ยามเมื่อลมพัดผ่านมาอีกทีใบข้าวไหวเอนลู่ลมเป็นคลื่นดั่งจังหวะดนตรีประกอบบทเพลงที่เพราะพริ้ง หยดน้ำค้างค่อย ๆ ร่วงพรูสู่พื้นนา

รอวันเจ้าจะกลับมา

ยามเช้าวันหนึ่งสายฝนยังคงโปรยปรายบางๆ    ต้นไผ่ริมรั้วที่พ่อปลูกเอนไหวไหวตามทิศทางตามกระแสลม เมฆหมอกบางจางโอบกอดยอดดอย ต้นไม้ใบไม้เขียวขจีทิวเขา นกน้อยฝูงการอเวลาออกจากรังหากิน .....สาย ๆ ฝนเริ่มหยุดแล้ว  ดวงตะวันสีแดงทอแสงสีทองมากล่าวอรุณสวัสดิ์ อาหารมื้อเข้าอิ่มท้องผู้คนตระเตรียมออกไปทำงาน  บนเส้นทางคุ้นเคยนำพาเกษตรกรสู่ท้องไร่ปลายนา

                คนเป็นแม่ของลูกได้ตระเตรียมข้าวปลาสำหรับสองคนกินอิ่มในมื้อเที่ยง  อุปกรณ์ เครื่องมืออยู่ในการดูแลของคนเป็นพ่อ  สองคนละเลียบตามเส้นทางจุดหมายปลายทางที่ทุ่งนาเขียวขจี   เท้าสองคู่ค่อย ๆ ย่ำตามแนวคันนา ความเคยชินแม้ไม่เหลือบมองก็ไม่พลาดไถลลื่นตกคันนา ต้นข้าวเขียวสดใสรับฝนยามเช้า ละอองฝนยังค้างเกาะอยู่ที่ใบ ต้องแสงแดดวาววับทั่วท้องนา  ยามเมื่อลมพัดผ่านมาอีกทีใบข้าวไหวเอนลู่ลมเป็นคลื่นดั่งจังหวะดนตรีประกอบบทเพลงที่เพราะพริ้ง หยดน้ำค้างค่อย ๆ ร่วงพรูสู่พื้นนา

                สัมภาระถูกวางไว้ในที่เหมาะสม สองสามีภรรยา ยืนอยู่หน้ากระท่อมปลายนา มองดูทุ่งนาของตัวเองที่เขียวขจีจากแรงงานและฝีมือของตัวเอง จากสองมือสองคนที่ช่วยกันไถ ช่วยกันปลูก ช่วยกันดูแล มันคือความหมายของความสุขที่แสดงออกได้จากรอยยิ้มบนใบหน้า อาจจะดูเหมือนเป็นความสุขเล็กๆ แต่ก็ยิ่งใหญ่ในความรู้สึก ไม่ช้าไม่นานทุ่งนาผืนนี้คงออกรวง จากทุ่งสีเขียวจะแปรสภาพเป็นทุ่งสีทอง รอวันเพื่อนบ้านมาร่วมแรงร่วมใจลงแขกเก็บเกี่ยว จะต้องตระเตรียมข้าวปลาอาหาร แตง ฟัก แฟงสำหรับเลี้ยงต้อนรับแขกผู้มาช่วย  เมื่อเสร็จสิ้นคงถึงเวลานำพาเมล็ดข้าวเปลือกเก็บเข้ายุ้งฉาง รอวันที่ลูกชายสุดที่รักลูกสาวสุดดวงใจกลับมา เราจะกินข้าวใหม่ด้วยกัน

                หนุ่มน้อย สาวน้อยของพ่อและแม่ ป่านฉะนี้เจ้าจะเป็นเช่นไร เจ้าจากพ่อกับแม่เพื่อการศึกษาเล่าเรียน คงอยู่สุขใจ สบายกายใช่ไหม  ทุกค่ำคืนแม่นอนเหงา น้ำตามันจะเอ่อรินออกมาทุกที เมื่อนึกถึงเสียงหัวเราะ คำออดอ้อน เสียงเพลงเจื้อยแจ้ว ของลูก เมื่อวันวาน  จากวันนั้นที่แก้วตาดวงใจจะจากไป หัวใจสะอื้นอยากเหนี่ยวรั้งไม่ให้จากอ้อมกอด แต่ไม่อาจปฏิเสธต่อเหตุผลและความเป็นไปในอนาคตของลูก

