ทุกกิจกรรมมีสถานะเป็นเพียง “เครื่องมือ” ของการนำพานิสิตไปสู่การสร้าง “ทักษะการเรียนรู้” เรื่องราวอันหลากหลายในชุมชน ขอเพียงให้นิสิตเข้าใจในหลักคิด “เรียนรู้คู่บริการ” ก็ถือว่าเยี่ยมยุทธแล้ว

เป็นปกติกระมัง หากองค์การนิสิต หรือสโมสรนิสิตของแต่ละมหาวิทยาลัย  จะจัดกิจกรรมที่มักมุ่งเน้นไปในเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีภายในมหาวิทยาลัยเป็นที่ตั้ง  โดยแทบจะไม่ขยับมาจัดกิจกรรมเชิงรุกในทางการบริการสังคมกับชุมชนภายนอกมหาวิทยาลัย

 

 

กรณีเช่นนี้  โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่ค่อยพึงใจกับการต้องพิพากษาว่า “ผิด-ถูก”  เพราะเข้าใจและเห็นใจกับภารกิจการเป็น “องค์กรบริหาร”  ที่ยังต้องแบกรับอะไรๆ หลายอย่าง  ทั้งงานในหน้าตักของนิสิต หรือแม้กระทั่งงานตามนโยบายของมหาวิทยาลัย  ซึ่งมีทั้งที่จัดในสถานศึกษา และที่จัดร่วมกับภาคส่วนภายนอกอย่างมากมายก่ายกอง

 

แต่ในระยะหลังก็เป็นที่น่ายินดีว่า “องค์การนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม”  ค้นพบและแน่นหนักกับภารกิจเชิงสังคมมากขึ้น  จะเป็นเพราะจิตสาธารณะ  (Public Mind) หรือ จิตอาสา (volunteer) ของนิสิตเอง หรือแม้แต่แรงบันดาลใจและการบ่มเพาะที่ดีจากต้นแบบที่เป็นรุ่นพี่, เจ้าหน้าที่, ผู้บริหารก็เถอะ  ผมถือว่าเป็นปัจจัยหนุนนำ และมีอิทธิพลต่อกระบวนทัศน์ของนิสิตอยู่อย่างมากโข

กรณีเช่นนี้  เห็นได้ชัดในแผนงานขององค์การนิสิต  มักพบกิจกรรมเชิงรุกในทำนองนี้หลายโครงการ  เช่น  กฐินโบราณ  จดหมายจากมหาวิทยาลัยถึงคนไกลที่อยู่ทางบ้าน น้องใหม่ใส่ใจชุมชน หนึ่งคณะหนึ่งชุมชน เป็นต้น


 

 

และล่าสุดเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2555  องค์การนิสิต ก็ผนึกกำลังกับสโมสรนิสิตคณะต่างๆ ลงสู่ชุมชนเพื่อจัดโครงการ "หนึ่งคณะ หนึ่งชุมชนจิตอาสา"  ณ วัดบ้านส้มโฮง ต.เขวาใหญ่ จ.มหาสารคาม

 

กิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งในการหนุนเสริมนโยบายอันเป็น “เอกลักษณ์”  ของมหาวิทยาลัยที่มุ่งสู่การเป็นที่พึ่งของสังคมและชุมชน  รวมถึงความเป็น “อัตลักษณ์ของนิสิต” ที่มุ่งสู่การเป็นผู้ช่วยเหลือสังคมและชุมชน  ซึ่งทั้งเอกลักษณ์และอัตลักษณ์  ล้วนสอดคล้องกับปรัชญามหาวิทยาลัยอย่างชัดแจ้ง คือ “ผู้มีปัญญาพึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน”

 

 

 

 

ลงพื้นที่เอง เรียนรู้เอง...เลือกและตัดสินใจเอง

ครับ-ก่อนหน้านั้นเล็กน้อย นายกองค์การนิสิต (นายเจษฎา สิงหเสรี)  เคยได้สอบถามและขอให้ผมได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับชุมชนในรายรอบมหาวิทยาลัย  เพื่อที่จะนำมาคัดกรองสู่การลงจัดกิจกรรม “เรียนรู้คู่บริการ”  ร่วมกับชุมชน  แต่ด้วยภารกิจหลากล้น  กอปรกับความจำที่เริ่มเสื่อมถอย  พลอยให้ผมหลงลืมที่จะสื่อสารข้อมูลกลับไปยังนิสิต  ทำให้พวกเขาต้องลงพื้นที่เอง-

