แนวความคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครอง


หลักการปกครองตามแนวทางของพุทธธรรม จะวางกรอบแนวคิดตลอดถึงแนวข้อปฏิบัติเอาไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้นักปกครองทั้งหลายที่มีอำนาจในการบริหารบ้านเมืองมีแนวคิดที่จะพัฒนาตนเองเพื่อนำไปสู่เป้าหมายสูงสุด คือ การครองตน ครองคน และครองงาน อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นแบบอย่างแก่อนุชนรุ่นหลัง ที่จะยึดถือเอาเป็นแนวปฏิบัติ เพื่อนำพาไปสู่เป้าหมายในการพัฒนาสังคมและประเทศสืบต่อไป

แนวความคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครอง

 

         การปกครอง คือการใช้อำนาจอธิปไตยตามกฎหมายในการบริหารและจัดการประเทศ การปกครองมีหลายรูปแบบ เช่น การปกครองแบบประชาธิปไตย และการปกครองแบบเผด็จการ นอกจากนี้การปกครองยังมีได้หลายระดับ เช่น การปกครองส่วนกลาง การปกครองส่วนภูมิภาค และ การปกครองส่วนท้องถิ่น[1]

        การปกครอง คือ การบริหารราชการทางด้านการปกครอง หรือ  administration[2]  ดังนั้นการปกครองจึงเป็นการใช้อำนาจในการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการบริหารจัดการในระบบราชการหรือของรัฐ                

         ๑. หลักพุทธธรรมที่ใช้ในการวางกรอบบริหารบ้านเมือง[3]

 

                                หลักธรรมหมวดนี้เป็นหมวดธรรมที่ใช้เป็นกรอบในการบริหารบ้านเมือง ที่สามารถทำให้ผู้บริหารจะมีแนวคิดอย่างไรเกี่ยวกับการบริหารบ้านเมืองจะมีรูปแบบการบริหารจัดการอย่างไร หรือหลักคิดอย่างไรและที่สำคัญควรจะบริหารจัดการไปในทิศทางไหน ประกอบด้วย

                        ) หลักอธิปไตย ๓ เป็นหลักธรรมกว้าง ๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสเอาไว้เพื่อให้เป็นกรอบในการพิจารณาถึงแนวความคิดที่เน้นทิฎฐิหรือความคิดของตัวบุคคลเป็นหลัก  ว่าเมื่อบุคคลเข้ามาบริหารงานแล้วมีทัศนะเกี่ยวกับอำนาจที่ดำรงอยู่อย่างไรบ้าง โดยใช้คำว่าอธิปไตย ซึ่งหมายความว่าความเป็นใหญ่ซึ่งมีอยู่ ๓ ระดับด้วยกัน  คือ     

     (๑) อัตตาธิปไตย (Autocracy) การถือตนเป็นใหญ่ เป็นแนวคิดของบุคคลที่ใช้อำนาจโดยยึดความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ โดยไม่คำนึงถึงเสียงส่วนมาก มีแนวความคิดออกจะเผด็จการ

     แนวคิดนี้คือการถือตนเองเป็นศูนย์กลางการตัดสินใจ และมีความเชื่อมั่นตนเองสูงมาก คิดว่าตัวเองฉลาดกว่าใครจึงไม่รับฟังความคิดเห็นของใคร ไม่อดทนต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ เป็นการบริหารแบบมุ่งงานแต่เสียเรื่องการครองใจคน[4]

                             (๒) โลกาธิปไตย การถือโลกเป็นใหญ่ เป็นแนวความคิดของบุคคลที่ใช้อำนาจโดยยึดความคิดของคนหมู่มากเป็นใหญ่ โดยใช้ที่ประชุมในการออกเสียงประชามติ มีแนวความคิดเป็นเหมือนประชาธิปไตย

                       นักบริหารแบบนี้ไม่มีจุดยืนเป็นของตัวเอง ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ไม่สามารถตัดสินใจ[5]

                             (๓) ธรรมาธิปไตย การถือธรรมเป็นใหญ่ เป็นแนวความคิดของบุคคลที่ใช้อำนาจโดยยึดหลักธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหลัก กล่าวคือใช้ธรรมะนำการเมือง มีแนวคิดเป็นแบบธรรมาธิปไตย