          ตลอดเวลาได้แต่รอคอยการกลับมาเยี่ยมเยือนของลูกๆ....ทุกๆ ครั้งที่รอคอย เหมือนดั่งโลกใบนี้หยุดหมุนเสียดื้อ ๆ เข็มนาฬิกาไม่ยอมกระดิก แต่ละวัน แต่ละเดือน ช่างผ่านไปอย่างเชื่องช้าและเนิ่นนาน บีบหัวใจและความรู้สึกของพ่อและแม่ ยากจะเอ่ยออกมาด้วยคำพูดใด ๆ

                จนป่านนี้หนูน้อย โตเป็นหนุ่ม สาวมีความสดใส สวยสะพรั่ง ดั่งดอกไม้ฤดูหนาวผลิกลีบดอก อวดความงดงามให้หมู่ภมรได้ชื่นชม ใกล้สำเร็จแล้วใช่ไหม สำหรับการศึกษา  ปริญญาบัตร กับอนาคตที่ดีนั้นเก็บไว้กับลูกเถอะ  พ่อกับแม่ต้องการเพียงการได้สุดที่รักดั่งดวงใจกลับมาสู่อ้อมกอดอีกครั้งก็เพียงพอกับชีวิตที่เหลืออยู่

                เมื่อสายฝนเริ่มจางหาย ลมพัดเย็นบางๆ เฉียดผิวผ่านอย่างหนาว ๆ ใช่แล้วซิหน้าหนาวกลับมาเยือนอีกครั้ง จากหน้าฝน สู่หน้าหนาว ลาจากหน้าหนาว เข้าสู่หน้าร้อน ผ่านหน้าร้อน ก็คือสู่หน้าฝน มันก็วงเวียนเช่นนี้แหละหนา..เวลา   จากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง จากคนหนึ่งสู่คนหนึ่ง ก็จะต้องวนเวียนก็วัฏจักรธรรมชาตินี้ จะมีใครบ้างไหมที่ฝนกฎธรรมชาติเช่นนี้ได้  คงไม่ดีหรอกมั้งหากคิดจะเดินทวนเวลา มันคงทำให้เราต้องสับสน กับการต้องไปเจอกับอดีตในสิ่งที่เคยเดินผ่านมา โดยไม่มีโอกาสที่จะได้เจอกับข้างหน้าของเวลานั้นมีอะไรบ้างที่มีความหมายกับชีวิต ฉะนั้นแล้วคงไม่มีเหตุผลใดที่หลบหนีไปจากชีวิตตนเอง เดินหน้าต่อไปด้วยความหวังเดินไปอย่างช้า ๆ ตามโลกแห่งเวลาที่หมุนอย่างช้าๆ ที่คงที่และสม่ำเสมอ

                ใช่สินะ มองดูรอบ ๆ ตัวเรามีผู้คนมากมาย หาใช่มีเพียงแค่เรา  หากจะรู้ไหมว่าเรายืนอยู่ตรงนี้แล้วคนทางซ้ายเขามีจุดหมายอะไรกับชีวิตหนอ? แล้วคนทางขวามือเราล่ะ...คนถัดจากคนขวา และถัด ๆ จากขวามือแต่ละคนเขากำหนดทางเดินสู่จุดหมายหรือยัง   ต่างคนคงมีต่างเหตุผล ต่างความคิด จึงมีเส้นทางเดินที่แตกต่าง  อาจมีบ้างที่ทำให้เราต้องมาพบเจอกันกับคนแปลกหน้าตรงสี่แยกทางเดินของชีวิต ....เป็นไปได้ไหมที่อยากจะให้คนแปลกหน้าตรงสี่แยกคนนั้นไม่ใช่คนแปลกหน้าอีกต่อไป หรือเป็นไปได้ไหมที่อยากให้เราจับมือพากันเดิน เติมเต็มความรักที่หล่นหายเพื่อจะได้กลับมามีพลัง...ไม่ใช่ซิ ในชีวิตจริง เราอาจแค่เจอ ทักทายและเดินผ่านในวัน ๆ หนึ่งเราอาจเดินผ่านผู้คนเป็นร้อยพัน แต่จะมีสักกี่ได้เงยหน้าสบตา จะมีสักกี่คนที่มีรอยยิ้มที่มุมปากให้กัน จะมีสักกี่คนที่กล่าวคำทักทาย จะมีสักกี่คนที่อยากจะคุย จะมีสักกี่คนที่ทำให้เราประทับใจ

                เพ้อเจ้อที่สุด...หากจะให้ดอกไม้ทานตะวันบานโดยไม่มีโรย  หากจะให้พระจันทร์เต็มดวงโดยไม่มีดับ หากจะให้ฝนพรำโดยไม่หยุดในวันที่เหงา  หากจะให้บทเพลงที่เพราะมีความหมายโดยไม่มีจบ หากจะให้ใครต่อใครเป็นไปอย่างที่เราปรารถนา        

                หนึ่งสมอง หนึ่งหัวใจ มีสองแขน สองขา ไม่แตกต่างจากใคร แต่ความรู้สึกในสังคมเมืองที่กว้างใหญ่เช่นนี้ ทำให้เราตัวเล็กเพียงผงธุลี ไร้เงาของความมีตัวตน.............................................

                จะมีใครเป็นอย่างนี้บ้างหรือเปล่า ทุกครั้งที่เหงา เศร้า ท้อแท้ เข็มวัดกำลังใจต่ำลงเรื่อยๆ หาใครสักคนมันมืดมนเสียทุกด้าน ช่างเป็นช่วงชีวิตที่มืดมิดดั่งคืนพระจันทร์เดือนดับ มองแม้ไม่เห็นทาง ก้าวเดินแต่ละก้าวด้วยความกลัว  ในเมืองแห่งแสงสีความศิวิไลซ์ไม่อาจช่วยให้มองเห็นได้เลย....แต่จะมีใครรู้ไหมเอ่ย...ตรงบ้านทุ่ง มีธรรมชาติโอบกอดนั้น ในคืนเดือนดับ บนท้องฟ้าจะมีดาวระยิบระยับเต็มฟ้า ให้ผู้คนบนโลกได้ชื่นชม ดาวบนฟ้าช่างสวยงามเหลือเกิน อยากให้ใครสักคนที่มีความหมายมานั่งเป็นเพื่อน อยากให้ใครสักคนนั้นมองดูฟ้าแล้วนับดวงดาว แล้วเราจะนับดาวที่ส่องประกายในดวงดาวเธอนั้นอีกที

                หากความเป็นจริงดวงดาวที่ส่องประกายสดใสให้ผู้คนหลงใหลนั้น เป็นเพียงเถ้าผงธุลี ฝุ่นฝนอุตกาบาต ก้อนดิน ก้อนทรายในอาวกาศไม่ใช่หรือ แล้วเราจะเป็นดั่งเช่น  เช่นนั้นได้หรือเปล่า แม้จะเป็นเพียงเศษดิน หินทราย ในสังคมหนึ่งบนโลกมนุษย์ แต่ก็อยากทำตัวให้มีความหมาย ให้มีค่า เป็นดาวดวงหนึ่ง ระยิบระยับมีแสงในตัวเองไกลลิบๆ ให้คนอื่นได้ชื่นชม แม้จะเป็นการชื่นชมจากที่ไกล ๆ จากมนุษย์ต่างดาวอีกดวงหนึ่งเมื่อมองมาทางโลกของเรา............

                วู้...........วิ้ว ....ๆ ....................ลมหนาวฤดูเหมันต์พัดมาอีกที ใบไม้สีเหลืองหลุดจากขั้วอำลาต้นปลิวไปตามกระแสลมเป่า ....หน้ากระท่อมปลายนาที่ตรงเดิม เช้านี้อากาศหนาวกว่าทุกวัน คงเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเต็มฤดู ผู้เป็นพ่อกระชับเสื้อตัวเองให้แน่นขึ้นอีกเพื่อให้แนบกายเพิ่มความอบอุ่นแก่ร่างกาย  กลิ่นไอชาร้อนปะทะความเย็นของอากาศทำให้เห็นเป็นไอสีขาวจางๆ ก่อนจะถูกยกขึ้นดื่มอย่างเบา ๆ ลมหนาวที่พัดผ่านไม่สะท้านผิวกายให้หนาวสั่นอย่างใด  แต่ลมแห่งความคิดถึงลูกรักนี่ซิ มันเย็นยะเยือกเข้าไปในส่วนลึกของใจ            อากาศช่างหนาวเย็นขึ้นเรื่อยๆ หากผู้เป็นพ่อเป็นหวัดไม่สบาย จะลำบากครอบครัวเมื่อทุ่งข้าวสีทองใกล้วันเก็บเกี่ยว คนเป็นแม่ เดินย้อนกลับไปข้างในกระท่อม เดินออไปหาผู้เป็นสามี...เสื้อตัวใหญ่และหนากว่าเดิม ค่อยๆ คลุมลงบ่าผู้เป็นสามี พร้อมกับคำพูดสื่อความหมายได้ในระหว่างคนสองคน  ผู้เป็นพ่อมองหน้าภรรยาอย่างสุดซึ้งโดยไม่เอ่ยคำใด ๆ

                ....เพราะไม่เช่นนี้หรือ...ทำให้เขาต้องหลงรักผู้หญิงคนหนึ่งเมืองยี่สิบปีก่อน

                ....เพราะไม่เช่นนี้หรือ ...หัวใจทั้งหมดจึงไม่เหลือไว้ สำหรับใคร

                ....เพราะไม่เช่นนี้หรือ....จากวันนั้นความรักมีแต่จะเพิ่มพูน

                ....เพราะไม่เช่นนี้หรือ....ความรักทำให้เกิดเจ้าตัวเล็กทั้งสองคน

                ....เพราะไม่เช่นนี้หรอกหรือ...เราจะเกาะกุมหัวใจซึ่งกันและกันจนกว่าจะตายจากกันไป

               

 

ผู้เป็นพ่อเอื้อมมือซ้ายโอบกอดภรรยา มองดูทุ่งนาเบื้องหน้าสุดสายตา รวงยังคงเปลไหวตามจังหวะลม โอนอ่อนต่างทิศทาง แต่ก็เรียงรายอย่างเป็นระเบียบ แมลงปอบินโต้ล้อลมทั่วท้องนา ไล่จับหาคู่ หากแต่มีความสุข แต่ต้องคอยระมัดระวังนกนางแอ่นโฉบเฉี่ยวคร่าเอาชีวิตไปเป็นอาหาร ทำให้คิดถึงหน้าลูกชายสุดที่รัก ลูกสาวสุดห่วงหวง ป่านนี้สองแก้วตาดวงใจจะเป็นอย่างไร  จะหนาว จะเหงา  ห่วงหา อาทรคิดถึงพ่อกับแม่หรือเปล่า ยังไงขอให้ลูกตั้งใจ และอดทนทำตัวเป็นเด็กดี  อยู่ในเมืองมีความศิวิไลซ์ มีความเจริญหรูหรา  มีผู้คนมากมาย เห็นหน้าไม่รู้จักกัน เจอกันแต่ไม่รู้จักชื่อ ในเมืองมีความเฉลียวฉลาดให้ลูกค้นหา แต่ในเมืองก็มียาพิษ และเขี้ยวพยัคฆ์คอยจ้องให้จงระวัง ได้ยินข่าวลอยร้ายๆ  ที่ไรใจคอแม่ไม่ดีกลัวว่าสักวันจะเกิดกับดวงใจแม่

          แม้ในสักวันหนึ่ง อาจมีใครสักคนที่ลูกรัก และรักลูก ด้วยวัยรักความหนุ่มสาว แต่ไม่มีเลยที่ความรักของพ่อกับแม่จะน้อยนิดหดหายไป มีแต่จะเพิ่ม เลือกในสิ่งที่ลูกรักนะ ไม่ใช่หน้าที่ของพ่อและแม่ที่จะทำให้ลูกรักใคร หรือใครจะรักลูก หน้าที่ของพ่อกับแม่มีเพียงอย่างเดียวคือรักลูก  หากยังไงขอให้เขาเป็นดี ไม่ทำให้ลูกเสียใจ

                ลูกเอ๋ย..จงรับรู้ไว้เถอะ ที่บ้านเรามีพ่อกับแม่เฝ้ารออยู่เสมอ เจ็บกาย ช้ำใจ โดนใครรังแกกลับมาหาแม่นะ

