ผลาญเงินของชาติ
บทบรรณาธิการของ นสพ. บางกอก โพสต์ ฉบับวันที่ ๓๐ ส.ค. ๕๕ เรื่อง Stop wasting taxpayer cash กระตุ้นให้ผมเขียนบันทึกนี้
บทความบอกว่า กระทรวงไอซีที ได้ว่าจ้างบริษัทเอกชนด้วยเงิน ๑๒๐ ล้านบาท ให้เขียนโปรแกรมป้องกันไม่ให้ผู้ใช้ แทบเล็ต ที่แจกนักเรียน เข้าเว็บโป๊ โดยบทความบอกว่าโปรแกรมป้องกันมีให้ใช้ฟรีก็มี หรือใช้เจ้าหน้าที่ของกระทรวง ไอซีที หรือหน่วยงานอื่นทำให้ก็ได้ไม่ยาก ไม่น่าจะต้องใช้เงินถึง ๑๒๐ ล้านบาท
เราจะเห็นการใช้เงินแบบผลาญชาติมากมายในยุคนี้ คนเขาพูดกันทั่ว ว่าเงินเหล่านี้มันฉลาด มันไหลเข้ากระเป๋าคนใช้ได้โดยอัตโนมัติ จับผิดไม่ได้
เมื่อเอาเงินไปใช้แบบนี้ เงินเพื่อสร้างความเข้มแข็งในอนาคต เช่นเงินวิจัยก็จะโดนตัด ในอนาคตบ้านเมืองของเราจะลำบาก เพราะเราไม่เข้มแข็งทางปัญญา
วิจารณ์ พานิช
๓๐ ส.ค. ๕๕
บนเครื่องบินการบินไทยไปหาดใหญ่
ด้วยความเคารพครับ ผมไม่ได้เข้าข้างใครนะครับ แต่ผมคิดว่าบทบรรณาธิการนี้เขียนด้วยความไม่รู้จริงในทางเทคโนโลยีครับ
โปรแกรมป้องกันเว็บโป๊นั้นถ้าจะทำให้ง่ายก็ง่ายครับ ถ้าจะทำให้ยากก็ยากครับ เราคงต้องดูในรายละเอียดว่าโปรแกรมที่เป็นผลลัพธ์จาก 120 ล้านบาทนั้นเป็นอย่างไรมากกว่าครับ
ผมไม่ทราบว่าเป็นอะไร แต่คิดว่าด้วยจำนวนเงิน 120 ล้านบาท น่าจะเป็น "ระบบ" มากกว่า "โปรแกรม" ครับ
โปรแกรมแบบนี้ถ้าจะทำง่ายๆ ก็แค่มีรายการของเว็บโป๊แล้วเมื่อไหร่เด็กเข้าเว็บเหล่านั้นก็บอกว่าเข้าไม่ได้ แต่โปรแกรมประเภทนั้นเด็กหาทางออกทะลุเพื่อไปดูเว็บในรายการได้ไม่ยากเช่นเดียวกันครับ นอกจากนี้วิธีการมีรายการอยู่นั้นไม่ได้ผล เพราะเว็บโป๊ใหม่ๆ โผล่มาได้ตลอดเวลาครับ
ดังนั้นถ้าจะให้ได้ผลจริงๆ ต้องทำแบบยากครับ ทำเป็นระบบใช้กำลังประมวลผลของเครื่องแม่ข่าย (เพราะเครื่อง tablet ประมวลผลได้ไม่พอ) วิเคราะห์ data ที่ถูกส่งไปยังเครื่อง tablet ถ้าพบว่าเป็นสื่ออนาจารก็ไม่ส่งไปครับ
ลักษณะการทำงานเช่นนี้จะเหมือนกับ Amazon Silk ที่เป็นโปรแกรมท่องเว็บของ Amazon Kindle Fire ครับ
ในส่วนการวิเคราะห์นั้น ถ้าเป็นตัวหนังสือก็ไม่ยาก แต่การวิเคราะห์ภาพและวิดีโอจะทำได้ยากครับ ยากขนาดที่ประเทศไทยทั้งประเทศตอนนี้ไม่มีใครทำได้ครับ (ถ้าทำได้ Google, Apple, หรือ Amazon คงซื้อตัวไปแล้ว)
ดังนั้นก่อนที่จะด่วนสรุปง่ายๆ อย่างในบทบรรณาธิการ เพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย บทบรรณาธิการนี้ควรจะให้ข้อมูลด้วยว่าสิ่งที่กระทรวงจ้างทำด้วยเงิน 120 ล้านนั้นคืออะไรครับ
ขอยกบทบรรณาธิการนี้มาเพื่อเก็บไว้อ้างอิงนะครับ เขาเขียนว่า
"First of all, why does the ICT Ministry have to hire a private company to do a job an average computer programmer is capable of? The next question is: Does the ICT Ministry have no computer programmers who can fix the problem themselves without needlessly wasting 120 million baht of taxpayers' money?