                        แนวคิดนี้เป็นการถือธรรมหรือหลักการเป็นสำคัญ นักบริหารประเภทนี้ถือหลักการ ความจริง ความถูกต้อง ความดีงาม เหตุผลเป็นใหญ่ กระทำการด้วยปรารภสิ่งที่ได้ศึกษาตรวจสอบตามข้อเท็จจริง และความคิดเป็นที่รับฟังอย่างกว้างขวาง แจ้งชัด และพิจารณาอย่างดีที่สุด เต็มขีดแห่งสติปัญญาจะมองเห็นได้ด้วยความบริสุทธิ์ใจว่าเป็นไปโดยชอบธรรม และเพื่อความดีงาม เป็นปริมาณอย่างสามัญ ได้แก่ ทำการด้วยความเคารพหลักการ กฎ ระเบียบ กติกา[6]

                       การสร้างการปกครองแบบธรรมาธิปไตย คือการนำกฎธรรมชาติ ดำรงอยู่ในลักษณะ “พระธรรมจักร” บนความสัมพันธ์ในหลายๆ มิติ เช่น

                       (๑) สัมพันธภาพระหว่างด้านเอกภาพกับด้านความแตกต่างระหว่างบุคคล

                       (๒) สัมพันธภาพระหว่างแผ่กระจายกับรวมศูนย์ เป็นปัจจัยให้เกิดดุลยภาพ

                       (๔) สัมพันธภาพระหว่างจุดมุ่งหลาย และมรรควิธี

                       (๕) สัมพันธภาพระหว่างหลักการ และวิธีการ เป็นต้น

                       เมื่อนำไปพิจารณาระบอบการเมือง ระบอบต้องมีธรรมและแผ่กระจายสู่ปวงชน ส่วนการปกครองรวมศูนย์ และระบอบการเมืองต้องแผ่ ส่วนเศรษฐกิจต้องรวมศูนย์ หรือ รัฐวิสาหกิจกับวิสาหกิจเอกชน ฯลฯ ดังกล่าวนี้ต้องทำให้เกิดความสมดุล หรือดุลยภาพกัน ไม่ใช่พยายามทำให้สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง “มนุษยชาติเกิดจากธรรม การถือธรรมเป็นใหญ่ สู่ธรรมาธิปไตย เป็นความถูกต้องโดยธรรม และเป็นความภาคภูมิใจของปวงชนในชาติตลอดไป”[7]

) สุจริต ๓ สุจริต เป็นหมวดธรรมที่สำคัญมากในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านเมืองในยุคของรัฐบาล พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ที่ได้พยายามเน้นในเรื่องของการโปร่งใสในการบริหารบ้านเมือง เพื่อให้บ้านเมืองสะอาด นั้นก็หมายความว่าบ้านเมืองจะต้องปราศจากการทุจริตคดโกง มีสินบน โดยการพยายามออกกฎหมายในรูปแบบต่าง ๆ ออกมาใช้  หลักธรรมข้อนี้ประกอบด้วย

                        (๑) กายสุจริต เมื่อผู้นำมีการกระทำที่มีความสุจริตไม่โกงกิน บ้านเมืองก็มีความเจริญก้าวหน้า มีการพัฒนาตามศักยภาพ เงินงบประมาณก็ถูกใช้ให้เกิดความคุ้มค่ามีการพัฒนาอย่างทั่วถึงเต็มเม็ดเต็มหน่วย เมื่อผู้นำไม่ทุจริตคดโกง ลูกน้องก็ไม่กล้า ถ้าผู้นำทุจริตลูกน้องก็ทำตาม ซึ่งธรรมะข้อนี้มีความสำคัญต่อบ้านเมืองเป็นอย่างมาก

                        (๒) วาจาสุจริต แม้วาจาจะดูแล้วไม่น่าจะมีความสำคัญต่อการบริหารปกครอง แต่โดยความเป็นจริงแล้วมีความสำคัญเป็นอย่างมากในเรื่องของการใช้คำพูด เช่น การพูดโน้มน้าวจิตใจคน การพูดประสานคน การเจรจาต่อรอง งานด้านการทูต เป็นต้น

                        (๓) มโนสุจริต มีคนกล่าวว่าจิตคิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น คนพูดอย่างไรก็ทำอย่างนั้น แม้บางครั้งการกระทำ-การพูด-การคิด อาจจะไม่ตรงกันเพราะความปิดบังของคน แต่โดยมากแล้วย่อมเป็นไปตามนัยดังกล่าว ดังนั้นในข้อนี้เป็นการแสดงออกมาทางความคิดเห็น ที่ผู้นำสูงสุดจะต้องแสดงให้ผู้ใต้ปกครองได้เห็น หรือที่เรียกว่าการแสดงวิสัยทัศน์ นั้นเอง

) สัปปุริสธรรม ๗ หมวดธรรมข้อนี้เป็นการแสดงถึงความยืดหยุ่นของผู้บริหาร การใช้เหตุผล การรู้จักประมาณทั้งตน การรอจังหวะเวลา ตลอดไปจนถึงการรู้จักภูมิหลังของสังคมชุมชนเป็นต้น

     (๑) ธัมมัญญุตา รู้จักเหตุ ผู้บริหารจำต้องเป็นคนที่รู้จักเหตุว่าปัญหา หรือความสำเร็จที่เกิดขึ้นในขณะนี้นั้นมีมาจากเหตุอะไร และเหตุที่เกิดขึ้นนั้นจะสามารถไปสู่ผลอะไรบ้าง

                        (๒) อัตถัญญุตา รู้จักผล ในข้อนี้ผู้บริหารจำเป็นที่จะต้องรู้จักผลของการกระทำทุกอย่างที่ได้กระทำลงไปว่าสิ่งที่ได้กระทำลงไปนั้นย่อมมีผลอะไรเกิดขึ้น โดยเฉพาะการทำงานเชิงนโยบาย ย่อมจะมีการวางแผนงานที่เล็งถึงผลของการกระทำในสิ่งเหล่านี้

                        (๓) อัตตัญญุตา รู้จักตน ผู้บริหารต้องสามารถประเมินตนเองออกว่ามีความรู้ความสามารถมากน้อยแค่ไหน พร้อมที่จะพัฒนาศักยภาพของตัวเอง

                        (๔) มัตตัญญุตา รู้จักประมาณ ผู้บริหารจะต้องรู้จักประมาณในทุกด้าน ไม่ปล่อยให้ทำอะไรตามใจตัวเองจนก่อให้เกิดผลเสียหายทั้งส่วนตัวและส่วนรวม

                                        (๕) กาลัญญุตา รู้จักเวลา บางครั้ง บางเวลา บางโอกาสผู้นำต้องปล่อยให้งานช้าลง บางเวลาต้องรีบทำงานให้ทันสถานการณ์ คือรีบในเวลาที่ควรรีบ เร่งในเวลาที่ควรเร่ง ให้จัดลำดับความสำคัญอะไรก่อนอะไรหลัง แล้วลงมือทำงาน

                        (๖) ปริสัญญุตา รู้จักชุมชน ผู้บริหารก่อนที่จะเข้ามาทำงานจำเป็นต้องมองดูภูมิหลังของชุมชนที่ตัวเองบริหารงานอยู่ว่าวัฒนธรรมองค์เป็นอย่างไร ระเบียบวิธีปฏิบัติมีอะไรบ้าง 

                        (๗) ปุคคลปโรปรัญญุตา รู้จักบุคคล การใช้คนเป็นสิ่งสำคัญผู้บริหารจำต้องใช้คนให้ถูกกับงาน หรือที่พูดกันว่า “Put the right man in the right job เป็นต้น

 

  ๒. หลักพุทธธรรมที่ใช้ในการเป็นภาวะผู้นำ[8]

             

