หน้านี้เป็นฤดูทำนาและเพาะปลูก มองไปทางไหนก็จะเห็นสีเขียวอ่อนของต้นกล้าและต้นไม้แตกยอดผลิใบ รอบบ้านผมที่บ้านห้วยส้ม สันป่าตอง เชียงใหม่ ก็เช่นกัน เต็มไปด้วยสีสันของชีวิตและความงอกงาม ชาวนาไขน้ำเข้านาชุ่มฉ่ำ กล้าที่เตรียมปักดำพลิ้วตามลมเหมือนพรมผืนใหญ่


ทุกวัน ตากับชาวบ้านวัยลูกหลานข้างบ้าน พากันแบกจอบเสียมออกมาทำนา ตาอยู่ในวัยสัก ๗๐-๘๐ ปีแล้ว แกมีลูกหลานเหมือนกัน แต่ลูกหลานไปทำงานอย่างอื่น แกเลยอยู่และทำนาคนเดียว แกเดินหลังงุ้มน้อยๆแล้ว แต่เสียงฟันจอบและการทำงานในท้องนา บ่งบอกว่าร่างกายของแกยังคงแข็งแรงมาก  

คันนาวางตัวเหมือนเส้นนำสายตา เชื่อมโยงองค์ประกอบต่างๆเข้าด้วยกันจนเหมือนเป็นงานศิลปะมีชีวิต ประสานสอดคล้อง กลมกลืน งดงาม ตกกลางคืน เสียงกบเขียดก็ร้องระงมทั้งคืน นานๆก็จะมีเสียงนกกวักและนกกระปูดร้องรับกันเป็นทอดๆ ตบจังหวะและให้โทนเสียงทุ้มกว้างเหมือนเป็นลูกส่งและลูกขัด ขับเสียงเขียด หรีดหริ่งเรไร และคางคก ที่เสียงแหลมเล็กและใสอย่างกับเสียงระนาดรางแก้วและกรับพวง ให้ยิ่งมีมิติลึก เกรียวกราว อลังการ


บางวันก็จะมีชาวบ้านเดินถืออุปกรณ์หากินตามแหล่งน้ำขังในนาข้าว ลักษณะสานไม้ไผ่เป็นตะแกรงเส้นเล็กๆ ทรงเหมือนบุ้งกี๋ มีด้ามยาว ใช้หาลูกฮวกหรือลูกกบเขียดและอึ่งที่ยังอยู่ในน้ำ แต่วันนี้ ชาวบ้านพากันมาเป็นกลุ่ม ๕-๖ คน เสียงพูดคุยครึกครื้นสนุกสนาน เดินไปด้วยกัน บางครั้งก็ดาหน้าเต็มผืนนาและเดินจากด้านหนึ่งไปยังอีกฟากหนึ่ง 

บางครั้งก็กระจายกันเดินจากคันนารอบผืนนาแต่ละแปลง แล้วก็เดินดาหน้า พร้อมกับต่างช้อนลูกฮวกพุ่งเป็นแนวเข้าหากัน กระทั่งไปบรรจบกันตรงกลางผืนนา เป็นการล้อมและช่วยกันต้อนลูกฮวกกับกุ้งหอยปูปลา ไปทีละแปลงๆนั่นเอง


ภาพกลุ่มชาวนาหาลูกฮวกและทำนา ที่อยู่เบื้องหน้า เป็นกระบวนการชุมชนที่มีชีวิตและเป็นอีกมิติหนึ่งของการสร้างความเป็นจริงของสังคมบนวิถีการดำเนินชีวิต ซึ่งมีความหมายและมีคุณค่ามากในหลายมิติ ทั้งต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านและต่อความเป็นสุขภาวะส่วนรวมของสังคม ในเงื่อนไขแวดล้อมที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา 

