วิธีพัฒนาทักษะการพูดในที่ชุมชน ถ่ายทอดจากชีวิตจริงๆ ของคนเขียน
ตอนนี้ผมกำลังรวบรวมข้อมูลเรื่องพัฒนาการพูดจากประสบการณ์ตรงของตัวเองลงใน Blogs ส่วนตัวไปพร้อมกันด้วยกับ Facebook น่ะครับ เพื่อหวังจะให้เป็นประโยชน์ต่อมิตรสหายบ้าง ไม่มากก็น้อย ในโทษฐานที่เรารู้จักกันครับ
มาถึงประเด็นที่สองที่ผมอยากจะแชร์ท่านตรงนี้คือถ้าเราจะสนทนากับคน ท่านว่าผู้ฟังหรือผู้รับสาร เขาคิดตามท่านไปเป็นตัวอักษรวิ่งทีละประโยคเหมือนกับเวลาเราดูหนัง Sound track หรือว่าเขาคิดเป็นภาพซ้อนๆกันเป็นเรื่องราว ตัวอย่างเช่น ถ้าผมเอ่ยคำว่า “มะนาว” ตอนนี้ในความคิดของท่านทั้งหลายจะมีตัวอักษรวิ่ง “มะนาว” ขึ้นมาหรือท่านจะระลึกผลไม้ลูกกลมๆ ที่มีรสเปรี้ยวจี๊ด พร้อมกันนั้นท่านก็มีน้ำลายไหลและมีอาการเสียวฟันตามมาติดๆ เป็นอย่างหลังถูกต้องใช่ไหมครับ?
คนเราคิดเป็นภาพความครับ เวลาเราฟังคนอื่นพูดเราจะมองเห็นภาพหลายภาพสลับกันไปมาและรวดเร็ว เหมือนลิงกระโดดจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปสู่อีกต้นหนึ่ง และสิ่งที่พ่วงลิงไปด้วยเสมอคืออารมณ์ความรู้สึกของคนครับ..
ดังนั้น ภาพและความรู้สึก สองคำนี้จึงสำคัญมากๆ สำหรับผู้รับสาร นักพูดที่ดีจะต้องใช้คำพูดที่ทำให้เกิดภาพที่ชัดเจนแก่ผู้ฟัง ไม่ทำให้ผู้ฟังต้องเปลี่ยนภาพในหัวคิดของเขาเร็วหรือช้าเกินไปและคำถามที่จะต้องถามตัวเองคือ
คนเราคิดเป็นภาพความครับ เวลาเราฟังคนอื่นพูดเราจะมองเห็นภาพหลายภาพสลับกันไปมาและรวดเร็ว เหมือนลิงกระโดดจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปสู่อีกต้นหนึ่ง และสิ่งที่พ่วงลิงไปด้วยเสมอคืออารมณ์ความรู้สึกของคนครับ..
ดังนั้น ภาพและความรู้สึก สองคำนี้จึงสำคัญมากๆ สำหรับผู้รับสาร นักพูดที่ดีจะต้องใช้คำพูดที่ทำให้เกิดภาพที่ชัดเจนแก่ผู้ฟัง ไม่ทำให้ผู้ฟังต้องเปลี่ยนภาพในหัวคิดของเขาเร็วหรือช้าเกินไปและคำถามที่จะต้องถามตัวเองคือ
ในขณะนี้ผู้ฟังของเราเขากำลังคิดถึงอะไร ถ้าขนาดเราฟังตัวเองพูดแล้วภาพที่เกิดในหัวของเรายังไม่ชัด สับสนอยู่ต้องฝึกเรียบเรียงใหม่และค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องนั้นๆ ให้เราช่ำชองกว่าเดิม สิ่งที่เรานำเสนอต่อเขาจึงจะเกิดเป็นภาพที่ชัดเจน
