ศาลปกครองได้มีคำพิพากษาเป็นแนวทางในการดำเนินการทางวินัยของข้าราชการ

  ศาลปกครองได้มีคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดในคดีพิพาทเกี่ยวกับวินัยข้าราชการซึ่งเป็นคำวินิจฉัยที่ได้วางหลักกฎหมายในเรื่องดังกล่าวไว้  เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการทางวินัยข้าราชการ  โดยมีสาระสำคัญ  ดังนี้

                1. การนำกฎหมายอื่นมาใช้บังคับโดยอนุโลม  ในทางกฎหมาย  หมายความว่า  การนำหลักการและรายละเอียดของกฎหมายอื่น  มาใช้บังคับเพื่อให้การดำเนินการตามกฎหมายที่กำหนดให้มีการอนุโลมกฎหมายอื่นมาใช้บังคับบรรลุผล แต่ทั้งนี้ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับเจตนารมณ์และหลักการของกฎหมายที่กำหนดให้มีการอนุโลมนั้น (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.28/2547 (ประชุมใหญ่))

                2. คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง  กระทำโดยเจ้าหน้าที่ซึ่งไม่มีอำนาจตามกฎหมาย  ย่อมเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและมีผลให้การดำเนินกระบวนการทางวินัยโดยอาศัย ผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนดังกล่าว  เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่อ.118/2551)

                3. เจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย  ย่อมมีอำนาจที่จะยกเลิกเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวของตนได้  ไม่ว่าจะพ้นระยะเวลาอุทธรณ์แล้วหรือไม่ก็ตาม (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.439/2551)

                4. การดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการนั้น  ต้องมีการสอบสวนเพื่อให้ได้ความจริงและยุติธรรม  โดยต้องแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่มีให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ  รวมทั้งต้องให้ผู้ถูกกล่าวหามีโอกาสชี้แจงหรือนำสืบแก้ข้อกล่าวหา  การมีคำสั่งลงโทษทางวินัยโดยไม่ดำเนินการดังกล่าวย่อมไม่เป็นการปฏิบัติตามรูปแบบ  ขั้นตอน  หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญในการออกคำสั่งลงโทษทางวินัย  ซึ่งเป็นการดำเนินการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.214/2548)

                5. การลงโทษทางวินัยแก่ข้าราชการในความผิดฐานใด  ต้องเป็นกรณีที่มีการแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานอันเกี่ยวกับฐานความผิดนั้น  ให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยมีสาระสำคัญครบถ้วนถูกต้อง (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.21/2550 , อ.152/2550 ,

 อ.197/2548)

                6. หากปรากฏในภายหลังว่าการรับฟังคู่กรณียังดำเนินการไม่สมบูรณ์  หน่วยงานทางปกครองชอบที่จะดำเนินการรับฟังคู่กรณีเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ในภายหลังได้  แต่จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนจะมีการวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.78/2550)

                7. หากปรากฏข้อเท็จจริงว่าคู่กรณีนั้นได้เคยให้การไว้ในคำขอ  คำให้การหรือคำแถลงซึ่งเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 30 วรรคสอง(3) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองพ.ศ.2539 ผู้มีอำนาจย่อมสั่งลงโทษได้โดยไม่จำต้องให้โอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานอีกได้(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.257/2550 , อ.15/2551)

                8. การพิจารณาว่าการกระทำใดเป็นการกระทำอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงที่เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงนั้น  ต้องพิจารณาถึงความประพฤติและความรู้สึก  หรือเจตนาในการกระทำนั้นเป็นสำคัญ  โดยพิจารณารายละเอียดข้อเท็จจริงและพฤติการณ์เป็นเรื่องๆ ไป  ว่ามีผลกระทบต่อเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งข้าราชการและความรู้สึกของวิญญูชนโดยทั่วไปหรือความรู้สึกของสังคมว่ารู้สึกรังเกียจต่อการกระทำนั้นๆ ว่าเป็นการประพฤติชั่วหรือไม่ (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.351/2551 , อ.63/2549)

                9. ข้าราชการกระทำการใดๆ อันได้ชื่อว่าประพฤติชั่วนั้น  ไม่จำกัดว่าจะต้องกระทำในตำแหน่งหน้าที่ราชการ  แม้กระทำในฐานะส่วนตัว  ย่อมจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียชื่อเสียงและเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการได้ (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.332/2549)

                10. ข้าราชการมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา  ซึ่งสั่งการในเรื่องของทางราชการโดยชอบด้วยกฎหมาย  แม้ว่าเรื่องที่สั่งการดังกล่าวจะไม่ใช่หน้าที่ราชการตามกฎหมายหรือระเบียบของทางราชการ  ที่ข้าราชการผู้ได้รับคำสั่งมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามตำแหน่งงานที่บรรจุแต่งตั้งก็ตาม  การไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาข้างต้นโดยไม่มีเหตุอันควร  ย่อมเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ  หากการละเว้นดังกล่าวกระทำไปเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้  ย่อมเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.264/2550)

                11. ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าเจ้าหน้าที่กระทำผิดวินัย  ผู้บังคับบัญชามีอำนาจเพียงพิจารณาโทษทางวินัยตามฐานความผิดที่ ป.ป.ช. มีมติเท่านั้น  จะพิจารณาเปลี่ยนแปลงฐานความผิดทางวินัยให้ต่างไปจากมติ ป.ป.ช. มิได้ (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ. 106/2549)

                12. การดำเนินการทางวินัยไม่จำต้องตรงกับผลทางอาญาเสมอไป  แม้คดีอาญาศาลจะยกฟ้องก็มิได้หมายความว่าข้าราชการผู้นั้นจะมิได้กระทำผิดทางวินัยตามที่ถูกกล่าวหา (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ. 390/2551 , อ.401/2551)

                13. การดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอาญา  ผู้บังคับบัญชามีอำนาจดำเนินการโดยไม่ต้องรอผลทางอาญา (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.370/2550)

                14. การที่ผู้บังคับบัญชาปล่อยปละละเลย  ไม่ตรวจสอบควบคุมการปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอและถี่ถ้วนเพียงพอ  จนเป็นเหตุให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทุจริต  เป็นการประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ  ผิดวินัยร้ายแรง (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.316/2551)

                15. ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ชอบที่จะกำหนดฐานความผิดให้ตรงกับบทบัญญัติของกฎหมายที่ถูกต้องได้  หากมีการสอบสวนโดยชอบแล้ว (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.153/2547)

                16. ผู้มีอำนาจพิจารณาความผิดและพิจารณาโทษ  มีหน้าที่ต้องสั่งการตามที่เห็นสมควรการไม่สั่งการใดๆ ย่อมเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.67/2547)

                17. กรณีที่กฎหมายไม่มีกำหนดระยะเวลาในการพิจารณาอุทธรณ์ไว้  การไม่ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน  90  วันนับแต่วันรับเรื่อง  อาจเป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่ล่าช้าเกินสมควร (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.260/2546 (ประชุมใหญ่))

  คงจะพอเป็นแนวทางในการดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการเพื่อให้ได้รับความยุติธรรมกับทุกฝ่ายนะครับ