ในสังคมไทย "เสียงแห่ง Palliative care" น่าจะมีในบุคลากรการแพทย์ส่วนมาก เพียงแต่มี "คลื่นความถี่" แตกต่างไปแต่ละคน และต่างจากแนวคิด "Hospice"ของตะวันตก หากเราอยากให้เสียงนี้แรงขึ้น ตามหลักการกำทอน- Resonance ก็ต้อง "จูน" ความถี่คลื่นความให้ตรงกับที่เขามี

กลางดึกหนึ่ง ในปี 2530 
ณ บ้านพักแพทย์ รพ. แพร่
ข้าพเจ้าถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงร้องไห้ของพ่อ
พร้อมกับ ข่าวการเสียชีวิตของคุณย่าทวด 
ข้าพเจ้าในวัยเจ็ดขวบ ไม่เข้าใจนักว่าทำไมพ่อต้องร้องไห้มากขนาดนั้น
แม้ข้าพเจ้าจะมีหน้าที่ป้อนข้าวให้คุณย่าทวดในช่วงท่านป่วย
ความรู้สึก ก็คือ คุณย่าทวดชรามากแล้ว เจ็บออดๆแอดๆ มาพักใหญ๋
การเสียชีวิตก็เป็นสิ่งคาดหมายได้
พ่อของข้าพเจ้า ซึ่งเป็นศัลยแพทย์
ได้เห็นการเสียชีวิตอันไม่คาดหมายมามากมาย
ไม่เคยเห็นท่านนำความเศร้ากลับมาบ้านสักครั้ง
...
จนทราบจากพี่ๆ พยาบาลที่อยู่ในเหตุการณ์
บอกว่าขณะคุณทวดหัวใจหยุดเต้น  
พ่อของข้าพเจ้าจะปฎิบัติการฟื้นคืนชีวิต ด้วยการใช้ไฟฟ้าและยากระตุ้นหัวใจ
..แม้คุณย่าทวดเคยเปรยไว้ ว่าท่านต้องการไปอย่างสงบ
แล้วสิ่งที่ยังไม่มีคำอธิบายคือ
ล้อเข็นที่บรรจุอุปกรณ์ฟื้นคืนชีพ ที่ถูกเข็นมาอย่างเร่งรีบ
สะดุดบางสิ่ง ให้ล้มคว่ำกระจายไม่เป็นท่า
.. คุณย่าทวด จึงจากไป ท่ามกลางความรู้สึก "ทำไม่ถึงที่สุด" ของพ่อ

...

ผ่านมา ปี 2550
ก่อนข้าพเจ้าจะรับปริญญาไม่นาน
คุณปู่ ซึ่งป่วยจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ทรุดหนัก
พ่อข้าพเจ้าเป็นคนผ่าตัดให้เองกับมือ
..แต่ปีกว่า มะเร็งนั้นก็ย้อนกลับคืน และแพร่กระจาย
เย็นวันที่คุณปู่เสีย
พ่อบอกให้ข้าพเจ้าไป โรงพยาบาล
คุณปู่นอนอยู่ที่เตียง ไม่มีท่อช่วยหายใจ ไม่มีสายระโยงระยางใดๆ
พ่อกำลังพูดกับปู่อย่างอ่อนโยน ว่าไม่ต้องห่วงลูกๆ หลานๆ
และชวนคุณปู่สวดชินบัญชร
คุณปู่ค่อยๆ หลับตาแล้วจากไป
มีเพียงความเงียบสงบ..ไม่มีน้ำตา ไม่มีเสียงร่ำไห้



ณ ตอนนั้น คำว่า "Palliative care" ยังไม่แพร่หลาย
แม้ข้าพเจ้าเองก็ยังไม่รู้จัก
ไม่มี protocol  ไม่มีอบรมหลักการ
แต่ "การเรียนรู้ภายในตนเอง"
ทำให้พ่อของข้าพเจ้าปฎิบัติต่อ คุณปู่ ต่างจากคุณย่าทวด 

