หลังจากพยายามตีโจทย์ที่อาจารย์จันให้มาในบันทึกนี้ ก็ขอตีความ เขียนออกมาจากใจสบายๆ (ใจนะสบาย แต่ปวดหัวเล็กน้อยค่ะ)
.
โจทย์มีดังนี้

1) ท่านคิดว่าท่านได้รับประโยชน์อะไรบ้างจากการร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ใน GotoKnow
2) ท่านคิดว่าการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การทำงานจะทำให้ยั่งยืนได้อย่างไร
3) และท่านคิดว่า GotoKnow สามารถเป็นเครื่องมืออย่างเป็นทางการในการจัดการความรู้ของหน่วยงานได้หรือไม่
.
ข้าพเจ้าชื่นชม ที่คำถามได้ออกแบบมาอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับ "Simon's golden cycle" ที่การจะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้คน "ซื้อ" อย่างยั่งยืน โดยถอดบทเรียนจากนวัตกรรมของ Apple
- เริ่มต้นด้วย Why คือสิ่งนั้น มี Aim หรือ "จุดมุ่งหมาย" ที่คนกลุ่มเป้าหมายให้คุณค่า  = คำถามข้อ 1
- ตามมาด้วย How คือ Action หรือ "กระบวนการ" ให้เกิดสิ่งนั้นเป็นรูปธรรมจากนามธรรมที่เป็นคำตอบของ why = คำถามข้อ 2
- สุดท้ายจึงเป็น What คือ Assessment หรือ "วิธีประเมิน" ซึ่งจะตอบว่า สิ่งนั้นใช้ได้ไม่ได้ = คำถามข้อ 3
.


Why :

อะไรทำให้ข้าพเจ้าบันทึกใน gotoknow อย่างต่อเนื่องแม้ไม่ได้รับมอบหมาย..
คำตอบ ก็เพราะความ "ไม่ถูกมอบหมาย" แต่ "อยากเขียนด้วยตัวเอง" นั่นแหละ
ทำไมจึงอยากเขียน ?
เพราะข้าพเจ้า "รู้สึกมีคุณค่า" ที่ได้
1. ปะติดปะต่อ เชื่อมโยง จัดเรียงข้อมูลต่างๆ ในสมอง
2. ฝึกวินัยการรับฟังผู้อื่น
3  เยียวยาตัวเอง

1. ความรู้สึกดีจากการให้สมองปั่นป่วน
ท่านเคยสังเกตไหมว่า การที่เราแปรงฟันหลังอาหาร
สิ่งที่เราคิดถึง คือ ความซ่าเย็น ที่ทำให้ "รู้สึก" ปากสะอาดสดชื่น
(แม้ยาสีฟันที่ไม่ซ่าเย็น ก็น่าจะทำให้สะอาด แต่เราไม่ชอบ เพราะ "ไม่รู้สึก")
เช่นเดียวกัน
หลังการเรียนรู้ทั้งจากการเรียน หรือ มีประสบการณ์น่าสนใจ
เดี๋ยวนี้ หากไม่ได้นำมารวบรวมบันทึกลง gotoknow
ข้าพเจ้าจะคิดถึง "ความรู้สึกพิเศษ"
ภายหลังปล่อยให้ข้อมูลมาปั่นป่วนในสมองสักพัก
จนมันเริ่มเชื่อมโยง จับตัวเป็นท่อนๆ
พอจะหยิบจับมาร้อยเรียงเป็นบันทึก

กระซิบว่า อารมณ์นี้จะเกิดตอนเขียนไปเรื่อยๆ แบบไม่มีร่างค่ะ

2. ฝึกวินัยการรับฟังผู้อื่น
โดยพื้นเพข้าพเจ้าเป็นคนไม่มีสมาธิในการรับฟังผู้อื่นนัก
แต่การตั้งกติกากับตัวเองว่า
ต้องตอบความเห็นในบทความเดิมให้หมดก่อน จึงค่อยเริ่มบันทึกใหม่
เป็นการฝึกวินัยให้อ่านทุกความเห็นอย่างพินิจพิเคราะห์
ทั้งนี้ข้าพเจ้ามองว่า blogger ท่านอื่น แม้ไม่มีเวลาเขียนตอบทุกความเห็น
แต่ท่านอ่าน และให้ความสำคัญไม่น้อยกว่ากัน
การฝึกเช่นนี้ สร้างความเปลี่ยนแปลงในตัวข้าพเจ้าไม่รู้ตัว
ว่าตอนนี้สามารถจับประเด็นที่คนอื่นพูดได้มากขึ้น
คำถาม "ขอพูดอีกทีสิค่ะ" ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

