ครูเพื่อศิษย์สร้างกลับทาง">ห้องเรียนกลับทาง  : 6. ลักษณะของห้องเรียนกลับทางและเรียนให้รู้จริง

หนังสือ Flip Your Classroom : Reach Every Student in Every Class Every Day บทที่ ๖ ชื่อ The Case for THE Flipped–Mastery Model เป็นการนำมิติของผลต่อนักเรียนหลากหลายด้านมาเสนอ   เพื่อให้เห็นว่ากลับทาง">ห้องเรียนกลับทางและเรียนให้รู้จริง ได้เปลี่ยนสภาพของห้องเรียนไปโดยสิ้นเชิง  รวมทั้งทำให้เปลี่ยนกระบวนทัศน์ด้านการศึกษาด้วย

 

สอนให้นักเรียนรับผิดชอบการเรียนของตนเอง

เมื่อใช้ห้องเรียนกลับทางและเรียนให้รู้จริง บรรยากาศในห้องเรียนเปลี่ยนไป   ชีวิตครูเปลี่ยนไป   และพฤติกรรมของเด็กก็เปลี่ยนไป

ในห้องเรียนแบบเดิม นักเรียนนั่งฟัง รับคำสั่ง และรับถ่ายทอด   แล้วตอบข้อสอบเพื่อพิสูจน์ว่าตนได้เรียนรู้   สภาพเช่นนี้ได้ผลต่อเด็กส่วนน้อย   เด็กอีกจำนวนหนึ่งหมดความสนใจ และหลุดไปจากกระบวนการเรียนรู้   

แต่ในห้องเรียนแบบ กลับทางและเรียนให้รู้จริง  นักเรียนรับผิดชอบต่อการเรียนของตนเอง   การเรียนไม่ใช่สิ่งที่กระทำต่อนักเรียน   แต่กลายเป็นสิ่งที่นักเรียนเป็นเจ้าของ เป็นผู้กระทำ    และจะเป็นทักษะที่ติดตัวตลอดไป

เมื่อกลับทางห้องเรียนในช่วงแรก เด็กอาจไม่คุ้น และอาจต่อต้าน   แต่เมื่อดำเนินการไประยะหนึ่ง เด็กจะเห็นคุณค่า    และจะเปลี่ยนเป็นเจ้าของการเรียนรู้ของตนอย่างขมีขมัน

 

ทำให้ห้องเรียนเต็มไปด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย

เมื่อผู้เขียนทั้งสองเริ่มห้องเรียนกลับทางและเรียนให้รู้จริง   ทั้งสองไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น   และเมื่อดำเนินการ จึงพบว่าเป็นวิธีทำให้การเรียนเป็นกิจกรรมเฉพาะตัวของเด็กแต่ละคน   ที่มีกิจกรรมเรียนรู้แตกต่างกันในห้องเรียนเดียวกันเวลาเดียวกัน   และเด็กแต่ละคนเรียนด้วยอัตราเร็วที่แตกต่างกัน   และครูก็ดูแลเด็กด้วยมาตรฐานที่แตกต่างกันได้   โดยมีมาตรฐานขั้นต่ำไว้กำกับเด็กที่เรียนช้าและไม่ถนัดในวิชานั้น  

นักเรียนที่มีความถนัดและตั้งใจเรียนต่อทางใดทางหนึ่งก็จะได้รับการ ส่งเสริมให้เอาดีด้านนั้นยิ่งๆ ขึ้น  

 

การเรียนรู้เป็นศูนย์กลางของห้องเรียน

ในห้องเรียนแบบเก่า ครูเป็นจุดสนใจของห้องเรียน   แต่ในห้องเรียนกลับทางและเรียนให้รู้จริงจุดสนใจอยู่ที่สิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้ หรือยังไม่รู้   ในห้องเรียนแบบนี้ นักเรียนมาเข้าห้องเรียนพร้อมกับเป้าหมายของการเรียนรู้   ครูเป็นผู้จัดสิ่งของห้องเรียนและสิ่งอำนวยความสะดวกต่อการเรียน  รวมทั้งช่วยแนะนำให้นักเรียนวางแผนการเรียนรู้ของตน  