                ลูกรัก...ที่บ้านเราไม่แสงสี..ไม่มีเสียงเพลง ดนตรีให้เจ้าได้เต้นรำ แต่ที่นี่ดาวและเดือนส่องสว่างให้คลายเหงา มีเสียงนก เสียงลม สายน้ำให้สัมผัส

                ลูกรัก...ที่ตรงนี้อาจไม่มีเพื่อนให้เจ้าได้เที่ยว ได้กิน ได้เล่น ได้เฮฮา แต่พ่อกับแม่เตรียมความอบอุ่นไว้คอยลูกอยู่นะ

                แก้วตาดวงใจ...จำใส่ใจไว้ ว่าที่ที่นี้อาจไม่มีใครที่ลูกรัก ลูกอยากไปหา แต่ที่ที่นี้มีคนรักลูก มีคนรอ มีคนอยากเจอ

                อีกไม่นานเกินไป ลูกชายคงจะจบมาเป็นบัณฑิต ลูกสาวสุดหวงจะสำเร็จการศึกษา ได้การได้งาน มีหน้ามีตาให้พ่อกับแม่ชื่นใจ.....................แล้วพ่อกับแม่ล่ะจะทำอย่างไร ทุกๆปี ก็เป็นเช่นนี้ กาลเวลาพัดพาให้ต้องชราลงทุกเมื่อ เดือนแล้ว เดือนเล่า ปีแล้วปีเล่า เมื่อถึงเวลาคลื่นความร้อนเดือนเมษายนผ่านไป สายฝนมิถุนาจะเริ่มโปรยเมื่อไหร่ เป็นสัญญาณแจ้งข่าวให้ชาวนา ซึ่งรวมทั้งสองสามีภรรยาต้องตระเตรียมตัวเพื่อการมาถึงของฤดูทำนาฤดูใหม่ ดูแล เก็บเกี่ยว เมื่อถึงเวลาก็ทำใหม่ไปเช่นนี้เรื่อยๆ  หากแต่อนาคตเมื่อ ต้องโรยชราเป็นพ่อเฒ่า แม่เฒ่า สองผู้เฒ่าจะยกคันไถได้อย่างไร จะแบกต้นกล้าได้แค่ไหน  ผืนทุ่งนาที่มีชีวิตชีวาตรงข้างหน้านี้จะกลายเป็นลักษณะอย่างไร ถ้าสองลูกรักจะเดินหน้าไม่ยอมเหลียวมองพื้นดิน โคลนทรายที่ปกคลุมด้วยต้นข้าวขณะนี้

 

------------ความสว่างไสวไม่เคยห่างหายจากบ้านเมืองนี้ แม้พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าไปแล้ว แต่ยิ่งกลับสว่างมากยิ่งกว่าเดิม ภารกิจหน้าที่หมดแล้ว แต่ภารกิจการใช้ชีวิตพึ่งจะเริ่ม ผู้คนมากมาย แม้เคยเห็นหน้าแต่ไม่เคยรู้จัก อาจจะรู้จักบ้างแต่ไม่มีวันจะรู้ใจ ทุกย่างก้าวเดินต้องคอยมองว่ารอยเท้าที่เดินผ่านอาจไปซ้ำรอยเดินของใคร ในขณะเดียวกันในสังคมแห่งนี้มีความศิวิไล มีความฉลาด มีองค์ความรู้ มีวิทยาการ มีโอกาส มีเงินทอง ที่ทุกคนต่างวิ่งหาใฝ่ฝัน -----

                ในห้องสี่เหลี่ยม ชายหนุ่มกำลังตั้งใจกับตำรา ...ความฝัน โอกาส ความก้าวหน้า ใกล้ความจริงเข้ามาทุกที รอเพียงวันเวลาที่เหมาะสม มันจะหมายถึงความภาคภูมิใจของผู้เป็นพ่อและแม่  ที่ลูกรักผู้ไม่เคยทำให้ท่านทั้งสองต้องผิดหวัง  ละสายตาจากตัวอักษรบนหนังสือ เหลือบมองกระดาษที่เต็มด้วยตัวอักษรอีกแผ่นด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก  เหลือเวลาอีกไม่เกินสามเดือนเขาต้องเดินทางไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโท และเอก ด้านโยธาฯ จากทุนของมหาวิทยาลัยที่เขาได้รับคัดเลือกจากนักศึกษาที่มีความตั้งใจผลการเรียนที่ดีเยี่ยม แน่นอนเมื่อเขากลับมาตำแหน่งที่สุง อาชีพการงานมั้นคง เงินเดือนสูงๆ เตรียมพร้อมสำหรับการกลับมา

                ---ในชีวิตของหญิงสาว สิ่งสำคัญประการหนึ่งคือการได้รับเจอผู้ชายสักคนที่ดีพร้อม มีครอบครัวที่อบอุ่น มีความรักที่มั่นคง ...หลังจากที่สำเร็จการศึกษา ความสามารถที่เพียบพร้อม อัธยาศัยก็เป็นที่รักของใครๆ ไม่ช้าไม่นานความก้าวหน้าก็ไม่เคยปฏิเสธเธอ......สิ่งสำคัญเธอได้รับคัดเลือกเป็นพนักงานดีเด่นประจำปี แต่ขณะนี้เธอได้เลื่อนตำแหน่งเป็นว่าที่สะใภ้เจ้าของบริษัทที่เลือกเธอทำงาน....แน่นอนลูกชายสุดที่รักคนเดียวของครอบครัวจะต้องรับช่วงดูแลต่อจากผู้เป็นพ่อ ใครต่อใครพากันอิจฉา ตัวเธอเองก็แสนจะภาคภูมิ อย่างน้อยลูกสาวที่แสนน่ารักของครอบครัวจากชนบทห่างใกล จะมาเป็นเจ้านายคนในเมืองใหญ่โต มันแสนจะมีความสุข และพ่อแม่ที่อยู่ทางบ้านเมื่อได้รับข่าวดี คงจะมีความสุขอยู่เช่นกัน

------------------------------

คงจะมีความสุขถ้าได้เห็นลูกชายเป็นเจ้าคนนายคน มีลูกสาวได้การได้งานดีๆ แต่คงจะเศร้าใจถ้าผืนนามรดกหล่อเลี้ยงชีวีตระกูลมาหลายรุ่นต้องมารกร้าง และคงเจ็บปวดในส่วนหากต้องกลับกลายเป็นของคนอื่น

คิดในใจแล้วบนสองเส้นทาง ทางหนึ่งที่ลูกเลือกเดิน อีกเส้นทางหนึ่งคือวิถีชีวิตดั้งเดิมที่บรรพบุรุษปูทางไว้ มันคงจะสวนทางกัน  เพราะสังคมเมือง  สังคมบริโภค ระบบการศึกษา ทำให้ลูกหลานเลือดเนื้อกลายพันธุ์ หลงลืมจิตวิญญาณ ทุ่งหญ้า ใบหญ้า  ทุ่งนาป่าเขา บางทีอาจถูกบันทึกไว้บนหน้าประวัติศาสตร์ ผู้เป็นพ่อกับแม่คือชาวนารุ่นสุดท้ายก็เป็นได้ ...เฮ้อ..

                ตะวันคล้อยต่ำ...ได้เวลาที่จะกลับบ้านพักผ่อน อุปกรณ์ถูกทำความสะอาด เก็บเข้าที่อย่างเป็นระเบียบ สองสามีภรรยา เดินตามกันกลับสู่เส้นทางสายเก่า ผักกูด ผักบุ้ง ตามหัวไร่ปลายนา ถูกเก็บใส่ภาชนะ อาจจะเป็นอาหารที่อร่อยที่สุดในค่ำคืนนี้ ใกล้เข้าสู่หมู่บ้านหมูของเพื่อนบ้านใกล้เคียงเริ่มส่งเสียงร้องหาอาหาร เสียงเป็ดไก่ระงมวุ่นวาย โดยมีเจ้าของกำลังตระเตรียมอาหารสำหรับมัน

                การทำงานทุกวันนั้นเหนื่อยกายแต่ทุกข์ไม่เท่ากับเหนื่อยใจ .....ตะวันเริ่มคล้อยละเลียบยอดสน ได้เวลาอาหารมื้อเย็นมีเพียงเราสองคนดั่งเช่นทุกเช้าค่ำ  ความมืดเริ่มเข้ามาครอบคลุม แสงไฟดับลง ได้เวลานอนหลับพักผ่อน เก็บเรี่ยวแรงรอวันรุ่งอรุณต่อ ไป