3. เยียวยาตนเอง
การทำงานกับคนเจ็บไข้ได้ป่วย
หลายครั้งที่มี "บาดแผล" ที่เกิดจากสงครามย่อยๆ ในใจ
ระหว่าง "ความถูกต้อง" กับ "ความถูกใจ"
เป็นบาดแผล ที่ต้องกดทับเอาไว้
เมื่อถึงเวลามาประชุมกัน ต่างคนต่างทนเจ็บ
ยิ่งถ้าแม่ทัพไม่ใส่ใจ สั่งลุยหน้าอย่างเดียว
ความเจ็บปวดยิ่งทับทวี
หลายครั้ง ข้าพเจ้ารู้สึกต้องการเยียวยาบาดแผลตัวเอง
..ก่อนจะไปเยียวยาคนอื่นได้

กัลยาณมิตร แห่งนี้ได้ช่วยเปิดแผล แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด
เปิด..ให้ข้าพเจ้ามีพื้นที่ได้เล่าเรื่องในแบบที่เล่าให้คนคุ้นเคย
เล่าตามจริง แม้ทำให้ตัวเองดูไม่สมบูรณ์แบบ
เล่าตามจริง โดยไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพล
ล้างด้วยน้ำสะอาด..การรับฟังคือวิธี "ล้างใจ"
น้ำสะอาด คือท่าทีของผู้ฟังที่เป็นกลาง
ไม่ตัดสิน ไม่สั่งสอน ไม่ใส่ไฟ

4. ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า "ทำเพื่อตัวเอง"
ข้อนี้ข้าพเจ้าลืมใส่อย่างไม่น่าอภัย
3 ข้อแรก ทำให้เห็นตัวเองว่ายังมีความเป็นปัจเจกเหนียวแน่น
ทั้งที่ใฝ่หา "ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีม" มาโดยตลอด
โชคดีที่เชียงใหม่มีชาว กทน. (ศัพท์ อาจารย์ชัด)
การที่ข้าพเจ้าได้พบอาจารย์ชัด บุญญาและคณะ เมื่อ 15 มิ.ย.
การได้คุยนอกรอบผ่าน facebook กับคุณอักขณิช
และท่านอาจารย์วิรัตน์ มาพำนักที่สันป่าตอง
ยังมีอาจารย์ wasawat และคุณปริม
ทำให้เริ่มเห็นความเป็นไปได้ของ
กลุ่มสหวิชาชีพ กทน.เชียงใหม่ ขึ้นมาแล้วค่ะ

###

How :


หากถามข้าพเจ้าคิดว่า ทำอย่างไรจึงจะยั่งยืน
เมื่อมองไปที่ "why" ด้านบน กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ควรมีลักษณะดังนี้
1. กระบวนการเรียนรู้ ส่งเสริมให้ใช้ศักยภาพทางความคิดอย่างอิสระ ไม่ชี้นำจนเกินไป :
   ท่านอาจารย์สกลเคยกล่าวว่า ในระหว่างกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ "ยิ่งรู้สึกมีคำถาม ยิ่งรู้สึกปั่นป่วน" ยิ่งดี
    เพราะนั่นคือ การสลายความคิดจากการเชื่อมโยงแบบเดิม สู่การเชื่อมโยงแบบใหม่ อันนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ - creativity นั่นเอง

