อาทิตย์นี้ก็ได้ลงพื้นที่เพื่อเป็นผู้ประสานงานให้กับ สำนักประเมินผล สำนักงบประมาณ ในการติดตามประเมินผลโครงการหมู่บ้านแม่ข่าย ว และ ท ก็เลยได้สัมผัสกับชุมชน ที่ได้รับงบผ่าน ม.พะเยา 2 หมู่บ้านที่จะมาเล่าให้ฟัง
1. หมู่บ้านปลานิลปลอดภัย ของสหกรณ์ผู้เลี้ยงปลานิลปลอดภัย บ้านต๋ำ นำโดยคุณลุงสมิง อ้อนแหวน ประธานสหกรณ์ฯ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีผู้เลี้ยงปลานิลมากที่สุดของพะเยา โดยหมู่บ้านนี้มีพัฒนาการด้านการนำ ว และ ท ไปใช้ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากการได้รับงบประมาณในส่วนของการพัฒนาการเลี้ยงจากโครงการคลินิกเทคโนโลยีในปี 53 จนเกิดการรวมกลุ่ม จากที่เป็นกลุ่มเล็ก ๆ 4-5 คน จนสามารถก่อตั้งเป็นสหกรณ์ผู้เลี้ยงปลาบ้านต๋ำ ซึ่งทางท่าน นายก อบต. น.ส.อารี อ้อยหอม ก็ได้ให้การสนับสนุนในส่วนของสถานที่ เครืองมือบางส่วนไว้สำหรับดำเนินกิจกรรมสหกรณ์ แต่ก็ยังต้องการนำความรู้ด้าน ว และ ท ไปพัฒนาอีกหลายอย่างซึ่งตอนนี้ก็เริ่มทำไปบ้างแล้ว เช่น ปลายอ ลูกชิ้นปลานิล แต่ชาวบ้านยังขาดความรู้ อีกอย่างที่เป็นปัญหาคือ เรื่อง แบรนด์ เพราะส่วนใหญ๋พ่อค้าที่มารับปลาที่นี้ไปขายจะบอกว่าเป็นปลานิลที่มาจาก อ.พาน ทำให้การทำการตลาดยังเป็นปัญหาอยู่
หมู่บ้านที่ 2 คือ หมู่บ้านน้ำปูบ้านสันสลี(สลี แปลว่าใบโพธิ์) เป็นหมู่บ้านที่มีผู้นำเป็นผู้หญิง คุณป้าหอม ทิราใจ ผู้หญิงแกร่งแห่งสันสลี สสามารถนำพาลูกกลุ่มเข้าร่วมโครงการ นำ ว และ ท ในส่วนของการพัฒนากระบวนการผลิตให้มีความสะอาด การสร้างเตาที่มีประสิทธิภาพในการให้ความร้อน ใครจะไปรูว่าแค่น้ำปู สามารถส่งไปขายต่างประเทศได้ เช่น ซาอุฯ ได้ราคาดีด้วย แต่ปัญหาก็ยังมีอยู่ เช่น ทำอย่างไรให้ระยะเวลาในการเคี้ยวน้ำปูลดลงจากที่ต้องใช้ เวลา 8-9 ชม. ให้เหลือสัก 4-5 ชม. เรื่องของบรรจุภัณฑ์ เรื่องของสูตรที่หลากหลาย
ประวัติน้ำปู๋
น้ำปู๋เป็นชื่อของการถนอมอาหารชนิดหนึ่งของคนไทยในภาคเหนือ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่ได้รับการสืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษด้วยเหตุที่คนไทยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยการทำนาเป็นอาชีพหลักหรือการเป็นชาวนาโดยสายเลือดนั้นเอง ซึ่งการทำนาในทุกปีได้ประสบปัญหาปูนาเข้าทำลายกัดกินต้นข้าว เกษตรกรเลยคิดหาวิธีในการจำจัดศัตรูพืชให้หมดไป โดยการจับปูนามาทำน้ำปู ถือเป็นการถนอมอาหารและเป็นการใช้เวลาที่ว่างจากการทำนามาใช้ให้เป็นประโยชน์
จุดเริ่มต้นของการผลิตน้ำปูในบ้านสันสลีนั้นไม่สามารถบอกได้ เนื่องจากมีการทำสืบต่อกันมาเป็นรุ่นต่อรุ่น จนกลายเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน จนกระทั่งเมื่อปีพ.ศ. 2518 ได้มีคนมาสั่งน้ำปูเพื่อไปจำหน่ายในตลาดแม่ใจแต่ทำได้ในปริมาณน้อยๆและเมื่อมีการจำหน่ายจนเป็นที่รู้จักกันโดยทั่ว จึงเริ่มมีพ่อค้าคนกลางเข้ามาสั่งน้ำปูเป็นจำนวนมากๆ โดยเสนอเงินทุนให้กับชาวบ้านในการทำน้ำปู ชาวบ้านที่ร่วมกันทำน้ำปูจึงมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และในปีพ.ศ.2528 ได้มีการจัดตั้งกลุ่มน้ำปูบ้านสันสลีขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการต่อลองราคากับพ่อค้า และใน ปี พ.ศ.2553 โดยการสนับสนุนจาก โครงการบ้านข่ายวิทยาศาสตร์(มหาวิทยาลัยพะเยา) ได้มีการ จดทะเบียนจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน บ้านสันสลี