According to computer experts, the problem can be fixed without much difficulty and, more importantly, without having to spend several million baht. Software programmes to block unwanted websites are already available in the market and can be easily installed without needing to write a new one."
จริงๆ ผมก็ไม่โทษเขานะครับ ด้วยพื้นความรู้ของผู้เขียนและ "computer experts" ที่เขาปรึกษา (ถ้ามีจริง) มันก็ดูเหมือนไม่ใช่เรื่องยากครับ
เอาเข้าจริงแล้ว นี่กลับเป็นตัวสะท้อนปัญหาการศึกษาด้าน ICT ของไทยครับ เราขาดแม้กระทั่งความรู้พื้นฐานว่าอะไรคืออะไรครับ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนจบด้านคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศไทย (แม้มหาวิทยาลัยชั้นนำก็ตาม) ต่างตกงานหรือทำงานต่ำกว่าวุฒิกันทั้งสิ้นครับ แต่ความต้องการคนทำงานด้านนี้ของไทยกลับต้องอาศัยคนทำงานจากต่างชาติเกือบทั้งนั้น
กลายเป็นว่าบทบรรณาธิการนี้สะท้อนปัญหาที่ใหญ่กว่าผู้เขียนตั้งใจเขียน (ฮา)
ผมว่า แนวคิดดังกล่าว ถึงแม้จะเป็น "ระบบ" เหมือนที่ท่านว่า แต่ก็น่าจะมีวิธีที่ดีกว่า และไม่ต้องใช้เงิน หรือใช้เงินน้อย เช่น การใช้ครู ผู้ปกครอง หรือมาตรการนการควบคุมดูแล หรือ อาจเขียนโปรแกรมบันทึก การเข้าชม ให้ครูสามารถตรวจ หรือสุ่มตรวจได้ แบบนี้จะวัดด้านคุณธรรมได้ด้วย..... ยังไงก็จะรอติดตามข่าว ว่าจะคุ้มค่าอย่างที่ท่านว่าจริงหรือไม่........ อีกประเด็นนี้ ผมว่าวิธีนี้แก้ไขไม่ได้จริง.....
น่าสนใจในข้อมูลทั้งสองด้านครับ ;)...
แนวคิดคุณฤทธิไกรก็น่าสนใจครับ แสดงว่าคุณฤทธิไกรน่าจะเห็นด้วยกับผมแล้วว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ไม่ใช่ "a job an average computer programmer is capable of" ใช่ไหมครับ
ยิ่งถ้าทำเป็นระบบที่มีครูและผู้ปกครองมามีส่วนร่วมด้วยแล้วก็ยิ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะจะเป็นระบบที่มี interactions กับคนมากขึ้นครับ
120 ล้านบาทคือ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถ้าเป็นระบบระดับ national-wide เพื่อรองรับการใช้งาน 500,000 nodes นั้นก็อยู่ในราคานี้ครับ (จริงๆ ถือว่าถูกด้วยซ้ำ)
แต่ก็นั่นละครับ ผมก็เดาไปว่าเป็นระบบขนาดใหญ่บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ในขณะที่บทบรรณาธิการนั้นก็เดาไปว่าเป็นซอฟต์แวร์เล็กๆ ที่ทำงานบน tablet ถ้าจะเอาให้แน่ๆ ก็ต้องเอาสัญญาซื้อขายของกระทรวงฯ กับบริษัทออกมาดูเราถึงจะรู้ว่า 120 ล้านบาทถูกหรือแพงครับ