ความรื่นรมย์แห่งจิตเป็นเรื่องของภายใน ความสำเร็จเป็นสิ่งที่สังคมสร้างขึ้น เรามีทางเลือกเสมอ


ระยะหลังมานี้กระแสแห่ง "ความสุข" จากแรงกระเพื่อมของคุณศิลาและคุณพี่ยุวนุชไหลระรื่นในโกทูโนว์ จนทำให้ต้องหยิบหนังสือเกี่ยวกับความสุขมาอ่านบ้าง หนังสือที่ว่าชื่อ "Success vs Joy" ฉันอ่านหนังสือเล่มนี้จบไปหลายปีแล้วและรู้สึกว่าน่าจะนำมาอ่านอีกครั้ง 

เสน่ห์อย่างหนึ่งของการอ่านหนังสือสำหรับฉันคือในเวลาใหม่ ในอารมณ์ที่ต่างกัน และในประสบการณ์ที่ต่างไป ความพึงใจที่ได้รับจากหนังสือเล่มเดียวกันไม่เคยเหมือนเดิม มักมีแง่มุมใหม่ๆ ให้ใคร่ครวญและพิจารณาเสมอ ซึ่งในความเป็นจริงสำหรับผู้เขียนหนังสือเอง กว่าจะมาเป็นหนังสือเล่มหนึ่งฉันก็เชื่อว่าเขาต้องใช้เวลา อารมณ์และประสบการณ์ที่ต่างไปเช่นกัน การให้-การรับในช่องความถี่ที่คล้ายกันจะช่วยให้ข้อความที่สื่อสารนั้นชัดเจนขึ้น

หนังสือ Success vs Joy เขียนขึ้นโดย Geet Sethi อดีตแชมป์สนุกเกอร์โลกหลายสมัยในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา เขาเล่าถึงความสุขและความสำเร็จที่เขาได้ประสบในช่วงที่ฝึกฝนและแข่งขันสนุ๊กเกอร์ ตลอดจนปรัชญาชีวิตที่ได้เรียนรู้มาในช่วงนั้น 

Geet Sethi บอกว่าสำหรับเขาความสุขนำมาซึ่งความสำเร็จไม่ใช่ความสำเร็จที่สร้างความสุข ความสุขของเขามาจากการที่จิตมีสมาธิอย่างยิ่งยวด กีฬาทำให้นักกีฬาได้สัมผัสถึงความสุขนั้น จิตที่มีสมาธิไม่มีปัจจัยภายนอกใดมาทำให้หวั่นไหวได้ เขาเขียนยกย่องต๋อง ศิษย์ฉ่อย นักสนุ๊กเกอร์ขวัญใจชาวไทยคู่แข่งของเขาในช่วงนั้นว่าต๋อง ศิษย์ฉ่อย ควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ดียิ่ง แม้ว่าครั้งหนึ่งก่อนแข่งขันสนุ๊กเกอร์ที่ประเทศอังกฤษ ต๋องได้ทราบข่าวร้ายว่าคุณพ่อเขาถูกยิงเสียชีวิตในกรุงเทพ แต่ในวันนั้นต๋อง ศิษย์ฉ่อย สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ และลงแข่งขันสนุ๊กเกอร์ด้วยจิตที่มีสมาธิอย่างเต็มเปี่ยม จนเอาคู่แข่งได้ด้วยคะแนนที่สูงมาก

บทสุดท้ายของหนังสือเล่าถึงความยายามทำใจให้รื่นรมย์ในสภาพแวดล้อมที่เขามีและสิ่งที่เขาเป็นดังนี้ 

*"เจ็ดปีที่แล้ว ผมได้ตัดสินใจที่จะหยุดฝึกฝนและเข้าร่วมแข่งขันในสองสามรายการ เหตุผลก็คือด้านอารมณ์ จิตวิทยา อุปกรณ์ ฯ แต่ผมก็ไม่อาจทำได้ ความต้องการที่จะมีความสุขทำลายความตั้งใจเดิมไปเสียสิ้น ตั้งแต่เด็กผมได้รับความสุขอย่างเหลือล้นจากการเล่นสนุ๊กเกอร์ ผมเสพติดความสุขนั้นอย่างโงหัวไม่ขึ้น

การตัดสินใจเล่นสนุ๊กเกอร์ของผมเป็นการใช้สัญชาตญาณไม่มีเหตุผล จนถึงเมื่ออายุยี่สิบสี่ปี ผมไม่เคยคิดที่จะได้เป็นแชมป์โลก ผมไม่มีแรงกดดันใดในการเล่นสนุ๊กเกอร์ ครอบครัวผมไม่มีใครคลั่งใคล้สนุ๊กเกอร์เหมือนผม