ห้องเรียนเปลี่ยนจากที่รับถ่ายทอด (ความรู้)  มาเป็นที่พูดคุยแลกเปลี่ยน เพื่อการเรียนรู้   และเพื่อแสดงว่าตนได้เรียนรู้ตามวัตถุประสงค์อย่างรู้จริง   นักเรียนอยู่ในสภาพเป็นเจ้าของกระบวนการเรียนรู้ ไม่ใช่เพียงผู้รับถ่ายทอดสาระ  

ผู้เขียนทั้งสองเปลี่ยนชื่อห้องเรียน (classroom) เป็น พื้นที่สำหรับการเรียนรู้ (learning space)   

 

การเรียนรู้แบบกลับทางและเรียนให้รู้จริงให้บริการ feedback แก่เด็กในทันที และลดเอกสารที่ครูต้องทำ

การประเมินอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อ feedback แก่เด็กในทันทีที่เด็กทำกิจกรรมในห้องเรียน   ช่วยให้เด็กได้รู้ความก้าวหน้าในการเรียนของตนทันที   และครูก็ไม่ต้องตรวจการบ้านกองโต

นักเรียนจะเอาชิ้นผลงานมาคุยกับครู เกี่ยวกับวัตถุประสงค์และประเด็นหลักของการเรียน   ครูจะตรวจสอบความเข้าใจ และความเข้าใจผิดของเด็กไปพร้อมๆ กัน   ครูให้คะแนนได้ในชั่วโมงเรียน   และสามารถปรึกษาหรือวางแผนการเรียนที่จำเป็นขั้นต่อไปเพื่อช่วยให้เข้าใจชัดขึ้น หรือเพื่อขจัดความเข้าใจผิด   เด็กที่เข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว และแสดงความหัวไวในเรื่องนั้น   ครูก็สามารถพูดคุยเพื่อร่วมกันวางแผนการเรียนขั้นต่อไป   เพื่อให้ท้าทายยิ่งขึ้น เข้าใจได้ลึกและมีมุมมองที่กว้างและเชื่อมโยงยิ่งขึ้น   

มีคอมพิวเตอร์ทดสอบความเข้าใจบทเรียนให้นักเรียนสอบเอง   แล้วได้รับคะแนนสอบในทันที   นักเรียนกับครูสามารถทบทวนคำตอบร่วมกันเพื่อทำความเข้าใจ   ครูจะเห็นประเด็นที่นักเรียนมีความเข้าใจผิดซ้ำๆ กันหลายคน   และนำมาปรับปรุงบทเรียนของตนได้   และนำมาใช้ออกแบบการเรียนซ่อมได้   จุดสำคัญของวิธีการเรียนแบบใหม่คือ นักเรียนจะมีความรู้เรื่องนั้นถูกต้องและเพียงพอสำหรับเป็นพื้นความรู้สู่บทเรียนต่อไป

 

การเรียนแบบรู้จริง ช่วยให้นักเรียนมีโอกาสได้เรียนเสริม

ในชั้นเรียนตามปกติ มีนักเรียนบางคนไม่ผ่านการทดสอบในรอบแรก   ซึ่งหากเป็นชั้นเรียนตามปกติ การสอนก็ดำเนินต่อไป   และนักเรียนที่เรียนไม่ทันก็จะค่อยๆ ล้าหลังยิ่งขึ้นๆ จนเบื่อเรียน

แต่ในห้องเรียนแบบรู้จริง นักเรียนจะเรียนเรื่องเดิมใหม่ จนกว่าจะรู้จริง   และครูก็จะรู้ว่าจะต้องช่วยเหลือนักเรียนคนใด ในเรื่องใด   คือครูเอาใจใส่นักเรียนเป็นรายคน   เมื่อนักเรียนที่เรียนอ่อนเหล่านี้ได้แก้ความเข้าใจผิดของตน   ก็จะสามารถเรียนบทเรียนต่อไปได้คล่องแคล่วขึ้น

