ข้าพเจ้าเชื่อว่า หากเราไม่กอดกิเลส ( ตัณหา มานะ ทิฐิ ) ไว้แน่นมาก ยึดไตรสิกขา ( ศิล สมาธิ ปัญญา ) เข้ามาในอ้อมกอดด้วยเพื่อช่วยกล่อมเกลาจิต ฝึกบ่อยๆ ฝึกทุกวัน กับธรรมชาติที่พบเจอ เราก็จะพบว่า กระจกใจของเราจะใสขึ้น มุมมองแห่งความสุขก็จะมีมากขึ้น

            เมื่อครั้งที่เริ่มเข้ามาเขียนบันทึกที่ GTK นั้น เพียงต้องการถ่ายทอด การปรับตัวให้อยู่กับโรคเรื้อรังได้อย่างมีความสุขแทบทุกวัน  ซึ่งได้ถ่ายทอด บทความที่เกี่ยวข้องกับพาร์กินสันไว้ 11 ตอน  ในชื่อบทความ “สุขใจที่ได้เป็นพาร์กินสัน” 

            ตอนนี้อยากขอบคุณพาร์กินสันอีกรอบที่ทำให้ชีวิตของผู้เขียนได้เข้าใกล้ธรรมะ หลายคนคงเป็นเหมือเช่นผู้เขียนว่า จะหันหน้าเข้าหาธรรมก็ต่อเมื่อมีความทุกข์ แต่วันนี้กลับต้องขอบคุณความทุกข์ด้วยว่า หากไม่มีเจ้า แล้ว เราจะไม่รู้เลยว่าความสุขนี่หอมหวานอย่างไร

            เหมือนอย่างคำพูดที่ว่าทุกสิ่งอย่างในโลกล้วนมีประโยชน์  อยู่ที่มุมมองของเราเองว่าจะเห็นด้านใด  นั่นเอง

            เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีพี่พยาบาลซึ่งย้ายจาก รพ.ไปอยู่สถานีอนามัย ได้สัก 7 ปี เดินเข้ามาหาผู้เขียน บอกขอคุยด้วย  ตอนแรกข้าพเจ้างง เล็กน้อย เพราะปกติ พี่คนนี้ออกจะไม่ค่อยอยากคุยกับข้าพเจ้าเท่าไร  สายตาที่มองข้าพเจ้านั้นเมื่อก่อนดูเหมือนไม่ชอบใจด้วยซ้ำ  วันนี้มาแปลก

        จากการสนทนากันได้ความว่า

            เกิดความสงสัยในตัวข้าพเจ้าว่าทำไมดูมีความสุขได้ทุกวัน  มาเมื่อไร แม้คนไข้จะมากมาย ก็ไม่เคยเห็นหงุดหงิด นั่งยิ้มแฉ่งจ๊ะจ๋าไปเรื่อย ( ข้าพเจ้าคิดในใจ คงมาเห็นตอนไม่หงุดหงิดน่ะ ก็มีบ้าง แต่น้อย ) โทร.มา Consult case แม้จะยุ่งแค่ไหน น้ำเสียงของข้าพเจ้าก็ยังใสแจ๋ว ก็ยังราบเรียบ  ไม่เคยมีอารมณ์สักครั้ง จนบางครั้งคนโทร รู้สึกเกรงใจ  เวลามีปัญหา เรื่อง case เธอแก้ปัญหาได้หมด แถมทำโน่นนี่นั่นได้มากมาย  ทั้งทีที่เธอป่วย  บอกหน่อยว่า เธอทำได้อย่างไร บอกตามตรงว่า เมื่อก่อนนั้น ไม่ค่อยชอบขี้หน้าข้าพเจ้าเท่าไร 

            ข้าพเจ้าออกขำเล็กน้อย  จึงได้เริ่มพูดคุยถึงปัญหาของพี่พยาบาลท่านนี้  อ๋อ ข้าพเจ้าเข้าใจล่ะ สรุปว่าท่านมีแต่เรื่องทุกข์  เป็นทุกข์สะสมซะด้วย ทำให้กระจกใจของท่านขุ่นมัว นั่นส่งผลให้เกิดทุกข์  ซึ่งทุกข์ทั้งหลายของพี่ท่านนั้นล้วนมาจาก คุณมานะและเพื่อนๆทั้งสิ้น

        ข้าพเจ้าจึงได้พูดคุยแลกเปลี่ยน มุมมองความทุกข์ ความสุข  กับพี่พยาบาลท่านนี้ดังนี้  เริ่มจาก กล่าวถึงคุณมานะและเพื่อนๆ

            มานะ ในความหมายทางธรรมนั้น หมายถึง  ความต้องการให้ตัวเด่น อยากยิ่งใหญ่ ความสำคัญตนหรือถือตนเป็นสำคัญ

ซึ่งเป็นกิเลสตัวสำคัญที่ทำให้คนไม่พ้นจากทุกข์  ที่สำคัญคุณมานะมักชวนเพื่อมาร่วมแจมด้วยเสมอ  คือ

           ตัณหา หมายถึง   ความอยากได้อยากมี   และ

           ทิฐิ คือ ความยึดมั่นในความคิดของตัวเองว่าดี ถูก ประเสริฐ 

ซึ่งคนเรา  มักจะคิดว่าตัวเองมีความสุขเมื่อได้ตอบสนองกิเลสทั้ง 3 ตัวนี้  แต่แท้จริงนั้น ไม่ใช่ความสุขแท้  เป็นเพียง ความรู้สึกมีความสุขชั่วเวลาที่กิเลสได้รับการตอบสนอง 

ภาพประกอบจาก http://dhammado.blogspot.com/2012/06/blog-post_3265.html


            และ ได้เสนอแนวคิดมุมมอง ในการที่จะอยู่อย่างพอมีความสุข  ของข้าพเจ้า  ดังนี้

          ในความจริง  ที่เราเป็นคนธรรมดาเดินดินนั้น  ข้าพเจ้าเห็นว่า  ยังไม่มีใครสามารถ ทิ้งกิเลสทั้ง 3 นี้ได้  โดยเฉพาะคุณมานะนี่สำคัญนัก แต่เมื่อเราทิ้งไม่ได้  เราเพียงกอดไว้หลวมๆ  มันก็ยังมีเนื้อที่   เหลือให้ คิดให้ทำสิ่งอื่น ได้อีกโดยยึด ธรรมะ เข้ามาช่วยกล่อมเกลาจิตใจ นั่นคือ ไตรสิกขา ( ศิล  สมาธิ  ปัญญา )

          ศีล เป็นข้อพึงปฏิบัติเบื้องต้นของการชำนะกิเลส เป็นการจัดระเบียบควบคุมรักษากายวาจาใจให้เรียบร้อย ทำให้เกิดการ ระแวดระวัง สิ่งที่จะมาทำให้เกิดทุกข์  เมื่อเรามีศิลเพื่อควบคุมใจให้รู้จักละอายต่อการทำชั่วเสียหาย และรู้สึกตัวกลัวผลของความชั่วจะตามมา พยายามรักษาใจให้อยู่ในแนวทางแห่งการปฏิบัติที่ถูกที่ควร  นั้นย่อมไม่ทุกข์ไม่เดือดร้อน ทำให้เกิดความสุข ความยินดีพอใจ อิ่มใจ มีจิตสงบตั้งมั่นเป็น

        สมาธิ  เมื่อจิตสงบตั้งมั่นก็เกิดสมาธิได้ง่าย จิตนี้เป็นธรรมชาติดิ้นรน กวัดแกว่ง ห้ามได้ยาก รักษาได้ยาก ชอบไหลไปตามอารมณ์ต่ำๆ เหมือนน้ำชอบไหลสู่ที่ต่ำเสมอ  เราจึงควรรู้จักกัก ใจ   เหมือนกักน้ำไว้ใช้เมื่อยามแห้งแล้ง   จิตใจที่ถูกฝึกดี กักไว้ได้ไม่ปล่อยไปตามอารมณ์ต่ำ นั้นย่อมก่อให้เกิดประโยชน์ รู้คิด  รู้เหตุ  รู้ผล  ทำให้ตนเองมีเหตุผล เรื่อยๆ เมื่อจิตสงบตั้งมั่นแล้ว มาพิจารณาร่างกาย ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ให้เห็นเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ หาตัวตนไม่ได้ ทุกสิ่งอย่างที่เกิดมีเหตุและปัจจัย ในลักษณะที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งนั้น ความยึดมั่นต่างๆ จะน้อยลงๆ เพราะเรารู้เท่าทันมัน เรียกว่าเกิดปัญญาขึ้น

          ปัญญา   รู้ว่าชีวิตคือร่างกาย และจิตใจนี้ ไม่มีตัวตน  แต่เป็นเพียง รูปกับนาม ที่เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัยปรุงแต่ง สภาพรูป-นามนี้ตั้งอยู่ไม่นานก็ต้องแตกสลาย หมดสภาพไปในที่สุด ปัญญาเข้าไปเห็นความจริงของรูป-นามว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เมื่อจิตปล่อยวางแล้ว ความหลุดพ้นย่อมเกิดขึ้น

ภาพประกอบ http://www.oknation.net/blog/nun2504/2012/05/15/entry-8

            ข้าพเจ้าเชื่อว่า หากเราไม่กอดกิเลส ( ตัณหา มานะ ทิฐิ ) ไว้แน่นมาก ยึดไตรสิกขา ( ศิล สมาธิ ปัญญา ) เข้ามาในอ้อมกอดด้วยเพื่อช่วยกล่อมเกลาจิต  ฝึกบ่อยๆ ฝึกทุกวัน  กับธรรมชาติที่พบเจอ  เราก็จะพบว่า  กระจกใจของเราจะใสขึ้น มุมมองแห่งความสุขก็จะมีมากขึ้น  ดั่งที่ข้าพเจ้าเคยเขียนไว้ใน บทความ  “กระจกใจเธอใสหรือยัง” http://www.gotoknow.org/blogs/posts/501974  มุมมองที่เรามองออกไป ก็จะไม่สกปรกขุ่นมัว  แม้มีบางมุมที่ ยังไม่ใสมาก   แต่ก็ไม่สกปรกเกิน ไป  ความสุขก็จะเกิดขึ้นได้  ง่ายๆอย่างคนธรรมดา 

 

ชลัญธร  ตรียมณีรัตน์

 อ้างอิง 

http://www.oknation.net/blog/pierra/2007/03/13/entry-1