ปัจจุบันเรากำลังเผชิญสัญญาณอันตรายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซัดที่เกิดจากธรรมชาติจริงแต่เพียงฝ่ายเดียวจริงหรือ?
พลังสำคัญที่ขับเคลื่อนให้เกิดหายนะและภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งแล้วครั้งเล่าในช่วงไปกี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในปี 2011 ที่ประเทศไทยเริ่มตื่นตระหนก กับสภาพฟ้าฝนกันอย่างอลหม่าน จริงจัง ที่ใช้คำว่าตื่นตระหนกมากกว่าตื่นตระหนัก เพราะว่าหลายคนพูด หลายคนฟัง แต่ไม่มีหลายๆคนช่วยกันทำ
พลังสำคัญที่กล่าวถึง คือวัฎจักรภูมิอาการศตามธรรมชาติโดยเฉพาะเอลนีโญและลานีญา สองปรากฎการณ์ผันผวนปรวนแปรในมหาสมุทรแปรซิฟิกแถบศูนย์สูตร ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศทั่วโลก ในช่วงเอลนีโญ แอ่งกระแสดน้ำอุ่นขนาดใหญ่ซึ่งปกติอยู่บริเวณกลางมหาสมุทรแปซิฟิกจะแผ่ขยายไปทางตะวันออกจนถึงอเมริกาใต้ ครั้นถึงช่วงลานีญา กระแสน้ำอุ่นดังกล่าวจะหดตัวและถอยร่นกลับสู่มหาสมุทรแปรซิฟิกตะวันตก ความร้อนและไอน้ำจากกระแสน้ำอุ่นดังกล่าวก่อให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองที่รุนแรงจนแผ่อิทธิพลจากเขตร้อนไปยังกระแสลมกรดที่พัดผ่านช่วงละติจูดกลางหรือเขตอบอุ่น ขณะที่แอ่งกระแสน้ำอุ่นหดและขยายตัวตามแนวเส้นศูนย์สูตรนั้น เส้นทางการเคลื่อนที่ของลมกรดก็พลอยขึ้นๆลงๆ ระหว่างเหนือกับใต้ ส่งผลให้พายุที่เกิดในทวีปต่างๆเปลี่ยนเส้นทางไป
เอลนีโญมีแนวโน้มจะทำให้เกิดพายุใหญ่ทางใต้ของสหรัฐฯและเปรู ขณะส่งภัยแล้งและไฟป่าไปยังออสเตรเลีย และส่งความแห้งแล้งไปยังอีกหลายพื้นที่ทั่วโลก ยังมีความผันผวนอื่นๆที่ส่งอิทธิพลต่อสภาพลมฟ้าอากาศทั่วโลก ซึ่งมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนจะส่งผลกระทบมากเป็นพิเศษ เนื่องจากส่งความร้อนและไอน้ำปริมาณมหาศาลขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ปรากฎการณ์เอลนีโน-ลานีญา อย่างสุดขั้วจึงเปิดฉาก ทำให้ปรากฎการณ์ธรรมชาติวิปริตเกิดในหลายภูมิภาคในเวลาใกล้เคียงกันทั่วโลก นำมาซึ่งโศกนาฏกรรม และความสูญเสียครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่ลำพังวัฏจักรธรรมชาติเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยอมรับผิดได้แต่เพียงถ่ายเดียว ภัยพิบัติรุนแรงขั้นทำลายสถิติหลายครั้งเมื่อไม่นามมานี้ เกิดจากการที่โลกได้อุ่นขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากสถิติสภาพอากาศหลายสิบปีบ่งชี้ว่า การสะสมตัวของก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศได้กักเก็บความร้อนและทำให้พื้นดิน มหาสมุทร และบรรยากาศร้อนขึ้น ซึ่งภัยจากสภาพอากาศสุดขั้วมีความสัมพันธ์กับภาวะโลกร้อนอย่างค่อนข้างชัดเจน ต้นสายปลายเหตุหลักจึงไม่ใช่เรื่องลี้ลับอะไร ตรวจสอบสืบค้นได้ไม่ยาก เพราะเรารับรู้และรู้ได้ว่า การที่ผิวโลกร้อนขึ้นหมายถึง การเพิ่มความชื้นในบรรยากาศ ดังนั้นการพุ่งเป้าเพื่อจัดการกับปัจจัยเสี่ยงทั้งหมด เช่น การสร้าง เขื่อน อุโมงค์ระบายน้ำ ออกแบบอาคารที่รับมือกับภาวะน้ำท่วม และลมแรง ล้วนเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เหมือนหมอให้ยาเพื่อประคับประคอง ต่อลมหายใจไปเรื่อยๆ ก็เท่านั้น ตราบใดที่เรายังไม่ช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มองปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องไกลตัว และมีพฤติกรรมแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา ทุกอย่างไม่ใช่ธุระ โอกาสที่จะเกิดสภาพอากาศแบบสุดขั้วก็มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แหละคงไม่ต้องให้ผู้รู้ที่ไหนมาทำนายวันหายนะของโลก
ที่มา : National Geographic ฉบับภาษาไทย : กันยายน 2555
ตามมาตอบ โดยให้ตามไปอ่านที่บล็อก ที่นี่