มองในแง่การจัดองค์กรเพื่อใช้วัฒนธรรมการทำงานร่วมกันในชีวิตจริงของชาวบ้าน มาใช้บริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วม (Participatory Management) ภายใต้สถานการณ์จำเพาะบางอย่างเพื่อบรรลุจุดหมายที่พึงประสงค์ร่วมกัน ทั้งระดับความเป็นส่วนรวมและระดับส่วนบุคคลซึ่งแต่ละคนจะมีรายละเอียดของสิ่งที่ต้องการไม่เหมือนกันแล้ว ทุกคนต่างก็มีบทบาทเป็นสมาชิกของชุมชนและองค์กรที่มีชีวิต ต้องใช้ทักษะการทำงานเป็นทีมและการมีภาวะผู้นำเป็นกลุ่ม (Team Practice and Collective Leadership) บรรยากาศของการรวบรวมข้อมูล สร้างวาระการคิดและตัดสินใจร่วมกัน เป็นบรรยากาศของการพูดคุยสนทนาและคิดบนจังหวะความเป็นกลุ่ม มากกว่าจะมีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้นำและต้องคอยออกคำสั่งให้คนอื่นทำตามอยู่ตลอดเวลา ด้วยวิธีการอย่างนี้ การหาอาหารและการทำอยู่ทำกิน ก็สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกินกว่าจะสามารถทำลำพังคนเดียวได้


ในแง่ที่เป็นหน่วยชีวิตและหน่วยของการสื่อสารเรียนรู้ระดับชุมชนนั้น วิถีชีวิตของชาวบ้านอย่างนี้ ก็ต้องจัดว่ามีบทบาทมากต่อการได้สื่อสารและสร้างการไหลเวียนของเรื่องราวต่างๆในชีวิตผ่านการปฏิสัมพันธ์กันบนความเป็นชุมชน ได้พูดคุยกันเรื่องการทำมาหากิน การบอกกล่าวถึงงานวัด งานบุญ และความเคลื่อนไหวต่างๆที่มีในชุมชน เป็นการสื่อสารและร่วมกันสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ออกมาจากชีวิตจิตใจ มีลักษณะผสมผสาน ครบถ้วนทุกมิติความเป็นชีวิต ทั้งสารทุกข์สุกดิบ การสร้างความบันเทิงเริงรมย์ มีความเท่าเทียมและปฏิสัมพันธ์กันแบบ ๒ ทาง ให้สัมผัสที่เข้มข้นครบถ้วนทั้ง ๖ ช่องทางการรับรู้และสื่อสาร อันได้แก่ หู ตา จมูก ปาก ผิวสัมผัส และกระบวนการในความคิดจิตใจ มุ่งสนองตอบต่อความจำเป็นสำหรับการอยู่ร่วมกันและการได้พัฒนาชีวิตตนเองให้งอกงามอย่างสั่งสมของวิถีชาวบ้าน


ในอดีต ในยุคที่สังคมโลกแบ่งขั้วอำนาจกันเป็นลัทธิการเมืองที่แตกต่าง และมุ่งใช้อำนาจทำสงครามการต่อสู้กันนั้น ความยากจนข้นแค้น การมีช่องว่างและความเหลื่อมล้ำทางสังคม ทำอยู่ทำกินไม่มีความสุข ขาดโอกาสพัฒนาชีวิตและไม่มีเสรีภาพเข้าถึงความหมายของชีวิตตามอุดมคติและความเชื่อความศรัทธา เหล่านี้ มักจะถูกสร้างให้เป็นเงื่อนไขในการทำลายความมั่นคงของรัฐบาล และใช้เป็นสิ่งอ้างอิงเชิงประจักษ์เพื่อสร้างให้เป็นเงื่อนไขในการปลุกระดมมวลชน ทำให้เกิดการใช้ความรุนแรงและมีวิธีการรักษาความมั่นคงด้วยอาวุธ ที่กลับยิ่งเพิ่มความไม่มั่นคงและบั่นทอนสวัสดิภาพมนุษย์ของสังคมส่วนรวมมากยิ่งขึ้น

หลายประเทศต้องแข่งกันทุ่มงบประมาณและทรัพยากรเพื่อครอบครองเครื่องมือสำหรับการใช้อำนาจความรุนแรงเพื่อสร้างความมั่นคง เป็นต้นว่า ขีปนาวุธ เทคโนโลยี และกำลังคน ภายใต้เหตุผลของการสร้างความมั่นคงในแนวทางแบบเก่า โดยภายในสังคมที่เฝ้ารักษาให้มั่นคงในแนวทางแบบนี้นั้น มีอยู่ไม่น้อยที่ประชาชนและผู้คนที่อยู่อาศัยก็กลับต้องอยู่ในสภาพอดอยาก เด็กและเยาวชนไร้โอกาสทางการศึกษา สุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้คนไม่ดี ไม่มีความมั่นคงและไม่มีความฝันที่ดีทั้งเพื่อตนเองและส่วนรวม จึงอยู่ในสภาพสังคมที่มีภาวะพร้อมจะร่วมกันสร้างความไม่มั่นคง ทั้งต่อตนเองและในสภาพที่ต้องมุ่งคุกคามผู้อื่นได้อยู่ตลอดเวลา เหล่านี้เป็นต้น

ในแง่นี้ การสร้างสังคมที่ชุมชนและชาวบ้านสามารถทำอยู่ทำกิน อย่างที่เห็นในภาพนี้ จึงทำให้หมดเงื่อนไขของการต่อสู้ช่วงชิงมวลชนกัน ส่งผลทางอ้อมต่อการมีเสถียรภาพและความมั่นคงของรัฐบาล ตลอดจนก่อให้เกิดความมั่นคงของสังคมโดยรวม อาหาร แหล่งทรัพยากร และความสามารถทำอยู่ทำกินแบบพอเพียง จึงนับว่าเป็นมิติความมั่นคงในอีกความหมายหนึ่ง

หากรัฐบาล กลไกทางอำนาจ รวมทั้งธุรกิจและอุตสาหกรรมของเอกชนที่ถูกต่อต้านมากยิ่งๆขึ้นในสภาวะแวดล้อมของโลกปัจจุบัน เห็นมิติความเชื่อมโยงกันนี้ ก็จะสามารถเห็นมิติใหม่ของความมั่นคง ที่อยู่ในรูปของพลังอำนาจที่ไม่ได้อยู่ในการใช้ความรุนแรงและไม่ได้เกิดจากเครื่องมือหรือใช้อาวุธเป็นอำนาจ แต่อยู่ในเครื่องมือและพลังอำนาจในเชิงวัฒนธรรม เช่น แหล่งอาหารชุมชน การทำอยู่ทำกิน ความสามารถดำเนินชีวิตและทำมาหากินร่วมกันของชาวบ้าน ตลอดจนการมีสุขภาวะอยู่ในชุมชนระดับต่างๆ ซึ่งก็จะทำให้การทำงานเพื่อความมั่นคงกับการทำงานเชิงสังคม สามารถสนับสนุนและส่งเสริมกัน บนแนวคิดและแนวการทำงานที่สามารถหลีกเลี่ยงความรุนแรง อีกทั้งทำให้คนส่วนใหญ่และคนไร้โอกาส สามารถมีความสุขบนการดำเนินชีวิตและการอยู่กับวิถีทำมาหากินมากขึ้น ไม่ต้องได้ไปประท้วง ไม่ต้องยากแค้น เจ็บแค้น ห้ำหั่นและเป็นภัยต่อความมั่นคงของกันและกัน หรืออย่างน้อย ก็ไม่แผ่ขยายให้เกิดสถานการณ์ความรุนแรงดังที่ควรจะเป็นเหมือนกับหลายแห่งของโลก เพราะเหตุปัจจัยและภาวะกดดันไม่แรงพอที่จะทำให้ต้องยอมแลกกับความสงบสุขและความสามารถทำอยู่ทำกินในชุมชนและถิ่นอาศัย ที่มีและเข้าถึงได้ด้วยตนเองอยู่ในวิถีดำเนินชีวิต


ในอีกแง่หนึ่ง กระบวนการชุมชนที่เกิดขึ้นอย่างนี้ เครือข่ายชุมชน และการรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนของชาวบ้านหลายคนจากหลายแหล่งที่กระจายครัวเรือนอยู่ในชุมชน ก็ทำให้มีการสื่อสาร บอกกล่าว ถ่ายทอดเรื่องราวและทำให้ได้รู้ความเป็นปัจจุบันของชุมชนอยู่ตลอดเวลา ทำให้เป็นเครือข่ายสังคม สามารถพึ่งพิงและดูแลซึ่งกันและกัน

เหมือนรั้วรอบขอบเขตที่มองไม่เห็น ที่ก่อให้เกิดหลักประกันและความมีสวัสดิภาพชุมชน ที่อยู่บนการสร้างสุขภาวะวิถีชีวิต นับว่าเป็นความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินในชุมชน ที่สร้างขึ้นโดยชุมชนและเพื่อชุมชน ที่มั่นคงยั่งยืนอยู่ในวิถีชีวิตมากเป็นอย่างยิ่งอีกด้วย