จะสั่งอะไรก็ต้องดู จะมอบอะไรก็ต้องคิด ว่าสิ่งนั้นไปบั่นทอนเวลาการสอนของครูหรือไม่ ไปทำให้ครูทิ้งห้องเรียนหรือเปล่า

       ผู้บริหารสันดานเสมียน

 

         ผมมีโอกาสได้ให้สัมภาษณ์น้องซึ่งเป็นผู้บริหารโรงเรียนในเขตพื้นที่เดียวกัน เธอกำลังเรียนปริญญาเอก อยู่ระหว่างทำปริญญานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิต ด้วยเรื่องเกี่ยวกับประสิทธิภาพการบริหารโรงเรียนขนาดเล็ก ที่ต้องใช้เครื่องมือประกอบการสัมภาษณ์มากมาย ทั้งแบบสอบถาม 1 2 3 4 5 ข้อคิดความเห็น สภาพปัจจุบันและสิ่งที่คาดหวัง รวมทั้งปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ ตลอดจนกรอกข้อมูลสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ นับร้อยข้อ เขียนในเชิงบรรยาย ผมเขียนให้เธอเสร็จภายในคืนเดียว เวลาเธอมานั่งสัมภาษณ์ จะได้นำเอกสารกลับไปสังเคราะห์ได้เลย โดยไม่ต้องรอให้เสียเวลา  

         20 กันยายน 2555 เริ่มสัมภาษณ์เวลา17.00 น. คำถามแรก..ผอ.คิดว่าผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก..ควรมีสมรรถนะอย่างไร..ถึงจะนำพาโรงเรียนไปรอดและประสบความสำเร็จ..

         ผมคิดว่าเป็นคำถามง่ายๆ ที่อาจต้องใช้หลักการในการตอบ แต่ในขณะนั้นๆ ผมคิดคำตอบไม่ออกเลย เคยเรียนป.บัณฑิตมา ก็ลืมแล้ว อบรมสัมมนามาก็มาก ไม่เคยจำ สมรรถนะต่างๆ สพฐ.-คุรุสภาก็เคยพูดถึง แต่ก็เรียงลำดับไม่ถูก ..ก็เลยบอกว่า เอาอย่างนี้ การบริหารโรงเรียนขนาดเล็กไม่ปรากฎในศาสตร์ของการบริหารการศึกษาไม่มีในตำราเรียนป.โท ป.เอก ผู้บริหารโรงเรียนเล็ก ต้องประยุกต์ใช้เองและอย่าเชื่อและใช้ศาสตร์ที่เรียนมาทั้งหมด เพราะจะล้มเหลวตั้งแต่คิดแล้ว เช่น ผู้บริหารถูกสอนว่า ต้องรู้จักใช้ลูกน้อง..ต้องสั่ง สั่ง และสั่ง อย่าทำเอง มอบหมายงาน..ตรวจสอบ นิเทศ ติดตามงาน ประเมินผลและให้ครูรายงาน...  

         ถ้าเป็นโรงเรียนขนาดกลางและใหญ่ ถึงใหญ่มาก ครูเยอะ มีโครงสร้างสายบังคับบัญชาชัดเจน มีรอง ผอ.- สายชั้น สายวิชา..ย่อมเป็นไปตามศาสตร์และสูตรสำเร็จ แต่โรงเรียนเล็กไม่ใช่ ทำได้ไม่ชัดในหลายเรื่อง เพราะงานครูล้นมืออยู่แล้ว ครู 1 คน สอน 2 ชั้น/งานธุรการชั้นเรียนอีก/งานโครงการ/งานเขตพื้นที่/งานชุมชน/งานสอนซ่อมเสริมและงานพัฒนาผู้เรียน ดังนั้น ผู้บริหาร จะสั่งอะไรก็ต้องดู จะมอบอะไรก็ต้องคิด ว่าสิ่งนั้นไปบั่นทอนเวลาสอนหนังสือหรือไม่ และพาครูออกนอกห้องเรียนหรือเปล่า  

        แล้ว ผอ.ทำอย่างไรล่ะคะ .. ผมทำตามบริบทของโรงเรียน จากสิ่งที่เป็นปัญหาและอุปสรรค..ที่ซ้ำซากเรื้อรัง อาจไม่ใช่ตัวอย่างที่ดี แต่มันทำให้ตรงนี้ดีขึ้น ครูและนักเรียนมีความสุข และไปสู่ความสำเร็จได้ไม่ยาก เช่น ผอ.จะเข้าไปช่วยสอนในวิชาที่ครูไม่ถนัดหรือครูไม่อยู่ ช่วยสอนเสริมตอนเย็นและวันเสาร์  ครูสอนในห้องแต่เราเตรียมแหล่งเรียนรู้ให้ครูพร้อมใช้ ถามความต้องการของครูว่าต้องการให้ช่วยอะไร ขาด สื่อ ตัวไหน เราวิ่งหาให้อย่าให้ครูเขารอนาน มันกระทบถึงเด็ก ครูไปอบรมสัมมนา เราช่วยค่าพาหนะตามสมควร บางครั้งขอไปอบรมแทน ถ้างานนั้นไม่เกี่ยวกับงานสอน ครูส่งผลงานทางวิชาการเพื่อรับรางวัลชีวิต เราช่วยเป็นที่ปรึกษา หาผู้เชี่ยวชาญมาช่วย ครูจำเป็นต้องมีกิจธุระครอบครัว พบแพทย์ ไปเต็มวัน ครึ่งวัน ไปเถอะครับไม่ต้องลา กลับมาขอให้ทำงานให้เต็มที่ สวัสดิการเล็กๆ ทำไมเราจะให้ไม่ได้ ก็เรามันเป็นครอบครัวเดียวกัน ที่ต้องการความรักความเข้าใจ  ซึ่งโรงเรียนใหญ่ ยังไงก็ทำไม่ได้

