ฉันเริ่มรู้สึกว่ายิ่งฉันชื่นชมงานและชื่นชมเพื่อนร่วมงานมากเท่าใด ฉันรู้สึกว่าฉันให้เกียรติและยอมรับตัวเองมากขึ้นเท่านั้น นี่คงเป็นสิ่งที่เจ้านายฉันสอนเอาไว้ว่าการชื่นชมคนอื่นทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งที่ดีในตัวคนอื่นก็เป็นของเราด้วย

 

..

ในแผนกที่เคยทำงานมีอัตราส่วนชาวตะวันตกกับคนเอเชียประมาณหนึ่งในสี่ บรรดาเจ้านายทั้งหลายตั้งแต่หัวหน้าทีมไปถึงหัวหน้าแผนกหากไม่ใช่คนอังกฤษก็มาจากสหรัฐอเมริกา นอกเหนือไปจากการเรียนรู้ทักษะการทำงานและเรียนรู้ด้านเทคนิคจากประสบการณ์ของเจ้านายที่ช่วยถ่ายทอดให้พวกเราในฐานะน้องใหม่คือการซึมซับทักษะการใช้ภาษา การใช้คำพูดเป็นของแถม 

เนื่องเพราะเขาเป็นเจ้าของภาษา คำศัพท์ที่ใช้จึงค่อนข้างจะแพรวพราว คำพูดที่ได้ยินบ่อยมากรวมไปถึง brilliant, excellent, marvelous, great, awesome, lovely, fantastic, wonderful, amazing, beautiful, splendid, extremely good คำที่ความหมายที่คล้ายกันแต่ฟังดูแล้วดีและรู้สึกไม่จำเจ เพราะหากเป็นเราที่ไม่ชำนาญด้านภาษา คำที่ใช้บ่อยและปลอดภัยที่สุดคือทุกอย่าง good, หรือจะพิเศษหน่อยคงเป็น very good...

เมื่อเวลาผ่านไป ฉันเริ่มสังเกตว่าไม่เพียงแค่คำศัพท์ที่ใช้ที่ทำให้การสนทนามีสีสัน แต่รวมไปถึงคำพูดเหล่านั้นเป็นคำพูดที่แสดงความชื่นชมคนรอบข้าง ชื่นชมคู่สนทนา ทำให้คนฟังรู้สึกดีทั้งๆ ที่สิ่งที่เราทำมันจะเป็นการทำตามหน้าที่ ทำตามคำสั่งหรือเป็นสิ่งที่เล็กน้อยมากก็ตาม นานเข้าฉันรู้สึกตัวเองว่าเป็นคนตระหนี่และไม่ค่อยเผื่อแผ่คำพูดเหล่านี้กับเพื่อนร่วมงานเมื่อเทียบกับชาวตะวันตก

ครั้งหนึ่งฉันเคยถามเจ้านายที่ค่อนข้างสนิทกันมากว่าหมายความอย่างที่พูดจริงหรือเปล่า เขาบอกว่าการแสดงความชื่นชมเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะมันทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งที่ดีในตัวคนอื่นก็เป็นของเราด้วย  (It makes what is excellent in others belong to us as well) ฉันรู้สึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งในตอนนั้น แต่พอนานเข้าฉันเองเริ่มรู้สึกว่ายิ่งฉันชื่นชมเพื่อนร่วมงานคนอื่นมากเท่าไหร่ ฉันยิ่งรู้สึกมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้คำพูด การให้กำลังใจ การอวยพรให้เขาทำในสิ่งที่ทำให้สำเร็จ การใส่ใจ การตั้งใจฟัง การส่งข้อความไปขอบคุณ หรือแม้แต่สิ่งที่ทำได้ง่ายๆ และไม่ใช้เวลาและความพยายามมากมายและเป็นสมบัติติดตัว - การให้ยิ้มสยาม

แต่ละโปรเจคที่เราทำใช้เวลาหลายๆ ปี แต่ในระหว่างนั้นหลังจากการทำงานในแต่ละชิ้นที่เสร็จสิ้นลงแม้จะเล็กมากเท่าใด แม้เพียงการรายงานผลประจำสัปดาห์ต่อเจ้านาย ฉันไม่ลืมที่จะส่งอีเมล์ไปบอกเล่าให้ทีมงานฟังและ cc เจ้านายด้วย พร้อมขอบคุณพวกเขาที่ช่วยให้งานในสัปดาห์นั้นเป็นไปด้วยดี หรือแม้งานจะมีปัญหา ฉันก็จะขอบคุณพวกเขาที่ตั้งใจทำงานเพื่อแก้ปัญหานั้น และทุกครั้งเจ้านายใหญ่ของพวกเราจะส่งอีเมลกลับมาย้ำและชื่นชมพวกเขาอีกครั้งด้วย การกล่าวคำขอบคุณไม่เสียเงินแม้แต่สตางค์แดงเดียวแต่มันทำให้ทั้งผู้ให้และผู้รับมีความสุขอย่างไม่น่าเชื่อ 

การชื่นชมคนอื่นดึงดูดผู้คนให้เข้าใกล้เหมือนผึ้งที่บินเข้าหาเกสรดอกไม้ที่หอมหวาน อาจมีบางครั้งที่คนรับอาจไม่รู้สึกยินดีในคำชื่นชมของเรา เราอาจรู้สึกผิดหวัง แต่การให้ที่แท้จริงนั้นย่อมไม่มีเงื่อนไขใดผูกติด การชื่นชมคนอื่นนอกจากจะเป็นคุณสมบัติที่ดีในตัวเราที่ทำให้คนอื่นรู้สึกดีแล้ว แล้วมันจะทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเราเองด้วย