หลักธรรมข้อนี้มีจุดเน้นที่ตัวผู้นำ หรือตัวผู้บริหารที่จะต้องมีและเป็นเพื่อใช้ในการปกครองหรือที่เรียกว่าราชาปราชญ์ (Philosopher-King) โดยเริ่มจากการที่ผู้นำจะต้องมีปกติหรือมาตรฐานของความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักธรรมที่เรียกว่าเบญจศีล-เบญจธรรม…เป็นบ่อเกิดแห่งสันติภาพของมนุษย์โลก ซึ่งคำว่าสันติภาพ หรือ สันติ หมายรวมถึงความสงบทั้งด้านภายในและภายนอก ความสงบภายใน (อัชฌัตตสันติ) นั้น ที่รู้จักกันทั่วไปว่า ความสงบใจเป็นสภาวะจิตใจที่เป็นอิสระ ความสงบภายในก่อให้เกิดความสงบภายนอก ซึ่งเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ผู้ที่ได้ชื่อว่ามีความสงบภายนอกจะสามารถอยู่ร่วมอย่างกลมกลืนร่วมกันกับเพื่อนร่วมโลกอื่น ๆ ได้ (สมจริยา) ความสงบภายนอกนั้น จึงรวมถึงความสงบในชุมชนในชาติและในโลกเข้าด้วยกัน[9] นอกจากนั้นแล้วยังต้องมีเพื่อร่วมงานที่ดีและเครื่องมือในการบริหารจัดการบ้านเมืองอีกมากมาย หลักธรรมเหล่านี้ประกอบด้วย

                        ๑) ศีล ๕ หลักธรรมข้อนี้ ต้องการให้ผู้นำมีมาตรฐานแห่งความเป็นคน หรือมนุษย์สมบูรณ์แบบ เพราะผู้ที่จะเป็นผู้บริหารประเทศต้องมีความพร้อมทางด้านจิตใจ เป็นเบื้องต้นก่อน ศีลทั้ง ๕ ข้อประกอบไปด้วย

                        (๑) การไม่ฆ่าสัตว์ เพื่อให้ผู้นำมีจิตใจที่อ่อนโยน มองเห็นความสำคัญของชีวิตผู้อื่นกับของตนเองเสมอกัน หลักธรรมข้อนี้ยังสื่อถึงการเคารพในสิทธิของผู้อื่นด้วย

                                        (๒) ไม่ลักทรัพย์ เมื่อผู้นำไม่คดโกง การพัฒนาประเทศก็ย่อมเจริญ ก้าวหน้า และที่สำคัญการประพฤติตัวดังกล่าวยังเป็นตัวอย่างให้กับผู้คนทั้งหลายด้วย

                        (๓) ไม่ประพฤติผิดในกาม ธรรมข้อนี้เป็นการป้องกันปัญหาทางด้านสังคมในหลาย ๆ ด้านที่จะตามมาผู้นำจึงควรประพฤติเป็นแบบอย่างที่ดี

                        (๔) ไม่พูดเท็จ ซึ่งรวมถึงการไม่พูดคำไม่จริง-คำหยาบ-คำส่อเสียด-คำเพ้อเจ้อ ซึ่งจะทำให้ผู้นำ เป็นคนมีสัจจะในคำพูด

                        (๕) ไม่เสพของมึนเมา ที่จะเป็นต้นเหตุไม่ให้หลงลืมสติได้ ผู้นำทำอย่างไร  จะเป็นเหตุผลที่ผู้ตามก็ทำอย่างนั้น เช่น ผู้นำยุคมาลานำไทย ก็จะมีการนิยมส่งเสริมให้คนไทยสวมหมวกตามอย่างตะวันตก เป็นต้น

) ธรรม ๕ หลักธรรมข้อนี้ มีความประสงค์ให้ผู้นำ เป็นสัตบุรุษ ที่ไม่เพียงแต่มีอำนาจในหน้าที่การงานเท่านั้น แต่ยังมีอำนาจบารมีในตัวเองด้วยคุณธรรมจริยธรรมที่ผู้ตามเห็นแล้วเกิดความภาคภูมิใจ อุ่นใจ และนับถืออย่างสุจริตใจได้ ซึ่งประกอบไปด้วย

                        (๑) มีเมตตา คือความกรุณาต่อผู้อื่น ไม่คิดเบียดเบียนหรือพยาบาท มีความเกื้อกูลหรือมุทิตาต่อเพื่อนร่วมโลกหรือผู้อยู่ภายใต้การปกครอง

