รัฐบาลเกาหลีสร้าง e-Trust อย่างไร


อันนยองฮาเซโย สวัสดีค่ะ กลับมาจากดูงานความพยายามของรัฐบาลในการลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีของประเทศเกาหลีได้สองอาทิตย์แล้วค่ะก่อนที่กระแส Gang Num Style จะดังเป็นพลุแตกค่ะ

การดูงานในครั้งนี้ต้องขอขอบคุณ สสค. และ กระทรวง ICT ที่ทำให้เข้าใจในความสำเร็จต่างๆ ของประเทศเกาหลี ประเทศที่เมื่อ 60 กว่าปีที่แล้วประเทศไทยยังต้องส่งความช่วยเหลือต่างๆ ไปให้ในช่วงสงครามเกาหลี

ในช่วง 3 วันที่เกาหลี ดิฉันได้มีโอกาสได้เยี่ยมชมสององค์กรของรัฐบาลที่มีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างรากฐานอนาคตให้ประชาชนเกาหลีด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศค่ะ นั่นคือ KERIS (Korea Education and Research Information Service) และ NIA (National Information Society Agency)

คำถามที่ดิฉันตั้งไว้ในใจและอยากรู้ที่สุดคือ รัฐบาลเกาหลีพัฒนาระบบอะไรให้กับประชาชนบ้างและทำอย่างไรจนทำให้ประเทศของเขาเติบโตก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว

ทึ่งมากเมื่อได้รับรู้ตั้งแต่วันแรกๆ ว่าเกาหลีให้บริการอินเทอร์เน็ตได้ทั่วถึงเกือบ 100% นั่นหมายถึง รัฐบาลสร้างความน่าเชื่อให้แก่ประชาชนด้วยการเอาจริงเอาจังกับการวางโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ

เมื่อโครงสร้างพื้นฐานพร้อมแล้วระบบที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำต่างๆ ก็ได้รับการพัฒนาขึ้น แต่การพัฒนานั้นได้ถูกวางโครงร่างบูรณาการอย่างรอบคอบทีเดียวค่ะ ไม่ทำงานซ้ำซ้อนกันไปมา โดยเน้นที่พัฒนาระบบขึ้นเองเพื่อให้ระบบสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ทั้งหมด และรัฐบาลเกาหลีสร้างมาตรฐานต่างๆ ขึ้นใช้ในระบบ และมี Hardware ที่พัฒนาขึ้นเอง

เชื่อหรือไม่คะว่า รัฐบาลเกาหลีทำมาตรฐานหนังสือราชการทั้งหมดขึ้นมาได้และพัฒนาเป็นระบบสารสนเทศออนไลน์

เกาหลีมีความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและคนในชาติสูงมากและมีความเป็นชาตินิยมสูงอีกด้วยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ รถยนต์ เครื่องสำอางค์ คนเกาหลีจะเน้นใช้แบรนด์ของเขาเป็นหลักค่ะ ถนนมีแต่รถยนต์ยี่ห้อของเกาหลี อุปกรณ์เทคโนโลยีสื่อสารก็ล้วนแล้วแต่ของเกาหลี รวมทั้งเครื่องสำอางค์ในตลาดเมียงดงก็คราคร่ำไปด้วยผู้ซื้อชาวเกาหลีที่ซื้อแบรนด์ดังของตนเองไปใช้

ดิฉันสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่า ในการทำโครงการใหญ่ๆ ในระดับประเทศ เช่น การขุดคลองชองกเยชอนกลางกรุงโซล รัฐบาลจริงจังกับสื่อสารกับประชาชนอย่างมากค่ะ และดิฉันก็เชื่อว่ากว่าที่รัฐบาลเกาหลีจะได้ระบบสารสนเทศต่างๆ ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้นั้นน่าจะมาจากการระดมสมองพูดคุยฟัง Feedback ต่างๆ จากผู้ใช้ระบบอย่างมากค่ะ