ข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ของผม  มองมุมต่างถือเป็นโอกาสอันดีต่อการเรียนรู้ของนิสิต เพราะทีมงานขององค์การนิสิตจำต้องลงพื้นที่ด้วยตนเอง  เรียกได้ว่า “ไปดูให้เห็นกับตา...ไปเสวนาให้เห็นถึงความจริง” ...

 

 

การที่นิสิตลงพื้นที่ด้วยตนเองเช่นนั้น  ทำให้นิสิตพบและสัมผัสข้อเท็จจริงของชุมชนในหลายประเด็น  อาทิ  การมองเห็น “โจทย์”  อันเป็นปัญหา หรือความต้องการของชุมชน  ทะลุไปถึงการประเมินแนวโน้ม “การมีส่วนร่วม” ของชุมชนต่อการงาน หรือกิจกรรมที่จะมีขึ้นร่วมกันอย่างตรงไปตรงมา มิหนำซ้ำยังได้ข้อมูลอันเป็นบริบทชุมชนติดไม้ติดมือกลับมาด้วยอีกต่างหาก  ซึ่งข้อมูลที่ว่านั้น  สามารถนำมาเป็นองค์ประกอบสำคัญในการคิดวิเคราะห์และตัดสินใจว่าจะขับเคลื่อนในชุมชนนั้นหรือไม่ -

  • รวมถึงหากตัดสินใจว่าจะขับเคลื่อนจริง  ก็สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาเป็นส่วนหนึ่งในการ “ปฐมนิเทศ”  เพื่อสร้างความรู้,ความเข้าใจให้กับสมาชิกในองค์กร  และเมื่อถึงห้วงยามที่ต้องเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ (Learning by doing) ย่อมง่ายต่อการเรียนรู้ชุมชน และง่ายต่อการเอื้อให้การปฏิบัติงานบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ตั้งไว้

 

 

ในวันดังกล่าว (1 กันยายน 2555)  รู้ทั้งรู้ว่ามีกิจกรรมทับซ้อนกันถึง 4 กิจกรรม  แต่จนแล้วจนรอด  เมื่อไม่อาจเย็นชาต่อเสียงเรียกร้องของหัวใจของตนเองได้  จึงเด็ดเดี่ยวกับการเที่ยวท่องไปเยี่ยมชมกิจกรรมทั้ง 4 กิจกรรมอย่างไม่อิดออด 

ครับ-เป็นการเดินทางไปราชการในแบบ “นอกระบบ”  เพราะไม่มีคำสั่งรองรับ และไม่มีการเบิกจ่ายใดๆ จากต้นสังกัด-

 

 

 

กิจกรรม คือเครื่องมือของการสร้างทักษะการเรียนรู้
...การลงมือทำ คือเครื่องมือของการสร้างปัญญา

 

 

การงานขององค์การนิสิตในวันนั้น  ประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญๆ คือ กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิถีวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ชุมชน  การเทพื้นถนนเข้าวัดและเทพื้นลานปฏิบัติธรรม  การตรวจสุขภาพ  กิจกรรมพ่อฮัก-แม่ฮัก  การร้องหมอลำเพื่อแลกเปลี่ยนด้านศิลปะการแสดงร่วมกับชาวบ้าน ฯลฯ

โดยส่วนตัวแล้ว  ผมไม่เคยโบยตีนิสิตว่า “ทำไมต้องลงแรงกับการงานในเชิงกายภาพ-วัตถุเช่นนั้น”....  เพราะผมถือว่า- หากเป็นความต้องการของชาวบ้าน  ย่อมมีเหตุผลพอกับการต้องลงมือทำ  เนื่องเพราะหากไม่ทำ แล้วเมื่อไหร่ชาวบ้านจะได้รับการหนุนเสริม สะสาง และต่อยอดให้แล้วเสร็จลงได้ 

