รอยยิ้มสุดท้ายของลุงสิทธิ์ ตอนที่2
ลุงสิทธิ์จึงขอกลับมารักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน คือโรงพยาบาลที่ฉันทำงานอยู่นั่นเอง ในช่วงแรก ๆ เจ้าหน้าที่ทุกคนจะรู้จักลุงสิทธิ์ในนามของ “คุณลุงขี้โมโห” ลุงจะยอมนอนโรงพยาบาล ก็ต่อเมื่ออาการหนักจนไม่สามารถจะพักที่บ้านได้ และ มีห้องพิเศษ เท่านั้น ลุงบอกว่าถ้านอนห้องรวมเสียงมากมายจะทำให้ลุงหงุดหงิด อารมณ์เสีย นอนไม่หลับ ถึงกระนั้นลุงก็ได้มานอนที่โรงพยาบาลของฉันบ่อย ๆ ส่วนใหญ่จะกลับมาด้วยอาการไข้สูง หนาวสั่น ซึ่งเป็นอาการของการติดเชื้อต่าง ๆ มากมาย จากภูมิต้านทานต่ำ ซึ่งเป็นพยาธิสภาพของมะเร็งนั่นเอง อาการเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ลุงกลัวคนเดียว แต่มันทำให้ป้าพินเมียแกเริ่มเครียดเพราะสงสารลุงไม่รู้ว่าจะช่วยลุงให้รู้สึกสุขสบายได้อย่างไร จนลืมที่จะดูแลตัวเองซึ่งป่วยเป็นความดันโลหิตสูง และเบาหวาน ส่งผลให้ป้าน้ำตาลสูง อยู่เป็นประจำ หากวันไหนที่ลุงมานอนโรงพยาบาลฉันช่วยป้าได้เพียงเจาะน้ำตาลจากปลายายนิ้วเมื่อป้ามีอาการใจสั่น และคอยเตือนให้ป้ากินยาของตัวเองด้วย เท่านั้น
เมื่อลุงมานอนโรงพยาบาลเพื่อให้ยาฆ่าเชื้อเหล่าพยาบาลผู้ดูแลก็กลัวด้วยเหมือนกันเนื่องจากผู้ป่วยที่ เคยได้รับเคมีบำบัดเส้นเลือดมักจะเปราะบาง เวลาจะใส่จุกสำหรับฉีดยา หรือให้น้ำเกลือพยาบาลจ ะต้องได้ใส่ให้ลุงคนละหลาย ๆ ครั้ง และมันยิ่งทำให้ลุงหงิดหงุดมากขึ้นไปอีก ฉันเคยเจอกับตัวครั้งนึง ซึ่งก่อนจะไปใส่จุกฉีดยาให้ลุงก็ค่อนข้างเครียดเนื่องจากฟังที่เพื่อน ๆ ส่งต่อเวรมาว่าลุงหงุดหงิดง่ายมาก ทุกครั้งที่ฉันจะให้น้ำเกลือ หรือใส่จุกสำหรับฉีดยาให้ผู้ป่วยฉันจะถามผู้ป่วยเสมอว่าอยากให้ใส่แขนไหน หรือถนัดแขนไหน ฉันจะได้ใส่ให้แขนข้างที่ตรงข้าม ผู้ป่วยจะได้ไม่เกร็งแขน ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้สะดวก แต่คำถามธรรมดา ๆ เดียวกันนี้ที่ใช้ถามลุงสิทธิ์กับได้คำตอบที่ไม่ธรรมดา และทำให้ฉันเครียดกว่าเดิม คือ ลุงนอนหลับตา ถอนหายใจพร้อมกับตอบว่า “ใส่ตรงไหนก็ได้ที่ใส่ครั้งเดียวแล้วได้นั่นแหละ”ฉันได้แต่อึ้ง และก็พยายามที่จะใส่ให้ได้ในครั้งเดียวจริง ๆ หลังจากวันนั้นพยาบาลทั้งหลายก็ไม่ค่อยอยากยุ่งเกี่ยวกับลุงอีกถ้าไม่จำเป็น แต่ในทางกลับกันจากประสบการณ์ที่ฉันเคยดูแลพ่อที่ป่วยเป็นมะเร็งปอดที่หงุดหงิดง่าย เห็นอะไรก็ไม่ถูกตา ฟังอะไรก็ไม่เข้าหู ทำให้ฉันกลับอยากดูแลลุงมากขึ้นเพราะรู้ว่าลุงก็คงเครียดไม่แพ้กัน และไม่อยากให้ลุงเครียดอยู่อย่างนั้นต่อไป
ในระหว่างที่ลุงเข้า ๆ ออก ๆ โรงพยาบาลนั้นฉันได้มีโอกาสออกเยี่ยมบ้านลุงอยู่บ่อยครั้ง มีเวลาพูดคุยซักถามถึงอาการ การปฏิบัติตัวของลุงทำให้รู้ซึ้งถึงอาการ และอารมณ์ของลุงมากขึ้น ได้รู้ว่าลุงมีใจสู้กับโรคมาก ไม่อยากตายเพราะไม่อยากให้ป้าพินอยู่คนเดียว ตอนนั้นทานอะไรไม่ค่อยได้นอกจากน้ำที่ได้จากการเอาต้นอ่อนของข้าวบาร์เล่มาปั่นคั้นเอาแต่น้ำที่ครูใหญ่ของโรงเรียนที่ลุงเคยทำ งานอยู่หามาให้ ก่อนกลับฉันก็ไม่ลืมที่จะบอกให้ป้าพินบอกลูกชายให้ไปเอายาของป้าที่โรงพยาบาลด้วยเพราะป้ามัวแต่ดูแลลุงเลยไม่ได้ไปรับยาของตัวเองตามนัด ฉันจึงโทรศัพท์หาพยาบาลประจำคลินิกเบาหวาน และความดันเพื่อขอให้จัดยาให้ป้าด้วย ส่วนลุงก็จะบอกฉันว่าว่างก็มาใหม่นะทุกครั้ง ช่วงนั้นลุงจะมีอาการปวดอยู่บ่อย ๆ นอกจากจะให้ป้าพินนวดให้แล้ว ลุงก็มียาบรรเทาอาการปวดเป็น มอร์ฟีนชนิดเม็ด 1 เม็ด ทุก 12 ชั่วโมง และมอร์ฟีนชนิดน้ำ 3 ซีซี เวลาปวด ทุก 4-6 ชั่วโมง หากลุงมานอนโรงพยาบาลบางครั้งลุงจะขอมอร์ฟีนชนิดน้ำใกล้ ๆ กลับเวลาของ มอร์ฟีนชนิดเม็ด ถ้าอยู่โรงพยาบาลก็อยู่ที่การพิจารณาของหัวหน้าเวรว่าจะให้ลุงหรือไม่ และส่วนใหญ่ก็จะบอกลุงว่าเดี๋ยวก็จะถึงเวลาของมอร์ฟีนชนิดเม็ดแล้ว ลุงก็เลยไม่ได้ยาน้ำ แต่ในเวรที่ฉันเป็นหัวหน้าเวรอยากจะแอบบอกว่าฉันให้ทุกครั้งที่ลุงขอไม่ว่าจะเป็นเวลาไหน ด้วยประสบการณ์ที่พ่อฝากไว้ให้อีกนั่นแหละทำให้ฉันฉันรู้ว่ายาไม่ได้ทำให้อาการปวดของลุงลดไปได้เท่าใดนัก แต่ให้เพื่อ mental support ลุงเท่านั้น อีกทั้งการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ความสุขสบายของผู้ป่วยเป็นสิ่งที่สำคัญ
เดือนนี้ลุงมีนัด Pain clinic วันที่14สิงหาคม ก่อนวันนัด 1 วัน ลุงขอกลับไปนอนที่บ้านเพื่อเตรียมตัวไปตรวจตามนัด แต่วันนั้น ยามอร์ฟีนชนิดน้ำ 3 ซีซี เวลาปวด ทุก 4-6 ชั่วโมง ของลุงหมดแล้ว ก่อนกลับบ้าน ฉันจึงไปหายาเดิมของผู้ป่วยมะเร็งคนอื่น ๆ ที่เสียชีวิตไปแล้ว และยายังไม่หมดอายุมาเตรียมไว้ให้ลุง “ณ. ตอนนี้หนูต้องขอโทษลุงด้วยนะคะที่โกหกลุงไปว่า มันเป็นยาที่ผู้ป่วยคนอื่น ๆ ลืมไว้ ” ฉันเอายามอร์ฟีนให้ลุง 1 ขวดเพราะกลัวว่าวันที่ลุงกลับบ้าน 1 คืน และวันรุ่งขึ้นอีกทั้งวันที่ลุงต้องไปรอตรวจที่โรงพยาบาลในจังหวัดลุงจะทรมานกับอาการปวด ลุงมองหน้าฉัน และกล่าวขอบคุณด้วยสีหน้าที่อิดโรย ฉันตอบลุงไปว่า “ไม่เป็นไรค่ะแค่มันช่วยให้ลุงทุเลาอาการปวดลงได้บ้าง และได้เห็นรอยยิ้มของลุงบ้างพยาบาลก็ดีใจแล้วค่ะ” ลุงสิทธิ์ก้มหน้าลงสักพัก แล้วก็เงยหน้าขึ้น และยกมือไหว้ขอบคุณฉันอีกครั้ง พร้อมกับตั้งใจยิ้มให้ฉันอย่างที่ฉัน และใคร ๆ ก็คงไม่เคยเห็นมาก่อน แล้วลุงก็นั่งล้อเข็นจากไป
หลังจากวันนั้นลุงสิทธิ์ก็เข้า ๆ ออก ๆ โรงพยาบาลอยู่เรื่อย ๆ แต่เลยไปโรงพยาบาลในจังหวัดโดยไม่ได้แวะที่โรงพยาบาลของฉันอีก และแล้วเมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ขณะที่ฉันกำลังดูแผนการออกเยี่ยมบ้านว่าวันนี้จะไปเยี่ยมใครบ้าง พี่แอ้หัวหน้าทีมเยี่ยมบ้านก็บอกกับฉันว่า รู้หรือยังว่าลุงสิทธิ์เสียแล้วนะ ฉันอึ้งสักพักไม่พูดอะไร ในใจกำลังคิดว่าดีใจกับลุงที่พ้นทุกข์ทรมานเสียที แต่อีกใจนึงก็คิดถึงป้าพินเมียแกว่าจะอยู่ได้โดยไม่มีลุง และเสียใจน้อยที่สุดได้อย่างไร ในเมื่อตั้งแต่ลุงป่วยป้าพินลืมแม้กระทั่งดูแลตัวเอง และไม่เคยห่างจากลุงสิทธิ์ไปไหนเลย ฉันจึงคิดว่าออกเยี่ยมบ้านครั้งต่อไปคนที่เราต้องไปเยี่ยมอีกคนก็คือ ป้าพินนั่นเอง และนั่นก็เป็น
*รอยยิ้มสุดท้ายของลุงสิทธิ์ที่ฉันยังจำได้เสมอ ไม่เคยลืม*