ฉันเริ่มรู้สึกว่ายิ่งฉันชื่นชมงานและชื่นชมเพื่อนร่วมงานมากเท่าใด ฉันรู้สึกว่าฉันให้เกียรติและยอมรับตัวเองมากขึ้นเท่านั้น นี่คงเป็นสิ่งที่เจ้านายฉันสอนเอาไว้ว่าการชื่นชมคนอื่นทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งที่ดีในตัวคนอื่นก็เป็นของเราด้วย การกล่าวคำพูดแสดงความชื่นชมคนอื่นและใส่ความความจริงใจลงไปในคำพูดด้วยอีกนิด วันนั้นเราอาจทำให้ใครใครและตัวเรามีความสุขไปได้ทังวัน

และใครจะรู้คำชื่นชมเพียงเล็กน้อยอาจเปลี่ยนชีวิตคนอื่นได้...

..


..

ในช่วงปิดเทอมโรเจอร์ไปทำงานพิเศษที่โรงงานตัดไม้แห่งหนึ่งในไอดาโฮ มลรัฐหนึ่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกา เมื่อผู้จัดการโรงงานของเขาลางานสองสามวัน เจ้านายจึงขอให้โรเจอร์รักษาการณ์แทนเขา 

"ถ้าหากคนงานไม่ฟังคำสั่งของผม ผมจะทำอย่างไร?” โรเจอร์ถามเจ้านายของเขา โรเจอร์นึกถึงโทนี่ คนงานต่างด้าวที่ขี้บ่น ใบหน้าบึ้งตึงทั้งวัน ซึ่งทำให้คนอื่นพลอยอึดอัดไปด้วย 

"คุณสามารถไล่คนงานออกได้" เจ้านายเขาตอบ 

และเหมือนจะอ่านใจโรเจอร์ออกเจ้านายของเขาพูดต่อว่า "คุณคงกำลังคิดว่าคุณจะไล่โทนี่ออกทันทีที่มีโอกาส ผมจะรู้สึกผิดที่ทำอย่างนั้น ผมตัดไม้มากว่า 40 ปี โทนี่เป็นคนงานที่น่าไว้วางใจที่สุด เขาอาจบ่นและเข้ากับใครไม่ได้ แต่พอถึงเวลาทำงานโทนี่ทำงานหนักกว่าใคร เขามาก่อน กลับทีหลัง และไม่เคยมีอุบัติเหตุใดเกิดขึ้นในระหว่างการทำงานในแถบที่เขาทำอยู่"

โรเจอร์รักษาการณ์ในวันรุ่งขึ้น เขาเดินไปหาโทนี่และบอกเขาว่า "โทนี่คุณรู้ใช่ไหมว่าวันนี้ผมรักษาการณ์ดูแลโรงงานอยู่" โทนีเบ้ปากรับด้วยท่าทีที่กวนประสาทเป็นที่สุด 

"ผมพร้อมที่จะไล่คุณออกทันทีหากคุณสร้างปัญหาแม้เพียงน้อยนิดในช่วงสองสามวันนี้..แต่ผมอยากจะบอกคุณว่าผมจะไม่ทำอย่างนั้น เพราะ....”

โรเจอร์เล่าถึงความประทับใจของผู้จัดการโรงงานที่มีในตัวโทนี่ ให้โทนี่ฟัง เมื่อโรเจอร์เล่าจบโทนี่มองลงพื้นพร้อมพูดว่า "ทำไมไม่มีใครบอกผมอย่างนี้ในช่วงแปดปีที่ผ่านมา"

วันนั้นโทนี่ทำงานหนักกว่าเดิม เขายิ้ม...

วันหนึ่งหลังจากนั้นโทนี่บอกโรเจอร์ว่า "ผมบอกพระเจ้าว่าคุณเป็นหัวหน้าคนงานคนแรกที่พูดว่า "โทนี่ คุณทำงานได้ดีมาก" ผมขอบคุณพระเจ้าที่ยังมีหัวหน้าคนงานแบบคุณอยู่"

โรเจอร์กลับไปเรียนตามปกติหลังช่วงปิดเทอมสิ้นสุดลง สิบสองปีหลังจากนั้น เขาพบโทนี่อีกครั้ง โทนี่กลายเป็นหัวหน้าคนงานบริษัทรับก่อสร้างทางรถไฟที่ใหญ่ที่สุดของรัฐแคลิฟอร์เนีย โรเจอร์ถามโทนี่ว่าอะไรทำให้เขาย้ายจากไอดาโฮมาถึงแคลิฟอร์เนียและประสบความสำเร็จได้ถึงเท่านี้ โทนี่ตอบว่า 

"ถ้าไม่ใช่เพราะหนึ่งนาทีที่คุณคุยกับผมในไอดาโฮ ผมอาจจะฆ่าใครสักคนไปแล้ว แต่หนึ่งนาทีที่คุณพูดกับผม เปลี่ยนชีวิตผมทั้งชีวิต"

.

.

ที่มาของเรื่อง One minute can change a life: http://www.sikhphilosophy.net/inspirational-stories/14340-one-minute-can-change-a-life.html 


ยิ้มสยาม แด่ทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมเยียนค่ะ :)

ขอบคุณค่ะ

.

.

First Love -  Utada Hikaru

http://www.youtube.com/watch?v=F4dHPPfOfpk