
จะเห็นได้ว่าในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรงตราพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองสงฆ์ ร.ศ.๑๒๑ ในปี พ.ศ. ๒๔๔๕เหตุผลสำคัญในการประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณะคณะสงฆ์ ก็เพื่อให้พระสงฆ์ในต่างจังหวัดช่วยจัดการศึกษาของชาติตามโครงการปฏิรูปการศึกษาให้ทันสมัย และสอดคล้องกับขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ในด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึง ส่งผลต่อสถาบันพระสงฆ์ที่อยู่ตามชุมชนต่างๆ เป็นหล่อหลอมอบรมขัดเกลาพฤติกรรมของประชาชนโดยยึดหลักพื้นฐานทางศาสนา จึงทำให้พระสงฆ์ได้เข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนโดยอาศัย “วัด” เป็นศูนย์ กลางในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ
ตั้งแต่ในอดีตบทบาทพระสงฆ์ในฐานะผู้นำทางศาสนาที่เป็นศูนย์กลางในการหล่อหลอมจิตใจ ความคิดและปัญญารวมทั้งยังมีการนำหลักธรรมคำสอนไปประยุกต์ใช้ในเรื่องการบริหารจัดการ การปกครอง พระสงฆ์จึงเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสังคมตลอดเวลาในเรื่องการเผยแพร่หลักธรรมคำสอนและการนำหลักธรรมคำสอนไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสังคมและชุมชนในท้องถิ่นตน
ในงานประชุมสัมมนาพระสังฆาธิการระดับเจ้าอาวาสของคณะสงฆ์จังหวัดเชียงรายพระธรรมราชานุวัตรเจ้าคณะภาค๖จังหวัดเชียงรายได้บรรยายด้วยว่า ด้วยบทบาทภารกิจของวัดและพระสงฆ์ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕o๕ และพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่๒)ในการปฏิบัติงานตามตามภารกิจทั้ง ๖ ด้านคือ ด้านการปกครอง ด้านศาสนศึกษา ด้านศึกษาสงเคราะห์ ด้านการเผยแผ่ ด้านสาธารณสงเคราะห์ และด้านสาธารณูปการ ถ้าดูในงานด้านสงฆ์แล้วงานภารกิจเผยแผ่จะอยู่อันดับแรก ต่อมาคือ งานด้านการปกครองแต่ด้วยภารกิจ ๖ ด้านทั้งหมดเป็นงานด้านการปกครองของคณะสงฆ์ทั้งสิ้น
ในเรื่องของการปกครองตามแนวคิดของอริสโตเติ้ลการปกครองที่ดีที่สุดคือการไม่มีการปกครอง เหมือนการสร้างอาคารที่ต้องมีการสร้างพื้น ในเรื่องนี้ก็เหมือนการปรับใจให้สะอาดอยู่ในระเบียบวินัยและข้อปฎิบัติที่ต้องอยู่ในกรอบ แต่ต้องอยู่ในกรอบที่ดีงาม เพราะฉะนั้นไม่ว่าพระสงฆ์ในระดับพระสังฆาธิการหรือว่าระดับใดต้องประพฤติปฎิบัติตัวอยู่ในกรอบ ของคุณงามความดี ไม่ใช่ในกรอบที่แขวนคอ แต่ต้องแขวนไว้ที่ใจให้คนทั่วไปเลื่อมใสศรัทธาตามหลักพระพุทธพนจ์ขององค์สมเด็จสัมมาพระพุทธเจ้าว่า
ปญฺญวา พุทฺธิสมฺปนฺโน วิธานวิธิโกวิโท
กาลญฺญู สมยญฺญู จ ส ราชวสตึ วเสฯ
แปลความว่า นักปกครอง ต้องมีปัญญา มีจิตสำนึกสมบูรณ์ ฉลาดในการจัดกร วิธีทำงาน รู้จักกาลเวลา และมัยนิยม ผู้ประพฤติได้เช่นนั้น จึงสมควรอยู่ ในวงราชการสรุปความว่า นักปกครองที่ดี ต้องมีคุณสมบัติ ๕ ประการ คือ
๑.มีความรู้ มีสติปัญญา
๒.มีหูตากว้างไกล มีนิสัยทัศน์ไม่คับแคบ
๓.มีความคิด มีความไม่ประมาท
๔.มีความรอบคอบ มีความไม่ประมาท
๕.มีความรับผิดชอบ มีความเอาใจใส่ ไม่ดูดาย ไม่ทอดทิ้ง
อตฺตานํ นาติวตฺเตยฺย อธมฺมํ น สมาจเร
อติตฺเถ นปฺปตาเรยฺย อนตฺเถ น ยุโต สิยาฯ
แปลความว่า นักปกครองต้องไม่ลืมตัว
อย่ามัวประพฤติไมเป็นธรรม
อย่าถลำไปในที่ไม่เป็นท่า
อย่าใฝ่หาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ฯ
๒.หลัก
๒.๑หลักสำหรับ “ปก”
มีพรหมวิหาร คือ ธรรมประจำในของผู้ประเสริฐ คือ ผู้มีจิตใจยิ่งใหญ่ กว้างขวาง ดุจพรหม ๔ ประการ คือ
๑.เมตตา ความรัก คือ ความปรารถนา มีไมตรีจิต ต้องการช่วยเหลือในทุกคน ได้ประโยชน์และความสุข
๒.กรุณา ความสงสาร คือ อยากช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ ใฝ่ใจที่จะปลดเปลื้องบำบัดความทุกข์ยาก เดือดร้อนของคนและสัตว์ทั้งปวง
๓.มุทิตา เบิกบาน คือ พลอยยินดี เมือเห็นผู้อื่น อยู่ดี มีสุข มีใจแช่มชื่นเบิกบาน เมื่อเห็นเขาทำความดีงาม ประสบความสำเร็จ ก้าวหน้า