 

การเรียนแบบรู้จริงเปิดช่องให้นักเรียนเรียนรู้สาระด้วยหลากหลายวิธี

ผู้เขียนได้ลองใช้ทฤษฎี UDL (Universal Design for Learning)ในการจัดการเรียนรู้ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกเรียนด้วยวิธีที่ตนถนัดที่สุด   เช่นบางคนชอบเรียนจากวิดีทัศน์ บางคนชอบเรียนจากตำราเรียน บางคนชอบค้นจากอินเทอร์เน็ต เป็นต้น ครูก็ส่งเสริม   ทำให้เด็กรู้สึกมีอิสระ และรู้สึกว่าการเรียนเป็นเรื่องของตนเอง เป็นความรับผิดชอบของตนเอง  

การเปิดอิสระให้เด็กได้เลือกวิธีเรียนนี้   ช่วยให้เด็กค้นพบวิธีเรียนที่ให้ผลดีที่สุดต่อตนเอง   คือได้ฝึกทักษะการเรียนรู้นั่นเอง

เมื่อเปิดอิสระเช่นนี้ นักเรียนจะทดลองวิธีการต่างๆ หลากหลายแบบ   บางคนชอบเรียนไปก่อนล่วงหน้า   บางคนชอบทำแบบฝึกหัด   บางคนชอบทำแลบ   ก็ได้เรียนตามแบบที่ตนชอบ

 

การเรียนแบบรู้จริงเปิดช่องให้นักเรียนแสดงภูมิรู้ได้หลากหลายแบบ

การสอบแบบเดิมก็เช่นเดียวกัน ไม่ใช่วิธีการทดสอบภูมิรู้ที่เหมาะต่อนักเรียนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน   นักเรียนบางคนอาจแสดงความรู้ความเข้าใจได้ดีโดยการตอบข้อสอบตามปกติ   แต่บางคนอาจแสดงความเข้าใจได้ดีกว่า โดยการอภิปรายด้วยวาจากับครู  หรือบางคนชอบการทดสอบโดยนำเสนอด้วย PowerPoint   หรือบางคนอาจเขียนเรียงความอธิบายความเข้าใจ  

ที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดคือ มีนักเรียนขอทำวิดีโอเกมเพื่อทดสอบความรู้ความเข้าใจวิชาของตน  และเมื่อครูอนุญาต นักเรียนก็ทำให้ครูแปลกใจในความคิดสร้างสรรค์และความสามารถของนักเรียนคนนี้

 

การเรียนแบบรู้จริงเปลี่ยนบทบาทของครู

ครูได้ใช้เวลาให้เกิดคุณค่าต่อศิษย์มากที่สุด   เพื่อช่วยให้เวลาในห้องเรียนเป็นเวลาที่ศิษย์เกิดการเรียนรู้แบบรู้จริง

 

การเรียนแบบรู้จริงช่วยให้นักเรียนเห็นคุณค่าของการเรียน ไม่ใช่รับจ้างมาโรงเรียน

โดยทั่วไป นักเรียนมาโรงเรียนโดยหวังได้เกรด ผ่านการท่องจำเนื้อวิชา ไม่ใช่หวังได้เรียนรู้    

นักเรียนในชั้นเรียนแบบกลับทางและเรียนให้รู้จริง จะเริ่มต้นด้วยความไม่พอใจวิธีเรียนแบบใหม่ที่ไม่ถ่ายทอดวิชาให้โดยตรง      แต่ในที่สุดเด็กเหล่านี้จะค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นเด็กที่มีทักษะแห่ง “นักเรียนรู้”

 

วิธีเรียนแบบรู้จริงจัดซ้ำง่าย ขยายขนาดชั้นเรียนง่าย และจัดให้เหมาะต่อเด็กเป็นรายคนได้ง่าย