เช่นเดียวกับการมองว่าทุกกิจกรรมมีสถานะเป็นเพียง “เครื่องมือ”  ของการนำพานิสิตไปสู่การสร้าง “ทักษะการเรียนรู้”  เรื่องราวอันหลากหลายในชุมชน  ขอเพียงให้นิสิตเข้าใจในหลักคิด  “เรียนรู้คู่บริการ”  ก็ถือว่าเยี่ยมยุทธแล้ว

 

  

 

ในทำนองเดียวกันนี้  ในความสัตย์จริงของผมเอง-  ผมเป็นคนประเภท “หลงรักความฝันของคนอื่น” อยู่แล้ว จึงมักยกมือสนับสนุนให้นิสิตได้มีเวทีในการลงมือทำในสิ่งที่เป็นความคิดความฝันของพวกเขาเองอยู่เนืองๆ 

 

ยิ่งได้เห็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมทักษะต่างๆ นานา  ผ่านรูปแบบที่บูรณาการ  เป็นการทำงานแบบไม่แยกส่วน  มีการบริหารจัดการแบ่งงานกันอย่างเป็นทีมและเป็นระบบ  มีการทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับชาวบ้านในหลายๆ กิจกรรม  ยิ่งทำให้ผมสุขใจกับกระบวนการที่เกิดขึ้น  เพราะลงชุมชนทั้งทีต้องสามารถเรียนรู้และให้บริการได้ครบวงจรทั้ง “บวร” (บ้าน วัด โรงเรียน)

 

และยิ่งพอได้รู้ว่าองค์การนิสิต  ไม่ได้ฉายเดี่ยวเป็นพระเอกแต่เพียงผู้เดียว  แต่ยังเชื่อมประสานองค์กรอื่นๆ ไปร่วมด้วยอย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็นสโมสรนิสิตคณะพยาบาลศาสตร์,คณะแพทยศาสตร์, วิทยาลัยดุริยางคศิลป์, กลุ่มนิสิตพรรคพลังสังคม ฯลฯ  ยิ่งทำให้หัวใจของผมพองโต 

  • เพราะมันหมายถึง “เครือข่ายจิตอาสา” ที่ยังคงถักทอกันอย่างแน่นเหนียวในลมหายใจของคนหนุ่มสาวในรั้วมหาวิทยาลัย

 

และนั่นยังรวมถึงการพบเจออาจารย์ที่ปรึกษาองค์การนิสิตลงพื้นที่กับนิสิต  ตลอดจนเจ้าหน้าที่ หรือลูกทีมเดิมที่เคยร่วมหัวจมท้ายกับผมมา ยังคงปักหลักทำงานและเรียนรู้ไปกับนิสิต  คอยทำหน้าที่หนุนเสริมการเรียนรู้ของนิสิตอยู่ใกล้ๆ  ยิ่งพลอยให้ชีวิตของผมเบิกบานและแช่มชื่นอย่างมหัศจรรย์ 

  • เพราะแสดงว่าวาทกรรมที่ผมได้ทิ้งไว้เป็นเมล็ดพันธุ์นั้น  บัดนี้ได้เริ่มหยั่งรากลึกลงในตัวตนและองค์กรมากกว่าที่ผ่านมา นั่นก็คือ  “พูดให้ฟัง...ทำให้ดู...อยู่เป็นเพื่อน”

 

 

ครับ-นี่คือความสุขเล็กๆ ที่เกิดจากการได้เห็นเยาวชนคนหนุ่มสาว ผู้ซึ่งเป็นเสมือนลมหายใจของแผ่นดินได้กล้าหาญที่จะแหวกขนบออกไปจากชั้นเรียนในมหาวิทยาลัยฯ  

...เป็นความสุขเล็กๆ แต่มีพลัง  เมื่อเห็นเยาวชนคนหนุ่มสาว  กล้าที่จะเดินไปสู่การเรียนรู้นอกชั้นเรียน หรือเรียนรู้ภายใต้หลักคิด “เรียนนอกฤดู ...ใจนำพาศรัทธานำทาง...

และศรัทธาต่อการ การเรียนรู้ในวิถีแห่งการลงมือทำ !