กรณี…วัดพระธรรมกายกับสตีฟ จ็อบส์ ตายแล้วไปไหน


บุคคลที่จะล่วงรู้ได้ว่าบุคคลที่ตายไปแล้ว ไปเกิดที่ภพชาติไหน เป็นอะไร อยู่ที่ไหน อยู่อย่างไร นั้น ในทัศนะของผู้เขียนเห็นว่าเป็นคุณสมบัติพิเศษฉพาะพระพุทธเจ้าและพระอริยบุคคลเท่านั้น เหตุผลเพราะว่าพระพุทธเจ้าพระองค์ทรงมีอภิญญา 6 หมายถึง คุณสมบัติพิเศษของพระพุทธเจ้าและพระอริยบุคคล อันเป็นเหตุให้มีอิทธิฤทธิ์ต่างๆ

กรณี…วัดพระธรรมกายกับสตีฟ จ็อบส์ ตายแล้วไปไหน

 

 

           พระสงฆ์สายนักคิด นักเขียนและนักเทศน์ วิพากษ์วิจารณ์กรณี วัดธรรมกายเผยแพร่บทความทางวิชาการเรื่องชีวิตหลังความตายของ สตีฟ จ็อปส์ ตายแล้วไปไหน
          ปฐมเหตุอันเนื่องมาจากกรณีที่ พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) เจ้าอาวาสวัดธรรมกาย ได้ใช้ญาณตรวจสอบภพภูมิ สตีฟ จ็อบส์ หลังตาย พบไปเกิดเป็น "ภุมมะเทวาสายวิทยาธรกึ่งยักษ์" พร้อมกับเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์วัดพระธรรมกาย www.dmc.tv ในบทความเรื่อง "สตีฟ จ็อบส์ ตายแล้วไปไหน ตอนที่ 1" นั้น ซึ่งกรณีดังกล่าวได้เกิดกระแสต่อต้านและวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากพระสงฆ์ และจากนักวิชาการทางด้านพระพุทธศาสนาว่าการกระทำดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความสับสนแก่พุทธศาสนิกชนและสังคมชาวพุทธโดยทั่วไป อาจจะหมิ่นเหม่ไม่ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย

            จากประเด็นดังกล่าวผู้เขียนจะวิเคราะห์ทางด้านวิชาการถึงความเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการใช้ญาณตรวจสอบภพภูมิของสตีฟ จ็อบส์ หลังการตายไปแล้วไปเกิดอยู่ที่ภพไหน ก่อนอื่นจะต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า”ญาณ” นั้นหมายถึงอะไร มีความหมายว่าอย่างไร เพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันในเบื้องต้น

          คำว่า”ญาณ”ในทางพระพุทธศาสนาหมายถึงความรู้,ปรีชาหยั่งรู้, และปรีชากำหนดรู้ แบ่งออกเป็น 3 อย่างคือ[1]

1.อตีตังสญาณ  หมายถึงญาณในส่วนอดีต คือปรีชาหยั่งรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมาทั้งหมดได้

2.อนาคตังสญาณ หมายถึงญาณในส่วนอนาคต คือปรีชากำหนดรู้เรื่องในอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้นหรือยังมาไม่ถึง

3.ปัจจุปปันนังสญาณหมายถึงญาณในส่วนปัจจุบัน คือปรีชาหยั่งรู้ในเรื่องที่เกิดขึ้นในส่วนเหตุการณ์ปัจจุบัน

อีกหมวดหนึ่ง ญาณแบ่งออกเป็น 3 อย่างคือ

1. สัจจญาณ คือปรีชาหยั่งรู้อริยสัจ หมายถึงปรีชาหยั่ง รู้ว่านี้ทุกข์นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธ-คามินีปฏิปทา

2. กิจจญาณ คือปรีชาหยั่งรู้กิจอันควรทำ หมายถึง ปรีชาหยั่งรู้ว่าทุกข์เป็นธรรมชาติที่ควรกำหนดรู้ ทุกขสมุทัย เป็นสภาพที่ควรละเลยเสีย ทุกขนิโรธเป็นสภาพที่ควรทำให้แจ้ง ทุกขนิโรธคามินีปฏิทมาเป็น ธรรมชาติที่ควรทำให้เกิด