###

ข้าพเจ้าเคยสงสัยในขณะฝึกอบรมที่ UCSF ว่า
ทำไม่ Mentor จึงไม่เคยสอน model ทฤษฎี  
หรือ แบบฟอร์มตัวชี้วัดอะไรให้ เลียนแบบ..เอ้ย..ประยุกต์มาใช้บ้าง
การราวน์ตอนเช้า เจ้าของ case จะสะท้อนแบบเล่าเรื่อง
..เขาคิดว่าคนไข้ต้องการอะไร..ทำไมจึงคิดเช่นนัั้น
..เขาทำอะไร พูดอะไรกับคนไข้..ทำไมจึงทำ/พูดเช่นนั้น
..เขาวางแผนจะทำอะไรต่อไป..ทำไมจึงวางแผนเช่นนั้น
การอภิปรายมีแต่ why, how, what
.
ภายหลังจึงตีความว่า นั่นคือ
วิธีสอนให้เข้าใจ ความคิด การกระทำของตนเอง.."เรียนรู้ภายในตนเอง"
ก่อนที่จะให้การดูแลผู้อื่นอย่างเข้าใจ
" โปรดสวมหน้ากากอ๊อกซิเจนให้ตนเอง ก่อนสวมให้ผู้อื่น" 
.

บางที การเรียนการสอน Palliative care ในบริบทบ้านเรา
อาจไม่ต้องการความซับซ้อน ศัพท์แสงหรูหรา..จนกลายเป็นวิชาหองาช้างอีกแขนงหนึ่ง
บางที การดูแลแบบ Palliative care
อาจไม่ต้องแยกจากการดูแลผู้ป่วยแบบอื่นๆ..จนกลายเป็นบริการอีก package หนึ่ง

เพราะหากตีความ
Pallaitive care คือ การมีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุขที่สุดในปัจจุบัน
End of life care คือ การเตรียมเผชิญความตายอย่างสงบ
เหล่านี้เป็น ภูมิปัญญา-wisdom ที่มีอยู่ในสังคมไทยที่เป็นสังคมพุทธ
ลองอ่านบทความ "สู่วัฒนธรรมการตายอย่างเกื้อกูลชีวิต"
ของท่านพระไพศาล วิสาโล เป็นตัวอย่างดูเถิดว่าลึกซึ้งเพียงไร

ข้าพเจ้าจึงเชื่อว่าในสังคมไทย

เสียงแห่ง Palliative/end of life care น่าจะมีอยู่แล้วในบุคคลส่วนมาก
เพียงแต่มี "คลื่นความถี่" แตกต่างไปแต่ละคน
และแตกต่างจาก ความคิดแนว "Hospice" ของตะวันตก
หากเราอยากให้เสียงนี้แรงขึ้น
โดยเป็นเสียงที่ออกมาจากภายในแต่ละบุคคลจริงๆ
ตามหลักการกำทอน- Resonance
ก็ต้อง "จูน" ความถี่ให้ตรงกับที่เขามี

###

แนวคิดรวบยอดของ Palliative care จึงควรเรียบง่าย 
ไม่ทำตัวเป็นคลื่นความถี่จากดาวอังคาร
.เพราะจิตที่สับสนจะปฎิเสธเสมอ 
เมื่อจิตปฎิเสธแต่แรก ก็ไม่นำไปสู่การปฎิบัติ
ไม่มีการปฎิบัติ ก็ไม่ได้ เรียนรู้ภายในตนเอง 
...

ทุกวันนี้ ด้วยความเคารพทฤษฎีต่างๆ ก็เก็บไว้ศึกษาเชิงลึก
แต่ชั่วโมง introduction to palliative care ของ นักศึกษาแพทย์
ข้าพเจ้ามีเพียงหกสไลด์ดังต่อไปนี้

1. เจดีย์ขาว เชียงใหม่ เป็นสัญลักษณ์สื่อถึงคุณค่าภูมิปัญญา ที่ชาติตะวันตกอาจต้องมาเรียนจากเราด้วยซ้ำ
 

.
 2. แนวคิดรวบยอด Palliative care ที่ได้แรงบันดาลใจจากการเห็นเจดีย์ขาว เพราะการใช้โมเดล Bio-psycho-social-spiritual กลับเป็น "องค์รวมแบบแยกส่วน" จึงน่าจะมองใหม่เป็นส่วนประกอบของกันและกัน  spiritual เป็นเหตุ (ยอดของเจดีย์) โดยความรู้เกี่ยวกับ disease ก็ยังเป็นฐานสำคัญ




3

4.

5.


6. การเริ่มต้นคือ "Why" นั่นคือ จุดหมายจากความเชื่อ ความรู้สึกภายในตัวเขาเองก่อน ว่าทำ Palliative care แล้ว ดีอย่างไรต่อตัวเรา ต่อผู้อื่น
แล้วจึงหาวิธีปฎิบัติ "How" กับ วิธีประเมิน "What"..จะเห็นว่าสวนทางกับการเริ่มต้นด้วยแบบประเมิน ตัวชี้วัด (ซึ่งมักโดนต่อต้านจากผู้ปฎิบัติ)