อีกประการหนึ่งนอกจากภาพจะต้องชัดแล้ว สิ่งที่จะต้องมาประกอบกันเสมอๆ คือ "ความรู้สึกของคนฟัง" ครับ เนื่องจากมนุษย์มักจะพ่วง Tattoo Color หรือ ศักดิ์ศรี ไปไหนมาไหนด้วยเป็นนิจศีล ดังนั้น น้ำเสียงและสรรพนามที่ให้เกียรติจึงต้องตามประกบภาพที่ชัดเจนเสมอๆ ตัวอย่างที่เจอในชีวิตจริงๆ คือ ผมไปเรียนเนติบัณฑิตไทย ท่านอาจารย์ผมทั้งหลายส่วนมากก็เป็นผู้พิพากษาผู้ใหญ่ระดับ ประธานศาลฎีกา รองหรือระดับหัวหน้าคณะในศาลสูงต่างๆ แหละครับ เรียกว่าเวลามีคดีดังๆ จะเห็นท่านเหล่านี้เรียงแถวเป็นองค์คณะตัดสินออกโทรทัศน์หล่ะครับ
เวลาท่านเหล่านี้บรรยายกฎหมาย ท่านใช้สรรพนามแทนเหล่านักศึกษาหน้าละอ่อนอย่างพวกผมว่า "ท่านนักศึกษาครับ" ผมก็เลยเอามาปรับใช้บ้างครับ เวลามีโอกาสบรรยายหรือพูดในที่ชุมชน ผมจะใช้สรรนามเรียกผู้ฟังว่า "ท่านครับ" "พี่ๆครับ" แทนคำว่า "คุณ" เพราะมันฟังดูแข็งไปครับ คำพูดอื่นๆก็สำคัญครับเช่น "ขอความกรุณาด้วยครับ" "ขอบคุณครับ" "ประทานโทษครับ" เป็นต้น เพราะถ้าเราทำให้ผู้ฟังรู้สึกดีมากเท่าไหร่ เขาจะเปิดใจรับข้อมูลของเรามากเท่านั้น ผู้ฟังเขาไม่สนใจหรอกครับว่าผู้พูดจะเก่งมาจากไหน แต่เขาจะสนใจว่า เราทำให้เขารู้สึกดีและแคร์เขามากขนาดไหนต่างหาก...
อีกประการหนึ่งนอกจากภาพจะต้องชัดแล้ว สิ่งที่จะต้องมาประกอบกันเสมอๆ คือ "ความรู้สึกของคนฟัง" ครับ เนื่องจากมนุษย์มักจะพ่วง Tattoo Color หรือ ศักดิ์ศรี ไปไหนมาไหนด้วยเป็นนิจศีล ดังนั้น น้ำเสียงและสรรพนามที่ให้เกียรติจึงต้องตามประกบภาพที่ชัดเจนเสมอๆ ตัวอย่างที่เจอในชีวิตจริงๆ คือ ผมไปเรียนเนติบัณฑิตไทย ท่านอาจารย์ผมทั้งหลายส่วนมากก็เป็นผู้พิพากษาผู้ใหญ่ระดับ ประธานศาลฎีกา รองหรือระดับหัวหน้าคณะในศาลสูงต่างๆ แหละครับ เรียกว่าเวลามีคดีดังๆ จะเห็นท่านเหล่านี้เรียงแถวเป็นองค์คณะตัดสินออกโทรทัศน์หล่ะครับ
เวลาท่านเหล่านี้บรรยายกฎหมาย ท่านใช้สรรพนามแทนเหล่านักศึกษาหน้าละอ่อนอย่างพวกผมว่า "ท่านนักศึกษาครับ" ผมก็เลยเอามาปรับใช้บ้างครับ เวลามีโอกาสบรรยายหรือพูดในที่ชุมชน ผมจะใช้สรรนามเรียกผู้ฟังว่า "ท่านครับ" "พี่ๆครับ" แทนคำว่า "คุณ" เพราะมันฟังดูแข็งไปครับ คำพูดอื่นๆก็สำคัญครับเช่น "ขอความกรุณาด้วยครับ" "ขอบคุณครับ" "ประทานโทษครับ" เป็นต้น เพราะถ้าเราทำให้ผู้ฟังรู้สึกดีมากเท่าไหร่ เขาจะเปิดใจรับข้อมูลของเรามากเท่านั้น ผู้ฟังเขาไม่สนใจหรอกครับว่าผู้พูดจะเก่งมาจากไหน แต่เขาจะสนใจว่า เราทำให้เขารู้สึกดีและแคร์เขามากขนาดไหนต่างหาก...
สวัสดีครับ