอบน้อม,
ปริม ทัดบุปผา
๑ ตุลาคม ๒๕๕๕
ลมหายใจ (โต๋ ศักดิ์สิทธิ์)
คำโบราณว่าไว้.."ฝันร้ายกลายเป็นดี"..เป็นจริงดังว่าแล้วนะคะ..
ความกลัว เป็นแรงฉุดและเหวี่ยงให้เราหยุดนิ่ง ไม่ก้าวเดิน
หรือแม้แต่ดุ่มเดินไร้ทิศไร้ทาง..
ในยามเรื่องราวร้ายๆ ผ่านมา
ที่สุดแล้ว มันจะผ่านไป
ซึ่งนั่นคือการที่เราข้ามพ้นมันด้วยตนเอง
หากแต่บางทีอาจต้องใช้เวลา หรือให้เวลากับมันพอสมควร
ลมหายใจ สิ่งที่อยู่คู่เราตลอดเวลาแม้ยามสติจะเตลิดไปเสียที่ไหน และกว่าจะกลับมาได้ ลมหายใจก็ยังอยู่กัเราด้วยความซื่อสัตย์ ลมหายใจ คุ้นเคยกับชื่อบล็อกนี้ และหวังว่าจะอยู่กับลมหายใจได้ด้วยปัจจุบันขณะของการมีชีวิต ขอบคุณบันทึกชื่อ ลมหายใจ
สวัสดีค่ะคุณปริม ดิฉันก็เคยจมน้ำตอนเด็ก หนีแม่ไปเล่นน้ำอายุประมาณ 10 ขวบ หยั่งขาไม่ถึงพื้น ตกใจ พยายามกระพือแขนขาให้ทรงตัวอยู่ได้สักพัก เกือบจะจมอยู่แล้วเชียว พอดีมีเพื่อนเล่นน้ำเยอะก็ ควานมือไปทั่ว แอบจับไหล่เพื่อนเบา ๆได้ ไม่ให้ใครรู้ว่าเราว่ายน้ำไม่เป็น ให้เขาลากเข้าฝั่ง แล้วก็กลับบ้านเลย ไม่บอกแม่ด้วยจนเดี๋ยวนี้ แต่ก็ชอบเล่นน้ำค่ะ ตื้น ๆ ลึก ๆก็ไม่ไหว กลัว เวลานาทีชีวิต บางทีสติก็ช่วยได้มากนะคะ โชคดีที่รอดมาได้ และโชคดีที่ได้อ่านบันทึกคุณปริมทำให้นึกถึงเรื่องราวคล้าย ๆ กัน ขอบคุณนะคะ
ÄÄÄÄ....ความสุข.ที่พบได้..ทันใจ..คือที่..ปลายจมูก...ลมหายใจ..ที่หายไป..คือ..การขาด..กัลยาณมิตร..ชั่ว..นิรันดร์..จริงๆนะเจ้าคะ..ยายธี...
ระลึกรู้ลมหายใจทำให้เรามีสติอยู่เนือง ๆ ...เป็นบันทึกเล่าเรื่องเรียบง่ายที่ลึกซึ้งถึงจิตวิญญาณมากค่ะ สมกับเป็น Happy Soul จริง ๆ
เคยประสบภาวะใกล้ตายเกือบจมน้ำ ทันทีที่มือตะกายถึงขอบเขื่อน จึงทราบเป็นครั้งแรกว่าลมหายใจมีความหมายยิ่งใหญ่เพียงไร ตระหนักรู้เมื่อยามที่อยู่ในภาวะขับคันแม้แต่ลมหายใจเราก็แทบจะรักษาไว้ไม่ได้ ขอบพระคุณสำหรับบันทึกทรงคุณค่าค่ะ
อย่าลืมแวะเข้าไปเยี่ยมบันทึกนี้โตยนะเจ้า
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/504147
ขอให้ฝันร้ายกลายเป็นดี...เหมือนที่พี่ใหญ่ให้พรนะครับ...
ขอบคุณลมหายใจ จนถึงวินาที่ที่ได้อ่านบันทึกลึกซึ้งนี้จนจบนะคะ
ขอบคุณคุณปริมค่ะ
อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณพี่ใหญ่
ขอบพระคุณสำหรับพรดีดีสำหรับการเริ่มต้นวันใหม่เช้านี้ค่ะ
สุข สงบ ในอีกวันอันสวยงามนะคะ ;)
พี่โอ๋พบเจอคนที่ว่ายน้ำไม่เป็นมาเยอะมากเลยค่ะที่เราสามารถช่วยให้เขาว่ายได้ สิ่งที่จับได้จากทุกคนว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ว่ายย้ำไม่ได้คือ ความ"ยึดติด"ค่ะ เช่น ยิดติดกับความกลัว สารพัดแบบแล้วแต่ว่าใครพบเจออะไรมาก่อนกับน้ำ ยึดติดกับความคิดว่าตัวเองทำท่านั้นท่านี้ไม่ได้ ยึดติดกับความคิดว่าฯลฯ แต่ความไว้ใจในตัวเรา ความผ่อนคลาย การ"ปล่อยวาง"ที่ค่อยๆเกิดขึ้น ทำให้ทุกคนที่พี่โอ๋หัดว่ายน้ำให้ จะว่ายได้ในที่สุดค่ะ พี่โอ๋ว่าการอยู่ในน้ำแบบ"ว่างๆ"นี่ช่วยให้เรา"เบาสบาย"ได้มากเลยนะคะ เข้าใจได้เลยว่าทำไมธรรมชาติสร้างให้เราอยู่ในน้ำคร่ำในท้องของแม่มาตั้ง 9 เดือนก่อนเพื่อเตรียมตัวคนเราให้ออกมาเผชิญโลก เพราะในน้ำคือที่ที่เราต้องปล่อยวาง แล้วเราจึงจะลอยน้ำได้เสมอค่ะ
สวัสดีค่ะคุณแผ่นดิน
หนึ่งในความรู้สึกที่ริดรอนอิสรภาพทางใจไปอย่างน่าเสียดายคือความกลัวค่ะ ตอนนี้พยายามสอนใจให้ปล่อยวางมากขึ้นเผื่อบางทีอาจช่วยได้ค่ะ บอกคนใกล้ว่าจะไปเรียนว่ายน้ำอีกครั้ง ถ้าทำได้สำเร็จประการใดจะนำมาบอกเล่าค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ
สุขสันต์วันทำงานอีกวันค่ะท่านอาจารย์
สวัสดีค่ะครูทิพย์
ขอบคุณมากค่ะที่กรุณามาฝากข้อคิดดีดีไว้นะคะ
มีความสุขกับลมหายใจในทุกๆ วันค่ะ
สวัสดีค่ะคุณพิชัย
ขอยืมชื่อบล็อกคุณพิชัยมาเป็นชื่อบันทึกนี้นะคะ อิอิอิ
สองวันมานี้หมั่นระลึกถึงลมหายใจบ่อยขึ้นรู้สึกจิตใจสงบมากขึ้นค่ะ
สุขสันต์กับวันทำงานอีกวันนะคะ :)
สวัสดีค่ะคุณสเร็นเหลา
ขอบคุณที่ร่วมแชร์ประสบการณ์ที่คล้ายกันค่ะ ว่ากันว่าคนที่ผ่านอะไรมาคล้ายๆ กันจะเข้าใจกันง่ายขึ้น คงจะจริงนะคะ
เรียนรู้จากบทเรียนที่ผ่านมาแล้วใส่ใจในลมหายใจในทุกวันของชีวิตให้เป็นสุขไปพร้อมๆกันนะคะ
ขอบคุณค่ะ สุขสันต์บ่ายวันอังคารนะคะ
ความสุข.ที่พบได้..ทันใจ..คือที่..ปลายจมูก...ลมหายใจ..ที่หายไป..คือ..การขาด..กัลยาณมิตร..ชั่ว..นิรันดร์
ขอบคุณข้อคิดคำคมจากคุณยายเช่นเคยนะคะ
สุข สงบในยามบ่ายค่ะ
..สวัสดีค่ะ..คุณปริม.."เมื่อเด็ก.".จะ..จมน้ำตาย..ก็หลายหน..ไปเล่นน้ำทะเลกับแม่ๆ..ถามว่ายืนถึงหรือยัง..ตอบว่า..ยืนถึง..คลื่นมาตูม..หายไปกับ..คลื่นแหะๆๆ..แม่งมขึ้นมา...ไปเรียนว่ายน้ำ" ตอนโต"...เห็นเพื่อนว่ายน้ำเล่นน้ำตกชื่อ..ห้วยยาง..อยากอวดเพื่อนว่า..ว่ายน้ำเป็น...วัดวา..หายไปในน้ำเลย..เพื่อนๆ..และครูผู้ดูแล..กระโดดลงไปงม..ขึ้นมา..แหะๆๆ..".ตอนแก่.".ขุดสระน้ำใหม่..ที่เมืองกาญจน์..ลงไปในสระ..เพราะน้ำใสแจ๋ว..หายไปในสระ..คุณตาคนข้างกาย(ตอนนั้นยังมีชีวิตอยู่)..เป็นคนงมขึ้นมา..แหะๆ.."หมอดูทายว่า..ตายในน้ำ"..ยังไม่รู้ว่าเมื่อไร..แหะๆๆ....แต่ตอนนี้ยังมี.."ลมหายใจ"..อยู่กับ"เพื่อน..โกทูโน..อย่างคุณปริม.".เจ้าค่ะ..ยายธี...
เ็ห็นด้วยค่ะ.... "ให้เอาลมหายใจเป็นกัลยาณมิตร เป็นเพื่อนที่ดี ถ้าเราระลึกถึงลมหายใจบ่อยๆ ก็จะเป็นการรักษาสุขภาพจิตใจให้เป็นปกติ เป็นการสร้างค่านิยมในการรักษาสุขภาพใจ ชีวิตของเราก็จะเป็นปกติสุข"