2. กระบวนการเรียนรู้ ควรมีกติกาที่สร้างนิสัยรับฟังผู้อื่น :
"การรับฟังผู้อื่น" เป็นเรื่องพูดง่ายทำยาก
ยิ่งฟังแบบเอาใส่ใจ แล้วยิ่งยากขึ้นไปอีก
ทั้งๆ ที่รู้แต่เรามักลืมตัว หากไม่ได้ฝึกฝนจนเป็นอัตโนมัติวิสัย
หากมีกติกากำหนดให้ "ต้องฟังความเห็นคนอื่นก่อนพูด"
หรือ "อ่านความเห็นคนอื่นก่อนเขียน"
ก็จะเพิ่มความแข็งแกร่งของ "inhibitor neuron" ช่วยควบคุมตัวเองขึ้นเรื่อยๆ

3. กระบวนการเรียนรู้ ควรมีบรรยากาศเหมือนบ้าน :
อะไรเป็นสิ่งที่บ้าน (ในอุดมคติ) มี
บ้านเป็นที่ซึ่งเราสามารถแสดงออกได้อย่างปลอดภัย
คนที่บ้านพร้อมที่จะรับรู้อารมณ์ ความรู้สึก
หัวหน้าครอบครัวที่บ้านไม่พูดแต่ "สิ่งที่ฉันอยากให้เป็น"
และใช้ภาษาคุยกันแบบไม่เป็นทางการ

4. มีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้มาพบกันจริงๆ (Face to face)
แม้การแลกเปลี่ยนผ่านบล็อก มีข้อดีคือเก็บไว้อ้างอิงได้ดี
แม้การคุยกัยผ่าน skype, facebook ทำให้คุยพร้อมกันได้หลายคน
ก็ยังไม่สามารถทดแทน "Human connection"
ภาพสามมิติ สายตา น้ำเสียง สัมผัสที่เกิดในขณะเจอตัวจริง

###

What :
.

หากหมายถึงหน่วยงานของข้าพเจ้าเอง
ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแพทย์สาธารณสุข
แม้บริบทอาจต่างจากกรมการแพทย์พอสมควร
Gotoknow จะใช้เป็นเครื่องมือ ได้ หรือ ไม่ได้
คิดว่าน่าจะพิจารณาจากวิธีประเมินหลังการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ใน Gotoknow
แล้วเกิดความเปลี่ยนแปลงต่อ อาจารย์ แพทย์ประจำบ้าน ในข้อต่อไปนี้หรือไม่

1. เกิดงานวิจัยหรือนวัตกรรม โดยเฉพาะ R2R และงานวิจัยในชุมชน เพิ่มขึ้น
    : ตัวอย่างการเกิดงานวิจัยจากบันทึกใน G2K
   และตัวอย่างนี้ ของคุณชลัญธร ที่จุดประกายการทำงานระหว่างสหวิชาชีพ
2. เกิดบรรยากาศ "สื่อสารสองทาง" ในที่ประชุม และ มีการรับฟังกันและกันระหว่างผู้ร่วมงานมากขึ้น
   : ตัวอย่างบันทึกของบุคคลตัวอย่างการเป็นนักฟัง พร้อมจะเข้าใจผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง
3. สุขภาพจิตของบุคลากรในหน่วยงานดีขึ้น โดยควรประเมินทางอ้อม เช่น ดูสภาพโต๊ะทำงาน (มีคนกล่าวว่า โต๊ะทำงานที่ไม่เก็บปล่อยรกข้ามปี แสดงถึง ความ burden เจ้าของโต๊ะ ทำนองเดียวกับ การปล่อยเนื้อปล่อยตัว แสดงถึงความ burden ของ care giver)
  : ตัวอย่างบันทึกเพื่อเยียวยาตนเอง 

###
Update 3 ส.ค. วาบความคิด
หลังจากอ่านอนุทินนี้ของคุณอักขณิช
ก็จุดประกาย GotoKnow เป็นช่องทางให้เกิด "กลุ่มมสหวิชาชีพ" ในพื้นที่
นำเอาความรู้ความชำนาญ มาร่วมสร้างประโยชน์แก่สังคม ทางใดทางหนึ่ง


บันทีกนี้ ยาวอีกแล้ว
ปล. เสื้อไซส์ M นะค่ะ :))