3. กตญาณ คือปรีชาหยั่งรู้กิจทำแล้ว หมายถึง ปรีชาที่หยั่งรู้กิจ 4 อย่างนั้นว่าทำเสร็จแล้ว จัด เป็นกตญาณ   ญาณ 3 นี้เป็นไปในสัจจะละ 34 สัจจะจึงเป็น 12 เรียกว่า มีวนรอบ 3 ในอริยสัจ. ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายของคำว่า”ญาณ”  (ยาน,ยา-นะ, ยาน-นะ, มค. ญาณ; สก. ชฺญาน) หมายถึง น. ความรู้, เครื่องรู้, ปัญญา, ปัญญาอันรู้จัก, ปรีชาหยั่งรู้, ปรีชากำหนดรู้ จะเห็นว่าประเด็นเกี่ยวกับเรื่องญาณที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ถ้าวิเคราะห์ตามความหมายหรือคำแปลของแต่ละข้อจะเห็นว่าเป็นพระปรีชาเกี่ยวกับความรู้ ความสามารถอันทรงอัจฉริยะของพระพุทธเจ้า คือญาณที่เป็นคุณสมบัติพิเศษเฉพาะพระพุทธองค์และพระอริยบุคคลเท่านั้นส่วนพระองค์ทรงตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ ซึ่งถือว่าเป็นโลกุตรญาณ คือ ญาณหรือความรู้อันประเสริฐมิใช่โลกียญาณ คือญาณหรือความรู้ของบุคคลทั่วไป

กล่าวโดยสรุป บุคคลที่จะล่วงรู้ได้ว่าบุคคลที่ตายไปแล้ว ไปเกิดที่ภพชาติไหน เป็นอะไร อยู่ที่ไหน อยู่อย่างไร นั้น ในทัศนะของผู้เขียนเห็นว่าเป็นคุณสมบัติพิเศษฉพาะพระพุทธเจ้าและพระอริยบุคคลเท่านั้น เหตุผลเพราะว่าพระพุทธเจ้าพระองค์ทรงมีอภิญญา 6   หมายถึง คุณสมบัติพิเศษของพระพุทธเจ้าและพระอริยบุคคล อันเป็นเหตุให้มีอิทธิฤทธิ์ต่างๆ มี 6 อย่าง ประกอบด้วย[2]

1. อิทธิวิธี แสดงอิทธิฤทธิ์ได้  (Magical powers)

2. ทิพพโสต มีหูทิพย์  (Divine ear)

3. เจโตปริยญาณ กำหนดใจหรือความคิดผู้อื่นได้ (Telepathy หรือ mind – reading)

4. ทิพพจักขุ หรือ จุตูปปาตญาณ ตาทิพย์ หรือ รู้การจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลายตามกรรมของตน (Divine eye หรือ clairvoyance )

5.ปุพเพนิวาสานุสติญาณ การระลึกชาติได้ (Reminiscence of previous lives)

6. อาสวักขยญาณ ญาณหยั่งรู้ความสิ้นอาสวะ (Knowledge of  the extinction of  all biases)

ซึ่งคุณสมบัตินี้ไม่มีในพระภิกษุที่เป็นสมมติสงฆ์และบุคคลทั่วไป เป็นคุณสมบัติพิเศษเฉพาะพระพุทธเจ้าและพระอริยบุคคล คือ พระโสดาบัน พระสกคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์เท่านั้น.





[1] พระธรรมปิฎก. (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์, ฉบับประมวลศัพท์ พิมพ์ครั้งที่ 9, พ.ศ. 2543, หน้า 61 - 62.

[2] พุทธธรรม. พระธรรมปิฎก, (ป.อ. ปยุตฺโต),มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พ.ศ. 2543, หน้า 870.

หมายเลขบันทึก: 499753เขียนเมื่อ 23 สิงหาคม 2012 13:32 น. ()แก้ไขเมื่อ 23 สิงหาคม 2012 13:32 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (1)

สรุปผิดแล้วครับ อภิญญา ๕ ก็มีครับ ยังไม่จำเป็นต้องเป็นอริยบุคคลเลย

อภิญญา ๕ และ อภิญญา ๖ ต่างกัน คือ อภิญญา ๕ เป็นโลกียอย่างเดียว ส่วนอภิญญา ๖ มีทั้งโลกียและโลกุตระ เฉพาะอภิญญาที่ ๖ (อาสวักขยญาณ) เป็นโลกุตระ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 682

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี