แต่อะไรไม่ว่า?....... ความทรหดของแม่ กลับสร้างประโยชน์ให้คนอื่นที่ไม่ได้ลงแรง-ลงทุนทำและแบกรับความเสี่ยงใดๆจากกระบวนการทำนาเลยแม้แต่น้อย

เรื่องหนึ่งที่ถูกบรรจุอยู่ในสาระการเรียนรู้ "กสิกรรมเกื้อกูล" 

อันเป็นส่วนหนึ่งของแนวการศึกษา "เกื้อกูลศาสตร์"

คือ "การสร้างแหล่งน้ำสำรองในระบบการกสิกรรม"

ซึ่งมีความสำคัญมาก

(ในระบบเกษตรทฤษฎีใหม่ขององค์ในหลวงกำหนดสัดส่วนไว้ถึง ๓๐ %)

แต่พี่น้องกสิกรในชุมชนก็ยังไม่ใคร่จะเห็นความสำคัญ

เพราะมักจะรู้สึกเสียดายพื้นที่ที่จะกลายเป็นสระน้ำเหมือนๆกันทุกคน

ทั้งๆที่โรงเรียนพยายามที่จะถือเป็นธุระในการช่วยประสานงานกับสถานีพัฒนาที่ดินศรีสะเกษ

เพื่อที่จะขอรับการสนับสนุนบ่อเก็บกักน้ำขนาด ๑,๒๘๐ ลบ.ม.

ที่กสิกรจะเพียงช่วยชำระค่าเคลื่อนย้ายเครื่องจักร ๒,๕๐๐ บาท

ก็จะได้รับการขุดบ่อขนาดดังกล่าวในพื้นที่ของตัวเอง (เหมือนได้ฟรี)

ซึ่งพี่น้องส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาเรื่องเงิน ๒,๕๐๐ บาท

แต่ติดปัญหาความรู้สึก "เสียดาย"ดังกล่าวเท่านั้น

.....................

เป็นปกติของทุกปี ที่ห้วงเวลาประมาณเดือนกรกฎา-สิงหา

พี่น้องชาวนาแถบนี้ก็มักต้องเผชิญปัญหาภัยแล้งตลอด

ทำให้พี่น้องที่มีที่นาอยู่รอบๆโรงเรียน

ต้องมาขอใช้น้ำที่โรงเรียนเก็บสำรองไว้เป็นประจำ

ส่วนพี่น้องที่อยู่ห่างออกไป และไม่มีแหล่งน้ำสำรองเป็นของตนเอง

ก็จำเป็นต้องปล่อยให้ต้นข้าวเผชิญชะตากรรมความแห้งแล้งเอาเอง

ซึ่งหากไม่ใช่ "แม่โพสพ" ผู้อารีย์และแกร่งทรหดแล้ว

รับรองพี่น้องชาวนาเราส่วนหนึ่ง "อดตาย" แน่

เพราะการเผชิญความแห้งแล้งของต้นข้าวนั้น

"ทรหด" ยิ่งกว่าต้นไม้หรือสิ่งมีชีวิตอื่นใด

นานเป็นเดือนๆ ที่ไม่เคยพานพบประสบหน้าเม็ดฝน

นานเป็นสัปดาห์ๆที่ไม่มีความชุ่มชื้นให้ปะทังชีวิต

แสงแดดแผดกล้าเผาตั้งแต่เช้ายันค่ำ

แต่แม่ก็ยังสามารถเก็บออมชีวิตไว้ เพื่อรอเม็ดฝนที่ไม่รู้จะมาเมื่อไหร่ได้

อาจเป็นความโชคดีอยู่บ้างที่ข้าวของพี่น้องชาวนารอบๆโรงเรียน

ได้รับ "การเกื้อกูล" จากระบบน้ำสำรองที่โรงเรียนเก็บกักไว้

สงสารก็แต่ที่ห่างออกไป

ไม่รู้จะต้องทนไปอีกนานซักกี่วัน

แต่อะไรไม่ว่า?.......

ความทรหดของแม่ กลับสร้างประโยชน์ให้คนอื่นที่ไม่ได้ลงแรง-ลงทุนทำและแบกรับความเสี่ยงใดๆจากกระบวนการทำนาเลยแม้แต่น้อย

อ้าว...!.... แล้วนี่เรา "เกื้อกูลใคร" กันแน่?

............................