การเล่นสนุ๊กเกอร์เป็นการทำสมาธิอย่างหนึ่งของผม เมื่ออยู่ที่โต๊ะผมลืมทุกอย่าง ไม่มีสิ่งใดสำคัญสำหรับผมอีกเลย ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมได้พบความรื่นรมย์จากการมีสมาธิในระหว่างที่เล่นสนุ๊กเกอร์ ในใจผมว่างเปล่าในช่วงนั้น แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปในปี 1992 เมื่อผมได้ตำแหน่งแชมป์โลก ผมกลายเป็นบุคคลสาธารณะ มีค่าตอบแทนมากมายสำหรับคนที่ไม่เคยมีอะไรมากมาย ผมเริ่มใส่นาฬิกาโรเล็กซ์ ซื้อรถคันใหม่ ผมรู้สึกว่าผมอ่อนไหวง่ายกับคำพูดกับการกระทำของคนอื่นโดยเฉพาะคนที่ร่ำรวยและมีอิทธิพล 

ด้วยชื่อเสียงและเงินทองสิ่งที่ตามมาคือวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปเมื่อผมอายุย่างเข้า 32 ปี ชื่อเสียงและเงินทองกลายเป็นสิ่งที่ห่อหุ้มตัวผมไว้ ชีวิตของผมถูกวัดโดยการแพ้ชนะของเกมส์ที่ผมลงเล่น ความรู้สึกรื่นรมย์จากการเล่นสนุ๊กเกอร์ดังที่ผมเคยรู้สึกหายไป สมาธิของผมสั้นลง ความสำเร็จนำมาซึ่งความเครียด โลกของผมเปลี่ยนไป เครื่องล่อใจที่มาพร้อมชื่อเสียงและความสำเร็จห่อหุ้มตัวผม เกมส์การแข่งขันไม่ใช่สิ่งที่เป็นที่สุดแต่เป็นเพียงหนทางสู่ความเป็นที่สุดนั้น

สิ่งเดียวที่ช่วยคืนความเป็นตัวเองให้ได้บ้างในช่วงที่ตกอยู่ระหว่างกลางมายาแห่งชีวิตคือการเล่นสนุ๊กเกอร์ด้วยใจที่มีสมาธิ เวลาที่ผมวางมือลงบนโต๊ะสนุ๊กเกอร์ ความว้าวุ่นใจที่มีทั้งหมดมลายไป

แต่ทว่าพอออกมาจากโต๊ะสนุ๊กเกอร์ผมรู้สึกไม่มีความสุขในชีวิต ชีวิตผมติดอยู่ในใยของความว้าวุ่นใจที่เกี่ยวโยงกันโดยมีผมเป็นศูนย์กลาง ความวอกแวกในใจรวมไปถึงการอยากสร้างบ้านใหม่ การอยากมีธุรกิจของตัวเอง อยากทำเงินให้มากขึ้น เร็วขึ้นและความต้องการอื่นๆ อีกมากมาย

ในช่วงนั้นผมลืมความสุขที่แท้จริงที่ผมเคยได้รับจากการเล่นกีฬา เวลาของความสุขสั้นมากเมื่อเทียบกับเวลาที่รู้สึกสับสน แล้ววันหนึ่งผมก็ได้นั่งพิจารณาถึงสิ่งที่จะทำให้ผมคืนความสุขให้กับตัวเองอีกครั้ง และไม่นานหลังจากนั้นคำตอบก็ค่อยๆปรากฎตรงหน้าผม ผมเริ่มรับเปลี่ยนตัวเองอีกครั้งโดยการปลุกความสุขที่เกิดจากการอยู่ในปัจจุบันขณะให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ในที่สุดผมตระหนักได้ว่านี่คือทางเดียวที่ผมอยากใช้ชีวิตที่มีอยู่

ผมลาออกจากงาน และไปเข้าคอร์สวิปัสสนาอย่างเข้มข้นสองสัปดาห์ คอร์สนี้นำจิตกลับมาสู่ตัวผมอีกครั้งเพราะผมอยากได้ชีวิตที่มีชีวิตของผมคืนมา

ความรื่นรมย์แห่งจิตเป็นเรื่องของภายใน ความสำเร็จเป็นสิ่งที่สังคมสร้างขึ้น เรามีทางเลือกเสมอ"

ในขณะอ่านหนังสือเล่มนี้ฉันพยายามนึกถึงช่วงเวลาที่จิตของฉันมีสมาธิมากที่สุด หนึ่งคือช่วงที่อ่านหนังสือและสองคือช่วงเวลาที่มองผ่านเลนส์ก่อนกดชัตเตอร์เพื่อให้ได้ภาพเหล่านี้

สำหรับฉัน...บางส่วนของความรื่นรมย์ที่ได้ประสบในช่วงเวลานี้ของชีวิต

....การอ่านหนังสือ

....การถ่ายรูปความงดงามแห่งชีวิต

....การบอกเล่าถ่ายทอดความสุขความงดงามนั้น

และการได้รับรู้ว่า...ผู้อ่านก็ได้รับความรื่นรมย์นั้น...เช่นกัน

..

 ..

..

..

..

*เรียบเรียงจาก My struggle with joy โดย Geet Sethi จากหนังสือ Success vs Joy

ปล. ในบันทึกนี้ ฉันให้ความหมายของความรื่นรมย์กับความสุขเป็นสิ่งเดียวกัน



ด้วยความนอบน้อม,
ปริม ทัดบุปผา
๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๕

.

.

Kenny G - Songbird

http://www.youtube.com/watch?v=Xlfnedlb7iU