เลี้ยงหมูไม่หมูอย่างที่คิด

   เมื่อปีที่แล้ว 2554 ผมคิดอย่างทำการเกษตรการเลี้ยงสัตว์ คิดจะเลี้ยงไก่ชน เลี้ยงโค เลี้ยงหมู  ได้ศึกษาข้อมูลจากผู้รู้หลายคน แต่ละอย่างต้นทุนเลี้ยงสูงพอสมควร เลี้ยงไก่ชนต้องหาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ดี ๆ มีเวลา   เลี้ยงโคก็ต้องใช้ทุนสูงการขนส่งสถานที่เลี้ยงไม่มี  ก็เลยตัดสินใจเลี้ยงหมูเพราะสถานที่อำนวย ใช้พื้นที่น้อย ไม่ต้องดูแลมาก อาหารก็หาตามธรรมชาติ ผัก รำ ปลายข้าว ก็ลงมือทำ ทำโรงเลี้ยง เล็ก ๆ จำนวน 4 คอก ซื้อแม่พันธ์ุตัวเล็ก 1,000 บาท สองตัว  กว่าจะได้ผสม หมูแม่พันธุ์ต้อง 6 เดือนขึ้นไป 120 กก.  หกเดือนกับอาหารตัวละ 2600 คูณ 6 เดือน คูณ 2 ตัว  5200 บาท ค่ายารักษายาบำรุง ค่าฉีดยา  ค่าผสม ประมาณ 7000 บาท  เกือบจะท้อเหมือนกันเพราะอะไรหมู 2 ตัวหมดไปตั้งเยอะ 

    หลังจากผสม หมูตั้งท้องประมาณ 114 วัน หรือ 4 เดือน จึงจะคลอด ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นไปอีก  (ตรงนี้หากคนที่ไม่มีทุนหรือใจที่รักที่จะเลี้ยงคงเลิกไปแล้ว) เมื่อใกล้คลอดก็ต้องฉีดยาบำรุง วัคซีน  เมื่อหมูคลอดก็ต้องหาคนมาทำคลอด ต้องตัดฟันหมู 8 ซี่ บน 2 ข้าง ล้าง 2 ข้าง  ตัดหาง (หากไม่มีความรู้การทำคลอดหมูอาจตายได้)  

   ในความคิดแรกๆ นึกว่าการเลี้ยงหมูน่าจะง่าย ๆ หมู ๆ  เห็นคนเลี้ยงสมัยสัก 30 ปีก่อนบอกต่อกันมาว่าเลี้ยงหมูง่ายมาก หมูๆ  แต่เมื่อได้ลงมือปฎิบัติแล้วมีอะไรมากมายที่มองข้ามไม่ได้  นี่ขนาดเริ่มต้นนะครับ ยังไม่พูดถึงตลาดการซื้อขาย คุณภาพหมู โรคหมู การจัดการโรงเรือน  

   วันที่แม่หมูคลอดจะแสดงอาการกระวนกระวาย กัดคอก หายใจแรง กินอาหารน้อยลง  114 วัน บวกลบ ไม่เกิน 5 วัน  หมูคลอดเวลาไหนต้องคอยช่วยทำคลอด เมื่อหมูคลอด ตัวแรก ตัวที่ 2 ต้องประเกิน 20 นาที ถ้าเกินต้องฉีดยาเร่งคลอด เพราะลูกหมูอาจตายได้  คลอดออกมาต้องกระตุ้นการหายใจ ใช้มือกดหน้าอกหมู และจับหัวห้อยเช็ดของเสียงออกจากปาก เช็ดตัว ตัดฟันบนล่าง ผูกสะดือ ประมาณ 2 นิ้ว ตัดสะดือ ตัดหาง และจุ่มหางและสะดือด้วยทิงเจอร์ ทำอย่างนี้ตัวตัวแล้วปล่อยไว้ในที่ที่เตรียมไว้ หากเป็นหน้าหนาวต้องใส่ไฟกกลูกหมูให้อุ่น ไว้รอคลอดให้ครบ แล้วค่อยให้กินนมแม่พร้อมกัน หรือไม่ก็บีมนมแม่หมูไว้ใส่ไซริ้ง แล้วนำมาป้อนลูกหมูทุกตัวเพื่อกระตุ้นให้เขากินนม ช่วงนี้ต้องกินนมแม่ตลอด    จัดการกับลูกเสร็จก็ต้องรอให้แม่คลอดรกออกมา และก็ฉีดยาแก้อักเสบและก็ฉีดยาบำรุง  ใช้เวลาทำคลอดประมาณ 4- 5 ชั่วโมงแล้วแต่แม่หมูคลอดยากง่าย    

      การจัดการช่วงนี้ต้องระวัง  ไม่ให้แม่นอนทับลูกตาย หรือแม่หมูมีน้ำนมให้ลูกกินหรือไม่ หากไม่มีต้องซื้อนมเลี้ยงสัตว์มาชงให้และป้อน  หากฝนตกลมแรงต้องกั้นลมกั้นฝน และมีไฟกก หากหมูเล็กไม่สบายจะดูแลยากเสี่ยงต่อการตายมาก คอยดูแลอย่างดีช่วงนี้ (ถ้าเป็นฟาร์มใหญ่คงไม่มีปัญหา) หากเราเลี้ยงอย่างผมเลี้ยงไม่เยอะก็ต้องดูและดีหน่อย   หลังจากนั้น 3 - 4 วันก็ฉีดธาตุเหล็กให้ลูกหมูตัวละ 1 - 2 ซีซี  จะฉีดตรงกล้ามเนื้อคอ หรือกล้ามเนื้อต้ขาหลังด้านในก็ได้  (ผมฉีดต้นขา) และอีกประมาณ 20 วันก็ทำการตอนหมูตัวผู้ หากไม่ต้องการเก็บเป็นพ่อพันธุ์ ส่วนมากก็จะทำหมูขุน  หากไม่ตอนตัวผู้จะมีกลิ่นฉุนเวลาเขาเอาไปชำแหละ  

   การตอนหมูก็จับขาหลังให้หมูห้อยหัวลงหันหน้าเข้าหาตัวเราเอง (ต้องทำ 2 คน) หากทำคนเดียวก็ต้องเหยียบหน้าอกหมูไว้ แล้วผ่าจะผ่าแผลเดียวหรือสองแผลก็ได้ แต่แผลเดียวหายเร็วกว่า 2  เปิดแผลดึงอัณฑะออกมาและก็ตัดสายหรือไม่ก็ดึงให้ขาดเลย  แล้วราดด้วยทิงเจอร์และก็ปล่อย หรือจะฉีดยาแก้อักเสษด้วยก็ไม่ (ผมไม่ค่อยฉีด)   หาอาหารเลียราง ให้ลูกหมูได้หัดกินไปด้วย ประมาณ 28 วัน ก็อย่าแม่ เตรียมเอาลงคอกขุน  การเตรียมคอกขุนก็สำคัญ ต้องทำความสะอาดโดยล้างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ โรยด้วยปูนขาวทิ้งไว้ประมาณ 4 - 7 วัน ก่อนย้ายหมูลง คอกขุนต้องกว้างอสมควร 10 ตัวต้องกว้าง 4 คูณ 5 เมตร เมื่อหมูโตขึ้นจะไม่ได้แออัด ทำอ่างน้ำด้านหลังให้หมูนอน เพราะหมูขี้ร้อนชอบนอนเล่นน้ำ    เมื่อลงคอกขุนก็ให้อาหารตลอดเวลา หมูเล็กต้องกระตุ้นให้กินเยอะๆ เพื่อสร้างโครงสร้างไว้   หากหมูไม่มีอาการเจ็บป่วยก็โชคดีไป หมูได้ 45 วันก็ฉีดวัคซีนอหิวาห์ วัคซีนพื้นฐาน  ปากเท้าเปื่อย (หากไม่มีโรคในพื้นที่ก็ไม่ฉีด)  และฉีดยาถ่ายพยาธิ  อีก 10 วัน ฉีดยาบำรุง  ก็เลี้ยงตามอาหารแต่ละเบอร์  ต้นทุนหมู 1 ตัวประมาณ 3200 -3500 บาท แต่หากอาหารหมูแพงอย่างปัจจุบัน ต้นทุนก็มากขึ้น 3700 - 4000 ยังไม่ติดค่าแรง ค่าไฟ ค่าน้ำ  ดังนั้นหากราคาหมูซื้ออยู่ที่ 60 บาทคนเลี้ยงอยู่ได้ แต่ตอนนี้ราคาจับอยู่ที่ 48 - 50 ทำให้คนเลี้ยงขาดทุนเลิกเลี้ยงไปมาก (ผมจึงหาสูตรอาหารให้หมูกินเพื่อลดต้นทุน) 

     เลี้ยงหมูจึงไม่หมูอย่างที่คิด  หลังจากการจัดการในฟาร์มเสร็จแล้ว (ยังมีเรื่องตลาดอีกตอนต่อไป)