ห้องเรียนแบบนี้เริ่มต้นที่โรงเรียนบ้านนอก ที่เป็นโรงเรียนเล็ก ไม่มีเครื่องมือครบครัน   และเริ่มต้นที่ชั้นเรียนเคมี ซึ่งถือเป็นวิชาอันตราย ที่จะเกิดอุบัติเหตุเป็นอันตรายต่อเด็ก   แต่ก็ทำได้สำเร็จในโรงเรียนบ้านนอก

 

วิธีเรียนแบบกลับทางและเรียนให้รู้จริงช่วยเพิ่มเวลาพบหน้าระหว่างครูกับ ศิษย์

เมื่อเริ่มการเรียนวิธีนี้ ผู้ปกครองเด็กบางคนเป็นห่วงว่าปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์จะลดลง   ซึ่งในทางเป็นจริงกลับตรงกันข้าม   ครูกับนักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น   และเป็นการปฏิสัมพันธ์ที่มีคุณค่าต่อการเรียนรู้ของศิษย์มากขึ้น  

ผลสัมฤทธิ์ของการเรียนดีขึ้น   และความเครียดลดลง   เพราะเด็กเข้าถึงเนื้อหาได้เมื่อต้องการ ๒๔ ชั่วโมงต่อวัน และ ๗ วันต่อสัปดาห์

 

การเรียนแบบรู้จริงช่วยให้นักเรียนทุกคนอยู่กับการเรียน

หลักการเรียนแบบ brain-based มีว่า “สมองที่พัฒนา คือสมองของคนที่กำลังทำงาน” 

ในห้องเรียนแบบเดิม ผู้ที่ทำงานคือครู   แต่ในห้องเรียนแบบกลับทางและเรียนให้รู้จริง ผู้ทำงานคือนักเรียน

 

การเรียนแบบรู้จริงทำให้การลงมือทำเป็นการเรียนแบบที่เหมาะต่อเด็กแต่ละคน

ในการเรียนแบบเดิม การเรียนในห้องปฏิบัติการทำเป็นกลุ่มขนาดใหญ่    และทำพร้อมๆ กัน   ซึ่งดูเสมือนว่าเป็นชั้นเรียนที่มีประสิทธิภาพมาก   แต่เมื่อมองจากมุมของการเรียนรู้ของเด็ก   การเรียนรู้แบบกลับทางและเรียนให้รู้จริง ช่วยให้เกิดการเรียนรู้แบบที่เหมาะต่อเด็กแต่ละคน  

ในชั้นเรียนวิชาเคมีของผู้เขียนหนังสือ   ครูใช้เวลาช่วงแรกอธิบายเรื่องข้อพึงระวังด้านความปลอดภัย   แล้วปล่อยให้นักเรียนทดลองทางห้องปฏิบัติการด้วยตนเอง   โดยครูคอยช่วยเหลือแนะนำเป็นรายคน 

 

ชั้นเรียนแบบรู้จริงช่วยให้เด็กติดตามการสาธิตของครูอย่างใกล้ชิด

ผู้เขียนเล่าชั้นเรียนวิชาเคมี ที่มีการสาธิต “จุดไฟเผาครู”  นักเรียนทุกคนได้ลองเป็นผู้ “จุดไฟเผาครู” 

 

ชั้นเรียนแบบกลับทางห้องเรียนและเรียนให้รู้จริงเปิดโอกาสให้ครูช่วยเหลือ นักเรียน

ที่จริงการเรียนรู้แบบนี้คือการเรียนรู้ที่เป็นไปตามธรรมชาติของมนุษย์   สิ่งที่ผู้เขียนทั้งสองคิดขึ้น เป็นการนำเอาทฤษฎีการเรียนรู้แบบ UDL, Mastery learning, Project-based learning, objective/standard-based grading, educational technology ผสมเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่   ช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้ตามธรรมชาติของมนุษย์

วิจารณ์ พานิช

๑๔ ก.ย. ๕๕