ตอนนี้เกาหลีมีโครงสร้างพื้นฐานและระบบสารสนเทศที่พร้อม รัฐบาลเกาหลีกำลังให้ความสำคัญกับการอบรมประชาชนในระดับรากหญ้าของเขา คือ แม่บ้านทั้งหลายให้สามารถใช้อินเทอร์เน็ตและโปรแกรมและ services พื้นฐานทางออนไลน์ต่างๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว ตามด้วยทำให้แม่บ้านสามารถจับจ่ายซื้อของทางออนไลน์ได้และขายได้ และที่ดิฉันชื่นชมที่สุดคือ รัฐบาลเกาหลีอบรมให้แม่บ้านสามารถดูแลอบรมบุตรหลานได้เองผ่านสื่ออินเทอร์เน็ตค่ะ

ดิฉันได้หยิบยกให้เห็นว่ารัฐบาลเกาหลีได้สร้างความน่าเชื่อถือทางออนไลน์ได้ด้วยปัจจัยที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ นอกเหนือไปจากปัจจัยในการสร้างความน่าเชื่อถือด้วยปัจจัยพื้นฐานอื่นๆ ที่คนพัฒนาระบบย่อมเข้าใจดีแล้ว เช่น เนื้อหาบนเว็บที่น่าเชื่อถือครบถ้วนทันสมัยสมบูรณ์ การออกแบบเว็บที่ใช้งานได้ง่ายเข้าถึงได้ง่าย มี Errors น้อย มี Customer support ทันท่วงที มีความปลอดภัยสูง มีนโยบายต่างๆ ในการเข้าใช้เว็บไซต์ประกาศไว้อย่างชัดเจน เป็นต้น

ประเทศไทยเป็นประเทศเล็กๆ เช่นเดียวกันกับเกาหลีค่ะ ถ้าช่วยกันคนละไม้ละมือเพื่อความเป็นไทยก็สามารถประสบความสำเร็จในการร่วมกันลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี (Digital divide) แบบบูรณาการได้แน่นอนค่ะ

และก็คงเป็นคำตอบที่หลายๆ คนที่ดิฉันเคยได้พบปะพูดคุยถามดิฉันว่า ทำ GotoKnow ไปทำไม ในเมื่อมี Facebook อยู่แล้ว ทำ ClassStart  ไปทำไมในเมื่อมี Moodle อยู่แล้ว

... "ของ" ของคนไทยอยู่ที่ไหน ...

 

 

คำสำคัญ (Tags): #e-trust
หมายเลขบันทึก: 502394เขียนเมื่อ 16 กันยายน 2012 01:04 น. ()แก้ไขเมื่อ 15 สิงหาคม 2014 10:47 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (10)

เป็นประสบการณ์ดูงานที่ดีมีมุมมองที่น่าสนใจ..ขอบคุณค่ะ

ขอบคุณมากค่ะที่กรุณานำประสบการณ์มาแบ่งปัน การเอาจริงเอาจริงเอาจังของภาครัฐ การเป็นผู้นำในด้านนี้อย่างแท้จริง การเปิดโอกาสให้คนมีส่วนร่วมในการพัฒนา การให้ความรู้แก่ประชาชน การมีกฏหมายอินเตอร์เน็ตที่เข้มงวดและเอาจริง ตลอดจนการส่งเสริมและรณรงค์สร้างความเชื่อมั่นในบริการของรัฐ

เริ่มมองเห็น synergy ระหว่างสิงคโปร์กับเกาหลีค่ะ http://www.gotoknow.org/blogs/posts/501911

เราสามารถเรียนรู้จากประเทศอื่นเพื่อมาพัฒนา ของ ของเราให้ดีขึ้น ขอบคุณค่ะ gotoknow และผู้ก่อตั้ง

ขอบคุณค่ะอาจารย์จัน อ่านแล้วได้ประสบการณ์ที่ดีๆ และขอบคุณที่สร้างสังคมออนไลน์ที่ดีแบบ G2K ....สไตล์ของไทยให้พวกเราค่ะ

น่าสนใจมากเลย มีอาจารย์อมรวิชช์ นาครทรรพ ไปด้วยนะครับ ในภาพเหมือนมีอาจารย์โก้ จากมหิดลด้วยใช่ไหมครับ

บ้านเขาเข้มแข็งมากๆ รัฐบาลเอาจริงกับระบบการทำงาน แถมทำงานด้วยความรู้ ขอบคุณมากๆครับ

The United Nations E-Government Development Database (UNeGovDD) ได้จัดอันดับความพร้อมและพัฒนาการในเรื่อง E-Government ของ 193 ประเทศทั่วโลกตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมาพบว่าเกาหลี (Republic of Korea หรือเกาหลีใต้) อยู่ในลำดับที่ 13 ในปี 2003 ลำดับที่ 5 ในปี 2004 และปี 2005 ลำดับที่ 6 ในปี 2008 และ ลำดับที่ 1 ในปี 2010 และปี 2012 พูดง่ายๆก็คือเขาไต่อันดับขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจนเป็นที่หนึ่งของโลกในวันนี้ (ปีที่ไม่ปรากฏไม่มี report ในเว็บไซต์ครับ)

"Public sector to deploy ICT for improving knowledge and information in the service of the citizen. Capacity espouses financial, infrastructural, human capital, regulatory, administrative and systemic capability of the state."

ผมว่าเกาหลีเขารู้แล้วก็พัฒนาตามนี้แหละครับไม่ต้องมากมายหรือซับซ้อนวิลิศมาหราอะไรนักหนา

ในกลุ่มอาเซียนของเราประเทศที่มีพัฒนาการก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญก็คงจะเป็นเวียดนามซึ่งได้แซงไทยแลนด์แดนคนดีไปเรียบร้อยแล้ว

ประเทศไทยเองตั้งแต่เริ่มที่ทาง UNeGovDD ได้มีการสำรวจ (ปี2003) มีการพัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็วแต่ในช่วงที่เกิดรัฐประหารกลับตกต่ำอย่างน่าอัปยศ เพิ่งจะเริ่มดีขึ้นหลังการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว (2011) แต่ก็ถูกทิ้งห่างจากประเทศต่างๆไปหลายขุมแล้วครับ rate ดีขึ้นนิดหน่อยแต่อันดับยังน่าห่วง

เราไป "ดู" กันเยอะ แต่ไม่ค่อยได้ "DO" ครับ

อยากได้อย่างงี้ในเมืองไทยมั่งนะคะ

  • เกาหลีมีความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและคนในชาติสูงมากและมีความเป็นชาตินิยมสูงอีกด้วยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ รถยนต์ เครื่องสำอางค์ คนเกาหลีจะเน้นใช้แบรนด์ของเขาเป็นหลักค่ะ ...
  • แสดงว่าคนของเขามีความภูมิใจในตัวเองสูง มีความนิยมชาติ (นิยมของชาติตัวเองมากกว่า ขณะเดียวกันก็ไม่ดูถูกของชาติอื่น)
  • E-trust เริ่มตั้งแต่ที่สนามบิน กันเลยทีเดียวคะ
    - Inchon  ลงจากเครื่องใช้ไวไฟของสนามบินได้เลยไม่จำกัด  ของ
    - Suvannabhum เรา ต้องไปขอ password 1 ชั่วโมง จากประชาสัมพันธ์
    ที่ว่านี้ ไม่ใช่ว่าของเราไม่ดีเลย เพียงแต่ ทัศนคติ "ไม่เปิด+ หวาดระแวง"  หรือเปล่าที่ทำให้เราพัฒนาได้ช้ากว่าเขา

น่าทึ่งมากเลยค่ะ ของเราดูเหมือนการเมืองจะชวนให้วางรากฐานอะไรยาก พอเปลี่ยนฐานทีก็ขยับกันระนาว 

เขาให้โอกาสกับคนที่ด้อยโอกาส อยากเห็นเมืองไทยพัฒนาขึ้นครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี