ตอนเด็กๆ และแม้กระทั่งจนทำงานแล้ว

เรามักจะได้ฟังคำพูดว่า... ทำอะไรอย่าใช้อารมณ์ ต้องมีเหตุผลนะ เป็นคนเจ้าอารมณ์ไม่ดีหรอก...ฯลฯ

 

สรุปว่า...การ "ใช้อารมณ์" นั้น ไม่ดี ไม่ควรทำ

 

พระ สงฆ์ครูบาอาจารย์ท่านมักสอนให้มี "สติ" เป็นตัวกำกับทุกการคิด พูด ทำ การรู้เท่าทันตัวเอง ส่งผลให้เรามีปัญญาที่ถูกต้องตรงธรรม มีดวงตา "เห็นตามจริง" ซึ่งทำให้เราเบื่อหน่ายคลายจางและเห็นโทษภัย "การเกิด" ในวัฏฏะอันยาวนานและวกวนนี้ในที่สุด

 

อย่างไรก็ตามเราคงต้องยอมรับว่า อารมณ์เป็นส่วนหนึ่งของ "ปุถุชน" ที่ยังวนเวียนหาที่ทางของตนในสังสารวัฏนี้ ปุถุชนย่อมถูกพัดพาชักนำไปด้วยอารมณ์ต่างๆ ทั้งชอบ ไม่ชอบ รัก โกรธ หลง ชิงชัง...

เพียงแต่ให้รู้ว่า อารมณ์ใดเป็น "เจ้าเรือน" ชีวิตเราในแต่ละขณะนั้น

 

ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ทางจิตหลายสำนัก ให้ความสำคัญกับการหล่อเลี้ยงบ่มเพาะ "อารมณ์" และจากงานวิจัยต่างๆ ยังระบุว่า อารมณ์ที่ควรบ่มเพาะให้เติบโตมีกำลัง...คือ "อารมณ์ทางบวก" เพราะอารมณ์บวกจะส่งผลเกิดความคิดทางบวก ซึ่งมักจะเป็นความคิดดีๆทั้งต่อตนเองและผู้อื่น

 

อารมณ์ต่างๆ ก็คล้ายอาหารที่เรา "เสพ" ทุกวัน

อารมณ์นั้นส่งผลต่อนิสัย...และนิสัยต่างๆ ที่เราสะสมไว้ จะกลายเป็น "บุคลิกภาพ" ของเรา

 

นิสัย หงุดหงิดง่าย อารมณ์เหวี่ยงวีน พูดคำร้ายๆ หยาบคายตามอารมณ์ไม่ดีโดยไม่ไตร่ตรองก่อน...ฯลฯ หากเรายอมให้เกิดบ่อยๆ แล้วยังยอมรับ ทำซ้ำๆ โดยไม่รู้สึกผิด ก็คล้ายการให้ "อาหาร" จนมันเติบโตอ้วนพี..

สังเกตได้ง่ายๆว่า การพูดคำหยาบ คำสบถด่า การพูดโดยไม่คิดถึงความรู้สึกของผู้ฟัง ...ฯลฯ ยิ่งเราทำบ่อยเพียงใด ก็จะยิ่งทำได้ง่ายได้เร็วโดยไม่รู้สึกผิดมากขึ้นเท่านั้น จนกลายเป็นความเคยชินและเป็นบุคลิกภาพของเราไปในที่สุด

 

ดังนั้น...หากเกิดอารมณ์ไม่ดีเหล่านี้ ควรรีบ "งดอาหาร" มันเสีย

ด้วยการไม่พูดไม่ทำเช่นนั้นซ้ำ พิจารณาให้เห็นโทษว่าทำเช่นนั้นแล้วจะเกิดผลเสียอย่างไร

เราจะค่อยๆ ถอยห่างออกมา และอารมณ์/นิสัยไม่ดีนั้นก็จะ "ฝ่อ/แคระแกร็น" ไปในที่สุด

 

ความจริงแล้วพระุพุทธองค์ทรงสอนให้เราเข้าใจถึง "เหตุปัจจัย" ต่างๆ โดยการพิจารณาอย่างแยบคาย ด้วยวิธีการต่างๆ มากว่า 2,500 ปีแล้ว ทั้งยังได้สอนแสดง "ทางสายเอก" ที่มุ่งตรงสู่การพ้นทุกข์โทษภัยจากวัฏสังสารนี้ไว้อย่างชัดแจ้ง แต่คนจำนวนมากก็ยังคงเตาะแตะคลำทาง...อยู่เช่นนั้น

 

คิดอีกที...

 แม้ว่าการทำให้อารมณ์ไม่ดีนั้นไม่มีโอกาสเติบโต อาจจะไม่ใช่วิธีการที่ยั่งยืน แต่ก็เป็น "วิถี" หนึ่ง ซึ่งเมื่อเดินตามไปแล้ว ก็อาจไปถึง "จุดหมาย" ที่แท้จริง ดังที่พระพุทธศาสนาได้สอนไว้ได้เหมือนกัน และที่สุดแล้วฉันก็คาดหวังว่าจะไม่ต้องอาศัย "วิถี" นั้นอีกต่อไป


 


เหมือนที่ผู้ใหญ่สมัยก่อนพูดเล่นๆให้ฟังว่า...

ทางน่ะมีไว้เดิน ถึงเมื่อไหร่ก็ต้องหยุด จะเดินไปเดินมาอยู่ทำไมกันเล่า...

(◠‿◠✿)❤•♥