        ยาขมหม้อใหญ่ คือ ธุรการโรงเรียน งานสารบรรณ รับ-ส่งงานภายนอกกับเขตพื้นที่และอื่นๆ ผอ.ขออาสาทำ เพราะทำได้ มีเวลา เข้าใจ เข้าถึงระบบงานมากกว่าครู และครูก็ไม่ควรมาเสียเวลากับกระดาษ(บางเรื่อง) โดยไม่จำเป็น และไม่ต้องทิ้งเด็ก มีความสุขอยู่กับการสอน      ขอเพียงเตรียมการสอน เตรียมสื่อและประเมินนักเรียนอย่างถูกต้อง อย่าหมกเม็ด 

        ด้วยหลักง่ายๆ การบริหารแบบบูรณาการ และ การทำงานแบบมีส่วนร่วม..ทำไปด้วยกันกับครู ทำให้ดู (อย่างมุ่งมั่นทุ่มเท) อยู่ให้เห็น (เป็นตัวอย่างที่ดี) อย่าเอาเปรียบเพื่อนร่วมอาชีพ..ไม่ยึดติดกับรางวัล หรือชัยชนะ ถ้าจะได้มา ไม่ใช่เพราะเรา..แต่เป็นของทุกคนในบ้านหลังนี้

        ผอ.ไม่กลัวเขาว่าเป็นผู้บริหารสันดานเสมียน หรือ (จริงๆแล้ว ไม่น่ามีประโยคนี้ ในบทสัมภาษณ์ แต่อย่างว่า ในสถาบัน..เขาคงไม่ได้สอน) 

       ประโยคนี้ ทำให้ผมนึกถึงพ่อที่ท่านตายจากผมไปแล้ว สิ่งหนึ่งที่พ่อมีความทรงจำดีๆ คือ พ่อเป็นเสมียนสังกัดชลประทาน พ่อจบ ม.6  มีลูก 4 คน ส่งลูกเรียนจนจบป.ตรี ป.โท. พ่อไม่เคยลาป่วยลากิจและไม่เคยไปทำงานสาย พ่อไม่เคยปริปากบ่น ไม่ว่างานจะหนัก เลิกงานเที่ยงคืน ตี 1..)

      ผมตอบ ว่าที่ ดร.ไปว่า..คำว่าเสมียน..ขึ้นอยู่กับคนคิดและคนพูด  คนพูดเช่นไร  ก็จะมีมุมมองอยู่แค่นั้น..ผมเองทำได้มากกว่าเสมียน ผมไม่กลัวงานต่ำต้อยน้อยค่า งานทุกอย่างมีคุณค่าอยู่ในตัวมันเอง ถ้างานนั้นมันจะนำมาซึ่งความสุขและความสำเร็จขององค์กรและบุคลากรทุกคน  เพราะทุกๆวัน ตอนเช้าและเมื่อนักเรียนเข้าห้อง ผมเองยังต้องดูแล เก็บกระดาษกวาดขยะ บางจุด ดูแลห้องน้ำ ที่ควรจะสะอาดมากที่สุด และตัดแต่งไม้ดอกไม้ประดับ รักษาสภาพแวดล้อม ที่เป็นงานของลูกจ้างประจำ (นักการภารโรง) ซึ่งเราไม่มีตำแหน่งนี้ในโรงเรียน

      ท้ายที่สุด...ผมบอกว่า จะพูดถึงความสำเร็จบ่อยๆ ด้วยความนอบน้อมอย่างจริงใจ..ด้วยโล่รางวัลที่ได้..ช่วยเสริมภาพลักษณ์บ้างเท่านั้น แต่ไม่ได้มีไว้ให้หลงตัวเอง หรือ หลอกคนอื่น (คำพูดดร.ปริม ทัดบุปผา) โรงเรียนเล็กๆ อย่างหนองผือ ยังมีช่องว่างแห่งปัญหา..ที่ต้องปรับปรุงและแก้ไขอีกมากมาย ถ้าเราไม่หยุดนิ่ง และกล้าที่ก้าวไปข้างหน้า..ย่อมต้องถึงฝั่งฝัน..ความสำเร็จไม่จำเป็นต้องเป็นโล่รางวัล..แค่ในส่วนลึกของคนทำงานการศึกษาอย่างเราๆ ได้แค่ เป็นสุข และได้ทำบูญ ก็พอเพียงแล้ว

เรื่องเล่าจากโรงเรียนเล็ก
www.bannongphue.com