                        (๒) มีสัมมาอาชีวะ คือมีอาชีพสุจริต หมายถึงการให้ผู้นำได้ยึดหลักการทำงานที่โปร่งใส ไม่ทุจริตหรือคดโกงเอาเปรียบผู้อื่นและหน่วยงานของตน

                        (๓) มีกามสังวร คือการสำรวมระวังในกาม หมายถึงผู้นำต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ไม่เป็นไปตามความอยาก ไม่มีปัญหาทางด้านครอบครัว

                        (๔) มีสัจจะ ซื่อตรงต่อผู้อื่น หมายถึงเมื่อมีการทำงานร่วมกับผู้ใต้บังคับบัญชา หรือผู้บริหารจำต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตใจ มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

                        (๕) มีสติสัมปชัญญะความรู้ตัว หมายถึงไม่ลุ่มหลงมัวเมาในอบายมุขต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตัวเอง สถาบันและครอบครัว

) กัลยาณมิตรธรรม ๗ หลักธรรมข้อนี้แสดงถึงบุคลิกภาพของผู้นำที่สามารถประทับใจผู้ใต้ปกครองได้เป็นอย่างดี ประกอบไปด้วย

                        (๑) ปิโย                        เป็นผู้นำที่ประชาชนรักใคร่

                        (๒) ครุ                         เป็นผู้นำที่ประชาชนเคารพรัก

                        (๓) ภาวนีโย                   เป็นผู้นำที่ประชาชนดูแล้วน่าเจริญใจ

                        (๔) วัตตา                      เป็นผู้นำที่รู้จักพูดให้ได้ผล

                        (๕) วจนักขโม                 เป็นผู้นำที่มีความอดทนต่อถ้อยคำ

                                       (๖) คัมภีรัญจ กถัง กัตตา     เป็นผู้นำที่สามารถแถลงเรื่องล้ำลึกได้

                        (๗) โน จัฏฐาเน นิโยชเย     เป็นผู้นำที่ไม่ชักชวนผู้ตามไปในทางที่ผิด

) ราชธรรม ๑๐[10] หลักธรรมสำหรับผู้ปกครองที่ยิ่งใหญ่ ได้แก่                                  

      (๑) ทาน คือการให้ทั้งวัตถุทาน ธรรมทาน อภัยทาน แก่พสกนิกรหรือผู้ใต้การปกครอง

                        (๒) ศีล การละเว้นจากความประพฤติที่ผิดทั้งปวง

                        (๓) ปริจจาคะ การบริจาค คือ เสียสละความสุขสำราญ เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนหรือผู้ใต้บังคับบัญชา

                        (๔) อาชชวะ ความซื่อตรงและเข้มแข็ง ที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง มีความจริงใจ

                        (๕) มัททวะ ความอ่อนโยน คือมีอัธยาศัยสุภาพต่อคนทั้งปวง

                        (๖) ตปะ ความเพียรพยายาม ที่จะเผาผลาญกิเลสที่อาจเกิดขึ้น

                        (๗) อักโกธะ ความไม่โกรธ คือ ไม่กริ้วกราด ไม่กระทำสิ่งใดด้วยอำนาจของความโกรธ

                        (๘) อวิหิงสา ความไม่เบียดเบียนผู้อื่นทั้งทางตรงและทางอ้อม

                        (๙) ขันติ มีความอดทน อดกลั้น ต่อสิ่งยั่วโลภะ โทสะ โมหะทั้งปวง

                        (๑๐) อวิโรธนะ ประพฤติไม่ให้ขาดจากธรรมนองคลองธรรม

)  จักรวรรดิวัตร ๑๒[11] พระพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องให้ภิกษุทั้งหลายฟังเกี่ยวกับการปกครองบ้านเมืองให้เป็นธรรม หรือวัตรปฏิบัติของพระเจ้าจักรพรรดิอันประเสริฐ หรือหน้าที่ของนักปกครองผู้ยิ่งใหญ่ โดยให้ถือธรรมเป็นใหญ่เป็นอันดับแรก ดังนี้

     (๑) ธรรมธิปไตย ประกอบด้วย จงอาศัยธรรมเท่านั้น สักการะธรรม ทำความเคารพธรรม นับถือธรรม บูชาธรรม ยำเกรงธรรม มีธรรมเป็นธงชัย มีธรรมเป็นยอด และมีธรรมเป็นใหญ่

     (๒) อธรรมการ ห้ามและกั้นมิให้มีการอันเป็น “อธรรม” เกิดขึ้นในราชอาณาเขต คือ จัดการป้องกันมิให้มีการกระทำความผิด ความชั่วร้ายเดือดร้อนเกิดขึ้นในบ้านเมือง

     (๓) ธนานุประทานปันทรัพย์เฉลี่ยให้แก่ชนผู้ไร้ทรัพย์ มิให้มีประชาชนขัดสนยากไร้ในประเทศ

     (๔) สมณพราหมณปริปุจฉา ปรึกษาปัญหากับพระสงฆ์ พราหมณ์ ผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ไม่ประสาทมัวเมา สงเคราะห์นักปราชญ์ นักวิชาการผู้ทรงคุณธรรมอยู่เสมอกาลอันควร

         กล่าวโดยสรุป หลักการปกครองตามแนวทางของพุทธธรรม จะวางกรอบแนวคิดตลอดถึงแนวข้อปฏิบัติเอาไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้นักปกครองทั้งหลายที่มีอำนาจในการบริหารบ้านเมืองมีแนวคิดที่จะพัฒนาตนเองเพื่อนำไปสู่เป้าหมายสูงสุด คือ การครองตน ครองคน และครองงาน อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นแบบอย่างแก่อนุชนรุ่นหลัง ที่จะยึดถือเอาเป็นแนวปฏิบัติ เพื่อนำพาไปสู่เป้าหมายในการพัฒนาสังคมและประเทศสืบต่อไป

 



[1] http://th.wikipedia.org/wiki

[2]เธียรชัย เอี่ยมวรเมธ, พจนานุกรมไทย ฉบับใหม่, (กรุงเทพมหานคร: รวมสาส์น (๑๙๗๗), ๒๕๔๔), หน้า ๘๐.

[3]เรื่องเดียวกัน. หน้า ๑๑๗.

[4] ปฐมพงศ์ ทินบรรเจิดฤทธิ์. “พุทธจริยศาสตร์กับรัฐศาสตร์” พุทธจักร. ปีที่ ๖๓ ฉบับที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒.

หน้า ๔๒-๔๓.

[5]เรื่องเดียวกัน. หน้า ๔๓.

[6]เรื่องเดียวกัน. หน้า ๔๓.

[7] ปริญญาโณภิกขุ (ป. เพชรอริยะ) และสมบัติ วิอังศุธร, รศ.ดร. ธรรมาธิปไตย ๙ อารยธรรมใหม่ของแผ่นดิน ขจัดสิ้นเหตุวิกฤติชาติ. (กรุงเทพฯ: เอ. พี. พริ้นติ้ง กรุ๊ป. ๒๕๔๙), หน้า ๙๔.

[8] พระครูโสภณปริยัติสุธี (ศรีบรรดร ถิรธมฺโม), ทฤษฎีรัฐศาสตร์ในพระไตรปิฎก. หน้า ๑๑๙-๑๒๒.

[9]พระเทพโสภณ (ประยูร มีฤกษ์), โลกทัศน์ของชาวพุทธ, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๓), หน้า ๕๙.

[10]  ปริญญาโณภิกขุ (ป. เพชรอริยะ) และสมบัติ วิอังศุธร, รศ.ดร. ธรรมาธิปไตย ๙ อารยธรรมใหม่ของแผ่นดิน ขจัดสิ้นเหตุวิกฤติชาติ.  หน้า ๑๑๕.

[11] เรื่องเดียวกัน.  หน้า ๑๑๔-๑๑๕.

หมายเลขบันทึก: 504163เขียนเมื่อ 1 ตุลาคม 2012 11:08 น. ()แก้ไขเมื่อ 1 ตุลาคม 2012 11:08 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี