ผู้เขียนเป็น “คนรักชาติ” ซึ่งแสดงออกโดยการพยายามทำหน้าที่ทางสังคมของตนให้ดีที่สุด หน้าที่ทางสังคมของผู้เขียน คือ การเตรียมเยาวชนออกไปทำงานและดำเนินชีวิตในสังคม “คุณภาพของคนในสังคม” นับเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของความสงบสุข ความมั่นคงและความก้าวหน้าของประเทศ

ผู้เขียนเป็น “คนรักชาติ” ซึ่งแสดงออกโดยการพยายามทำหน้าที่ทางสังคมของตนให้ดีที่สุด หน้าที่ทางสังคมของผู้เขียน คือ การเตรียมเยาวชนออกไปทำงานและดำเนินชีวิตในสังคม “คุณภาพของคนในสังคม” นับเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุด ของความสงบสุข ความมั่นคงและความก้าวหน้าของประเทศ ประสบการณ์ในภาคเรียนสุดท้าย ที่จะต้องทำหน้าที่ดังกล่าว นับว่าหนักหนาสาหัสที่สุด แต่ผู้เขียนก็ไม่ยอมแพ้ เพราะนี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้ทำเพื่อชาติ ในบทบาทของข้าราชการ ที่ปฏิบัติงานตามรอยพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ ต่อคนไทยและชาติไทย
“คุณนงนาท สนธิสุวรรณ
" หรือ "พี่ใหญ่" ที่ผู้เขียนเรียกขาน ตามความรู้สึกของความผูกพันที่อบอุ่น ได้แสดงความเห็นในบันทึกล่าสุดของผู้เขียนว่า "ชื่นชมในความเป็นครูเพื่อศิษย์ของน้องผศ.วิไลอย่างยิ่งค่ะ...*เข้ามาอ่านครั้งใด เห็นความจริงใจในการถ่ายทอดสิ่งดีๆอย่างสม่ำเสมอ...น่าเสียดาย ที่ใกล้เกษียณแล้ว..แต่เชื่อว่าความเป็นครูยังเป็นอยู่ตลอดไปค่ะ
และนี่คือส่วนหนึ่งของคำตอบ ที่ผู้เขียนได้ตอบพี่ใหญ่ไป "ขอเรียนพี่ใหญ่ว่า ความสุขของน้องในทุกวันนี้ ก็คือการได้ตอบแทนประเทศชาติ ด้วยการพยายามทำหน้าที่ "ครู" ด้วยจิตวิญญาณและความทุ่มเท เพื่อสนับสนุนให้นักศึกษาได้พัฒนาศักยภาพและคุณภาพของตน จะได้สำเร็จการศึกษาอย่างภาคภูมิ และออกไปเป็นกำลังสำคัญในการสร้างชาติอีกทีค่ะ พ่อใหญ่สอบ่นเสมอว่า จะเกษียณแล้วยังทำงานหนักไม่ลดละเลยนะ น้องก็เงียบแต่พูดในใจว่า ยิ่งใกล้เกษียนยิ่งต้องทำงานหนักขึ้น เพราะเหลือเวลาน้อยลงไปทุกที กับงานสร้างชาติ หลังเกษียณ ซึ่งน้องจะไปอยู่ที่ "ฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้" บ้านหนองฝาง น้องตั้งใจว่า จะทำโครงการเล็กๆ เพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษให้กับเด็กประถมในหมู่บ้าน และเด็กมัธยมในชุมชนใกล้เคียงค่ะ ถ้าเขาสนใจจะเข้าร่วม
การสนับสนุนให้ นักศึกษาได้พัฒนาศักยภาพและคุณภาพของตน อย่างหนึ่ง คือ "การพัฒนาการเรียนรู้จากการฟังและการอ่าน"
ผู้เขียนได้สรุปสาระสำคัญของ "การฟัง" จากหนังสือ "ฟัง คิด อ่าน เขียน : รวมทุกศาสตร์เพื่อให้คุณฉลาด” ไว้ในคู่มือการเรียนรู้ "รายวิชาพฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน" (วิไล แพงศรี. 2554 : 77-78; อ้างอิงจาก ฝ่ายวิชาการบิสคิต. 2548 : 9-61) มีสาระสำคัญ ดังนี้

"การฟัง" ที่แท้จริง หมายถึง การให้ความสนใจในคำพูดของผู้พูดอย่างเต็มที่ จนเกิดความเข้าใจในความหมายทุกประการ ที่ผู้พูดสื่อออกมา การฟัง มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับมนุษย์ทุกคน ทั้งนี้เพราะมนุษย์เราได้ใช้การฟังเป็น “เครื่องมือหลักในการติดต่อสื่อสาร” ระหว่างกัน ในแต่ละวัน เราใช้เวลาที่ลืมตาตื่นไปกับการสื่อสารถึง 80 % ซึ่งในการสื่อสารทั้ง 4 ทักษะ ได้แก่ การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน เราใช้การฟังมากที่สุดอาจถึง 50 % ของเวลาที่ใช้ในการสื่อสาร แต่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามความสำคัญของการฟังไป ไปให้ความสำคัญกับการอ่าน การเขียน และการพูดมากกว่า (เคยมีคนพูดว่า คนไทยเรามีปัญหาการฟังมาก น่าจะมีสถาบันฝึกการฟัง ไม่ใช่มีแต่สถาบันฝึกการพูด : ผู้เขียน) นอกจากจะมีความสำคัญ ในฐานะที่เป็นเครื่องมือหลักในการติดต่อสื่อสารของมนุษย์แล้ว การฟังยังเป็น “ประตูสำคัญที่เปิดไปสู่การเรียนรู้” เราได้ใช้การฟังเพื่อรับรู้ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ ทั้งจากการเรียนในสถานศึกษา ฟังจากสื่อสารมวลชน และจากกิจกรรมการอภิปรายบรรยาย ในการจัดอบรม สัมมนาและการประชุมต่างๆ
สาเหตุที่คนเราฟังได้ไม่ดี เกิดจาก 1) การขาดความสนใจ เมื่อประเมินว่า เรื่องที่ฟังน่าเบื่อ ทำให้ไม่สนใจฟัง 2) การเลือกฟังเฉพาะตอนที่ตนสนใจ ก็จะทำให้ไม่ได้ฟังในบางตอนที่สำคัญ 3) ขาดสมาธิในการฟัง เพราะมักจะคิดถึงเรื่องอื่นๆ ในขณะที่ฟัง 4) เมื่อสิ่งที่ฟังขัดแย้งกับความคิดความเชื่อของตน จะมัวแต่คิดโต้แย้งในใจ 5) สนใจลักษณะของผู้พูด ได้แก่ รูปร่างหน้าตา กิริยาท่าทาง การแต่งกาย น้ำเสียง ฯลฯ มากกว่าเนื้อหาที่พูด 6) ปัญหาจากผู้พูด เช่น การใช้ศัพท์เทคนิค หรือ คำภาษาอื่นที่ไม่เป็นที่เข้าใจทั่วไป หรือการพูดวกวน สับสน จะทำให้ฟังไม่เข้าใจ 7) ปัญหาจากสิ่งรบกวน เช่น เสียงเพื่อนคุยกัน เสียงดังรบกวนนอกห้อง 8) สภาพร่างกายไม่พร้อม เช่น หิว ง่วงนอน ไม่สบาย เป็นต้น 9) ไม่ได้จดบันทึกสิ่งที่ได้ฟัง หรือเมื่อฟังไม่เข้าใจก็ไม่ได้ซักถาม และ 10) ขาดการฝึกฝนทักษะการฟัง (ผู้เขียนได้เพิ่มเติมบางข้อเข้าไปจากประสบการณ์ที่ได้พบเห็น)
ลักษณะของนักฟังชั้นยอด ได้แก่ 1) สนใจใคร่รู้ในทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ 2) ฟังด้วยหัวสมอง (ความคิด) และหัวใจ (ความรู้สึก) 3) ตั้งใจฟังอย่างจริงจัง ควบคุมสมาธิให้จดจ่ออยู่กับเรื่องที่กำลังฟัง 4) เปิดใจกว้างรับฟังความคิดของผู้พูด 5) ซักถามผู้พูด ในประเด็นที่ตนยังไม่เข้าใจ 6) พยายามจับใจความของเรื่องที่ฟัง และจดบันทึกสาระสำคัญ 7) ผสมผสานข้อมูลใหม่ เข้ากับความรู้และประสบการณ์เดิมของตน 8) พูดคุยกับผู้ฟังคนอื่นๆ เพื่อตรวจสอบความเข้าใจในการฟังของตน
และได้สรุปสาระสำคัญของ "การอ่าน" ไว้ในคู่มือการเรียนรู้ "รายวิชาพฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน" (วิไล แพงศรี. 2554 : 78-81) ดังนี้
การอ่าน คือ การแปลความหมายของตัวอักษร เครื่องหมาย สัญลักษณ์ เครื่องสื่อความหมายต่างๆ ที่ปรากฏแก่ตา ออกมาเป็นความคิด ความเข้าใจเชิงสื่อสาร แล้วผู้อ่านสามารถนำความรู้ ความคิดหรือสาระจากเรื่องที่อ่าน ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ (ผจงวาด พูลแก้ว. 2547: 79)
ฉวีลักษณ์ บุญกาญจน (2547: บทนำ, 89) ได้กล่าวถึง ความสำคัญของการอ่านไว้ว่า การอ่านเป็นประตูไปสู่การเป็นอัจฉริยะของมนุษย์ ประเทศที่เจริญแล้ว ประชาชนจะอ่านหนังสือในทุกที่ แม้แต่ในขณะโดยสารรถ เช่น ในประเทศญี่ปุ่นและอเมริกา ในระหว่างนั่งรถโดยสารทุกคนจะก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือ หรือแม้แต่ขณะคอยขึ้นรถโดยสาร ในสนามบิน ที่เป็นเช่นนี้ เพราะเขาฝึกฝนประชาชนของเขา ให้เป็นผู้มีนิสัยในการอ่านมาแต่เด็ก ของไทยเรานั้น สำรวจแล้วระหว่างรอรถโดยสารมีเพียง 0.2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่อ่านซึ่งน้อยมาก…และ การอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญ สำหรับการศึกษาค้นคว้าในโรงเรียนและโลกภายนอก เพราะผู้เรียนไม่ได้ประสบความสำเร็จในการเรียนโดยการสอนของครูเพียงอย่างเดียว หากต้องหาความรู้เพิ่มเติมจากการอ่านหนังสือและตำราต่างๆ อีกด้วย จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ผู้เรียนและผู้ที่ต้องการศึกษาค้นคว้า ควรจะได้มีความสามารถในการอ่าน มิฉะนั้น ความรู้ที่มีอยู่ในหนังสือหรือตำรา ก็จะไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เรียนเลย โดยการสังเกตทั่วๆ ไปจะพบว่า นักเรียนที่เรียนหนังสืออ่อนมักมีความสามารถในการอ่านต่ำ ความสามารถในการอ่านนี้ เป็นทักษะที่สำคัญซึ่งจำเป็นต่อการเรียน อันเป็นผลต่อพัฒนาการของมนุษย์ทั้งทางสติปัญญา อารมณ์และสังคม
ฐะปะนีย์ นาครทรรพ (2547 : 93) กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านไว้ว่า ในยุคข้อมูลข่าวสาร การอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญในการแสวงหาความรู้ต่างๆ จากแหล่งข้อมูล เพื่อทำให้ผู้อ่านฉลาด รอบรู้ ทันโลก ทันเหตุการณ์ ผู้ที่จะสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคม ได้อย่างมั่นคงและเป็นสุข จึงต้องเป็นนักอ่านและพยายามหมั่นฝึกฝนตนเองให้เป็นนักอ่านที่มีประสิทธิภาพ คือ สามารถทำความเข้าใจเรื่องที่อ่านได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง จึงจะสามารถบริโภคข่าวสารและข้อมูลสมัยใหม่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ ซึ่งสอดคล้องกับที่ โรซาคิส (ฝ่ายวิชาการบิสคิต. 2548: 144; อ้างอิงจาก Rozakis. 1995) ได้กล่าวไว้ว่า “ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเห็นพ้องกันว่า ร้อยละ 80-90 ของความรู้และข้อมูลที่คนเราต้องการ มักจะได้มาจากการอ่าน
ในขณะที่การอ่านมีความสำคัญ ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว แต่น่าเป็นห่วงว่า ประเทศไทยจะนับวันเสียเปรียบประเทศสมาชิก ASEAN อื่นๆ มากขึ้นไปเรื่อยๆ เหตุเพราะคนไทยมีอัตราการอ่านที่ต่ำมากเมือเทียบกับอีก 3 ประเทศ ดังสถิติการอ่านต่อคนต่อปี ของคนไทยในปี 2554 เมื่อเทียบกับ 3 ประเทศ ASEAN ดังภาพล่าง(http://www.gotoknow.org/blogs/posts/487729) ซึ่งนอกจากจะมีปัญหาอ่านน้อยแล้วยังมีปัญหาว่า ประเภทของหนังสือที่อ่านมักจะเป็นประเภทหนังสือบันเทิง มากกว่าหนังสือประเทืองปัญญา

ประเทศไทย ได้ตระหนักถึงปัญหาการอ่านของคนในชาติ และได้หาทางส่งเสริมการอ่านของคนไทยด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การจัดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ซึ่งได้จัดมาแล้ว 40 ครั้ง ในการจัดงาน "สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 40 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 10 (Bangkok International Book Fair 2012)” ได้ประชาสัมพันธ์ว่า "การอ่านหนังสือ เป็นวิถีสำคัญยิ่ง ที่จะเข้าสู่โลกกว้างแห่งสรรพวิทยา ทำให้เกิดปัญญา มาประยุกต์ใช้ในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ในทุกระดับ การเป็นสังคมการอ่าน จึงเป็นพื้นฐานสำคัญเกื้อหนุนความเจริญของประเทศ ในสังคมปัจจุบันในยุคโลกาภิวัตน์ ประชาคมโลกอยู่ในสภาพเหมือนไร้พรมแดน ข้อมูลความรู้ที่ได้จากการอ่านจากสื่อสิ่งพิมพ์ทั่วโลก กลายมาเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ช่วยให้เราก้าวทันความเปลี่ยนแปลงทั้งปวง กระทรวงศึกษาธิการในนามภาครัฐ และสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ในนามภาคเอกชน พร้อมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนต่างๆ ต่างเล็งเห็นถึงความสำคัญของการอ่านหนังสือ จึงได้กำหนดจัดงาน “สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 40 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 10 (Bangkok International Book Fair 2012)” ดังภาพประชาสัมพันธ์ข้างล่าง (http://www.bangkokibf.com/)

ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2555 สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) ได้จัดการประชุมวิชาการประจำปี 2555 “TK Conference on Reading 2012” เป็นวันที่ 2 โดยมี รศ.วิทยากร เชียงกูล คณบดีกิตติคุณ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต นำเสนอรายงาน “การรณรงค์ให้คนส่วนใหญ่รักการอ่านเพิ่มขึ้น” ความตอนหนึ่งว่า การอ่านนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะไม่ใช่แค่ส่วนประกอบของการศึกษา แต่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ของมนุษย์ เมื่อโลกปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น การอ่านและอ่านแบบจับใจความเท่านั้นถึงจะเข้าใจสิ่งที่ซับซ้อน เชื่อมโยงในเรื่องต่างๆ ได้ ถ้าเราไม่สามารถปฏิรูปให้คนรักการอ่านได้ ก็จะปฏิรูปการศึกษาไม่ได้ และเมื่อปฏิรูปการศึกษาไม่ได้ ก็จะปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ สังคมของประเทศนั้นๆ ไม่ได้เช่นกัน เพราะไม่เคยมีประเทศไหน พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้ดี โดยไม่เริ่มจากทำให้คนรักการอ่าน ประเทศตลาดเกิดใหม่ เช่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ เมื่อประมาณ 40-50 ปีที่แล้วก็ยากจนพอๆ กับไทย แต่เมื่อพัฒนาให้คนอ่านหนังสือ พัฒนาการศึกษาได้ ทุกวันนี้ จึงประสบความสำเร็จในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมากกว่าเมืองไทย” (http://www.thaireform.in.th/index.php?option=com_flexicontent&view=items&id=7563:2012-05-12-00-01-54)
ผู้เขียนเอง พยายามที่จะส่งเสริมทั้งนิสัยและความสามารถด้านการฟัง การอ่านและการเขียนเพื่อการเรียนรู้ ให้กับนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 2-4 จำนวน 130 คน จากทุกคณะในมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลฯ ที่ได้ลงทะเบียนเรียนใน "รายวิชาพฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน" กับผู้เขียน และได้พบว่า เป็นงานที่หนักหนาสาหัสมาก เพราะผู้เขียนได้สละเวลานอนดึกบางคืนก็นอนเกือบ 04.00 น. เพื่อติดตามตรวจงานและให้ข้อชี้แนะนักศึกษา ในกิจกรรมดังภาพ

ซึ่งได้ให้นักศึกษาสมัครสมาชิก Weblog "GotoKnow.org" และให้ลงภาพประจำตัว ที่แสดงให้เห็นใบหน้าอย่างชัดเจน และใส่ข้อมูลในภาพ ดังตัวอย่าง
และระบุว่า ในการกรอกข้อมูลส่วนตัว ให้ลง อาชีพ : นักศึกษา (ตำแหน่งไม่ต้องกรอก) องค์กร : มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี และระบุอำเภอจังหวัดที่อยู่ด้วย สำหรับประวัติให้ระบุในตอนต้นว่า เรียนในหมู่เรียนใด สาขาวิชาใด คณะใด โดยให้ใส่ชื่อสาขาเป็นภาษาอังกฤษ ไว้ในวงเล็บด้วย เช่น ศศ.บ. 3.16 สาขาวิชา อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว (Tourism Industry) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และ "คติในการดำเนินชีวิต ที่ยึดถือและนำไปปฏิบัติจริง" และสามารถลงข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติมได้ตามความเหมาะสม
หลังจากนั้น ก็ได้ติดตามและให้ข้อมูลย้อนกลับ โดยแสดงภาพและข้อมูลให้ดูทั้งในห้อง และใน GotoKnow ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ใครทำได้ถูกต้อง ใครยังไม่ถูกต้อง แต่ก็พบนักศึกษาจำนวนไม่น้อย ที่ทำราวกับไม่เคยฟัง ไม่เคยอ่าน ทั้งที่ก็เข้าเรียนและเข้าไปแสดงความเห็นในบันทึก เพราะไม่มีการแก้ไขภาพและข้อมูลให้ถูกต้อง จากวันที่ 23 มิถุนายน ที่กำหนดให้ทำ มาจนถึงวันที่ 17 กรกฏาคม
อีกเรื่องที่เหนื่อยใจมาก คือ ผู้เขียนได้หาทางพัฒนานิสัยและทักษะการอ่าน ด้วยการสนับสนุนให้นักศึกษาเขียนบันทึกตามโครงการ "สรอ.ขอความรู้" และให้ Link ตัวอย่างบันทึกของสมาชิก GotoKnow ท่านอื่นๆ แต่พบว่านักศึกษา 130 คน เข้าไปอ่านไม่ถึง 10 คน และในการเขียนบันทึกแต่ละครั้งก็ได้ให้ข้อมูลอย่างชัดเจน เช่น ในโครงการล่าสุดได้ย้ำว่า ให้เขียนคำสำคัญให้ถูกต้อง และแสดงภาพที่มีคำสำคัญที่กำหนดให้เขียนอย่างชัดเจน แต่จากนักศึกษาที่ลงบันทึกไป 6 คน ได้ใส่คำสำคัญไม่ถูกต้องไปถึง 4 คน ดังความเห็นของผู้เขียน ที่ให้กับผู้ผิดพลาดรายแรก รายที่สอง และรายที่สาม
อาจารย์เข้าไปอ่านแล้วตั้งแต่ 04.35 น. วันที่ 13 ก.ค.และติชมไปแล้วพร้อมทั้งบอกสิ่งที่จะต้องแก้ไข แต่จนวันที่ 14 ก.ค. อาจารย์เข้ามาธุระในเมือง เปิด 'net ตรวจสอบพบว่า 17.15 น.ยังไม่เข้าไปแก้ไขอีก ทั้งที่อาจารย์ก็ย้ำในชั้นเรียนและในบันทึกแล้วว่า หลังลงบันทึกแล้ว ต้องรีบเข้าไปดูข้อชี้แนะของอาจารย์ ...หนูได้รับคำชมในเรื่องความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ แต่ยังบกพร่องมากด้านการอ่าน ที่ทำให้เสียประโยชน์ เช่น การใส่คำสำคัญไม่ถูกต้อง ทั้งที่อาจารย์แจ้งไว้ในภาพทั้ง 2 ภาพว่าให้ใช้คำใด ทำให้บันทึกของตนเองไม่ได้รับการจัดเข้าในโครงการ เพราะไม่ทำตามกติกา ถ้าแก้ไขแล้วโครงการคงให้สิทธิ์ และการพิมพ์ก็ผิดถึง 5 แห่งซึ่งมี 5 คะแนน ผิด 5 แห่งก็ได้ 0 เรื่องนี้อาจารย์ย้ำแล้วย้ำอีกให้ตรวจแก้ไขให้ถูกต้อง
• สำหรับนักศึกษาคนอื่นๆ อาจารย์คงไม่ได้เข้าไปอ่านและวิจารณ์เสนอแนะในช่วงนี้ (เพราะไปดูแลคนป่วยที่ฟาร์ม และใช้ Internet ไม่ได้) ผู้ที่จะลงบันทึกหลังจากนี้ ให้ตามเข้าไปอ่านข้อวิจารณ์เสนอแนะ ที่อาจารย์ให้ไว้ในบันทึกของ...นะคะ
• หลังจากนั้น ก็พบนักศึกษาที่เขียนคำสำคัญไม่ถูกต้องอีก 2 คน ดังที่ได้แจ้งในบันทึกว่า ...พลาดเพราะมีปัญหาการอ่านเหมือนกับ...คือ ใส่คำสำคัญไม่ถูกต้อง ทั้งที่อาจารย์บอกไว้ตั้งแต่ตอนต้นของบันทึกแล้ว และแสดงไว้ให้เห็นอย่างชัดเจนในภาพทั้งสอง ดังข้อความและภาพข้างล่าง ทำให้เสียสิทธิ์ที่จะได้รับการสุ่มเพื่อรับรางวัล 2,500 บาท
• ขณะนี้ "ดร.จันทวรรณ ปิยะวัฒน์" ได้ประกาศเชิญชวนให้สมาชิกGotoKnow เขียนบันทึกในหัวเรื่อง "การศึกษาไทยในปี 2020" แล้ว จึงขอเชิญชวนให้นักศึกษาร่วมเขียนบันทึกในหัวเรื่องดังกล่าว โดยก่อนเขียน โปรดอ่านข้อกำหนดให้ละเอียด และทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่า การเขียนจะต้อง "ตั้งชื่อเรื่อง"ให้เกี่ยวกับอะไร จะต้อง "ตอบโจทย์"ว่าอย่างไร จะต้อง "ใส่คำสำคัญ" ใด และจะต้องลงบันทึกภายในวันที่เท่าไหร่...

จากปัญหาดังกล่าว ทำให้ผู้เขียนนึกถึงผู้บริหารทั้งในอดีตและปัจจุบัน ที่มักจะพูดในที่ประชุมอาจารย์ว่า มหาวิทยาลัยได้รับ "ทราย" เข้ามาปั้น ไม่เหมือนมหาวิทยาลัยเก่าแก่ ที่ได้รับ "ดิน" เข้ามาปั้น การจะ "ปั้นดินให้เป็นดาว" ทำได้ไม่ยาก แต่จะให้ "ปั้นทรายให้เป็นดาว" คงทำไม่ได้ (ก็เลยไม่ต้องทำอะไรมาก สอนไปตามมีตามเกิด) ผู้เขียนจะรู้สึกขัดใจทุกครั้ง ที่ได้ยินคำพูดดังกล่าว เพราะเชื่อว่า นักศึกษาทุกคนมีศักยภาพที่จะเรียนรู้ได้ ถ้าอาจารย์ได้ใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสม เพราะแม้แต่คนปัญญาอ่อนที่หมอบอกว่า สามารถทำได้แค่ช่วยให้เขารับประทานอาหารได้เอง เข้าห้องน้ำ แต่งตัวได้เองก็พอแล้ว แต่ด้วยการไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อโชคชะตา ของแม่และตัวเยาวชนคนนั้น ก็ทำให้เขาสามารถเรียนจนจบปริญญาตรี และเป็นที่พึ่งของเพื่อนๆ ในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ แม่ของเขาบอกว่า "เสียดายพวกที่สมองปกติแต่ไม่ได้ใช้ความพยายาม ส่วนลูกของเธอต้องใช้ความพยามมากกว่าคนสมองปกตินับร้อยนับพันเท่า จึงทำได้เช่นนี้"
อาจารย์อยากจะบอกกับนักศึกษาว่า เวลาพวกเราจบการศึกษาและออกไปหางานทำ ภาพลักษณ์ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ จะได้รับการมองว่า จบจากมหาวิทยาลัยชั้นสอง ไม่มีคุณภาพทัดเทียมนักศึกษามหาวิทยาลัยเก่าแก่ อาจารย์ต้องการพัฒนานักศึกษาให้มีคุณภาพ เพื่อลบล้างภาพลักษณ์ดังกล่าว ก็ขอขอบใจนักศึกษาส่วนหนึ่ง ที่ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ในการพัฒนาตนเองไปสู่ "ความเป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพ" เพื่อ "เกียรติภูมิ" ของตน และเพื่อ "ความเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของชาติ" และได้แต่หวังว่า จะได้เห็นนักศึกษาส่วนหนึ่ง ที่ยังเดินไปในแนวทางที่ตนได้รับการสบประมาทมาแล้ว จะฮึดสู้ ดังที่อาจารย์ได้ประพันธ์เป็นกำลังใจไว้ให้ ดังนี้
ด้วยสมองและสองมือ เธอก็คือผู้กล้าแกร่ง
เมื่อสองขายังมีแรง ฤาเหือดแห้งกำลังใจ
มีชีวีย่อมมีหวัง มีพลังเพื่อฝันใฝ่
มีปัญญาเป็นดวงไฟ หนทางไกลจงฝ่าฟัน
แม้ล้มจงลุกยืน แม้ค่ำคืนจะเงียบงัน
อรุณรุ่งแห่งวารวัน ย่อมเวียนผันมากร้ำกราย
เพียงเธอไม่ยอมแพ้ แหละแน่วแน่ในจุดหมาย
อุปสรรคพลันมลาย ฝันกำจายกำซาบทรวง
แหล่งอ้างอิงประเภทสิ่งพิมพ์
ฉวีลักษณ์ บุญยะกาญจน. (2547). นวัตกรรมการศึกษาชุด
จิตวิทยาการอ่าน. กรุงเทพฯ : 21 เซ็นจูรี.
ฐะปะนีย์ นาครทรรพ. (2547). หนังสือเรียน สาระการเรียนรู้
พื้นฐานกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย : ภาษาไทย
ม.2 ช่วงชั้นที่ 3. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์.
ผจงวาด พูลแก้ว. (2547). แบบฝึกทักษะ ฟัง พูด อ่าน
เขียน. กรุงเทพฯ : ชมรมเด็ก.
ฝ่ายวิชาการบิสคิต. (2548). ฟัง คิด อ่าน เขียน : รวมทุก
ศาสตร์เพื่อให้คุณฉลาด. กรุงเทพฯ : บิสคิต.
วิไล แพงศรี. (2554). คู่มือการเรียนรู้ วิชา 9012102
พฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน : Human
Behaviors and Self Development.
อุบลราชธานี : คณะครุศาสตร์.
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี.



ที่จริง แล้วการฟังเป็นเรื่องสำคัญมากเท่าๆๆกับการพูด การเห็น การอ่าน การเขียน เราหน้าจะพัฒนาในทุกๆๆด้านไปพร้อมๆๆกันนะครับ
ผมได้อ่านแล้วครับ รู้สึกว่าตัวเองยังบกพร่องอยู่อีกมาก ต้องมีการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นครับ
หนูอ่านแล้ว ยังรู้สึกว่าตัวเองบกพร่องอย่างมากเลยค่ะ ยังอ่านไม่พอ หนูจะพยายามน่ะค่ะ ในส่วนที่ผิดพลาด หนูจะรีบแก้ไขค่ะ
หลังจากที่ได้อ่านแล้วทำให้ได้รู้ว่าตนเองนั้นมีข้อบกพร่องอยู่มาก สำหรับการฟังและการอ่าน จะพยายามปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นกว่านี้คะ
ผมคิดว่า การฟังเป็นสิ่งที่ดี นอกจากนี้ยังประกอบกับการบันทึก การจดบันทึกกับการฟังสองอย่างนี้ถือว่าเป็นสิ่งสำสัญเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ การอ่านนั้นเป็นการใฝ่รู้ใฝ่เรียนทำให้เกิดความรู้จากเรื่องที่อ่าน
หลังจากได้อ่านข้อความที่อาจารย์ วิไล แพงศรี ทำให้ข้าพเจ้าตระหนักถึงการฟัง การพูด การอ่าน การเขียน เพราะทักษะทั้ง 4 มีความสำคัญมากในการดำรงชีวิตของมนุษย์ การฟังมีความสำคัญมากในการสื่อสารเพราะการฟังที่ดีจะทำให้เราสามารถทำงานหรือปฏิบัติงานออกมาได้ถูกต้อง และยังช่วยให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ใหม่ๆเกิดขึ้น ขอขอบคุณอาจารย์ วิไล แพงศรี เป็นอย่ายิ่งที่ให้คำแนะนำดีๆในการสื่อสาร ส่วนตัวข้าพเจ้าจะนำความรู้ที่ได้อ่านไปปรับปรุงทักษะของตัวเองให้ดีขึ้นต่อไป
หลังจากอ่านข้อความที่อาจารย์บันทึกแล้ว พบว่าหนูยังมีปัญหาเรื่องการฟัง การอ่านอยู่มากพอสมควร แต่จากนี้จะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นค่ะ ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆ มีประโยชน์มากค่ะ
ขอบคุณอาจาร์ย วิไล มากๆนะคะที่เขียนบันทึกดีๆให้นักเรียนนักศึกษาได้อ่านและได้นำมาคิดมาปรับปรุงตัวเอง ขอบคุณจริงๆคะ
ขอบคุณอาจารย์ครับสำหรับบันทึกดีๆ
สวัสดีค่ะอาจารย์ หลังจากที่หนูได้อ่านบันทึกนี้แล้ว ก็ได้ตระหนักถึงความสำคัญของด้านการเขียน การคิด การอ่านและการฟังมากขึ้น เพราะว่ากระบวนการทั้ง 4 ด้านนี้มีความสัมพันธ์ถ้าขาดหรือบกพร่องด้านใดด้านหนึ่งไปแล้วก็จะทำให้กระบวนการนั้นออกมาได้ไม่ดี ขอบคุณสำหรับบันทึกดีดีนี้นะค่ะและหนูจะนำความรู้ที่ได้ไปใช้พัฒนาปรับปรุงตนเองในด้านต่างๆให้ดีขึ้นนะค่ะ
หลังจากอาจารย์ที่ได้กล่าวเอาไว้ข้างต้นว่า สาเหตุที่คนเราฟังได้ไม่ดี เกิดจาก 1) การขาดความสนใจ เมื่อประเมินว่า เรื่องที่ฟังน่าเบื่อ ทำให้ไม่สนใจฟัง 2) การเลือกฟังเฉพาะตอนที่ตนสนใจ ก็จะทำให้ไม่ได้ฟังในบางตอนที่สำคัญ 3) ขาดสมาธิในการฟัง เพราะมักจะคิดถึงเรื่องอื่นๆ ในขณะที่ฟัง 4) เมื่อสิ่งที่ฟังขัดแย้งกับความคิดความเชื่อของตน จะมัวแต่คิดโต้แย้งในใจ 5) สนใจลักษณะของผู้พูด ได้แก่ รูปร่างหน้าตา กิริยาท่าทาง การแต่งกาย น้ำเสียง ฯลฯ มากกว่าเนื้อหาที่พูด 6) ปัญหาจากผู้พูด เช่น การใช้ศัพท์เทคนิค หรือ คำภาษาอื่นที่ไม่เป็นที่เข้าใจทั่วไป หรือการพูดวกวน สับสน จะทำให้ฟังไม่เข้าใจ 7) ปัญหาจากสิ่งรบกวน เช่น เสียงเพื่อนคุยกัน เสียงดังรบกวนนอกห้อง 8) สภาพร่างกายไม่พร้อม เช่น หิว ง่วงนอน ไม่สบาย เป็นต้น 9) ไม่ได้จดบันทึกสิ่งที่ได้ฟัง หรือเมื่อฟังไม่เข้าใจก็ไม่ได้ซักถาม และ 10) ขาดการฝึกฝนทักษะการฟัง
หนูควรจะทำสิ่งต่อไปนี้และคิดว่าทุคนน่าจะทำตามได้ -การฟังแต่ละครั้งได้อะไรจากที่ฟัง -เข้าใจสาระที่ฟังว่าเป็นอย่างไร -สรุปเนื้อหาสำคัญๆลงในสมุด เพื่อที่จะได้ไม่ลืม -หากไม่เข้าใจก็ควรถาม เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน
การฟังเป็นทักษะแรกในการพัฒนาที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ เพราะกระบวนการพัฒนาจะเริ่มเป็นขั้นตอนตั้งแต่พัฒนาการฟัง พูด อ่าน เขียน ฉะนั้นแล้วถ้าจับใจความเรื่องที่ฟังไม่ได้งานทุกอย่างก็คงสำเร็จได้ยาก และผู้อ่านจะนำไปพัฒนาตนเองให้ดีที่สุดค่ะ
สวัสดีค่ะอาจารย์ หลังจากที่ได้อ่านบันทึกแล้ว ทำให้รู้ว่าการฟังเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะถ้าเราเริ่มต้นด้วยการฟังที่ดีก็จะทำให้เราสามารถทำงานได้อย่างถูกต้องและออกมาได้ดี ขอบคุณสำหรับบันทึกดีๆ และข้อคิดดีๆ ค่ะ
สวัสดียามเช้สค่ะท่านอาจารย์แม่วิไล,
มาชื่นชมความเป็นครูเพื่อศิษย์ที่แท้จริงด้วยอีกคนค่ะ ชื่นชมที่ท่านอาจารย์ให้ความสำคัญกับพื้นฐานการเรียนรู้ของน้องๆค่ะ เป็นโชคดีของนักศึกษาจริงๆค่ะ
พออาจารย์พูดถึงเรื่องการฟัง ปริมนึกถึงคำพูดของผู้อำนวยการที่ที่ทำงานซึ่งบอกกับพวกเราให้ให้ความสำคัญในการฟังลูกน้องในทีมว่า การฟังต่างจากการได้ยินโดยสิ้นเชิง
ปริมชอบคำกล่าวของเซอร์วินสตัน เลโอนาร์ด สเปนเซอร์ขเชอร์ชิลล์ อดีตนายกรัฐมนตรีผู้มีชื่อเสียงของอังกฤษมากที่ท่านเคยกล่าวเอาไว้ว่า "Courage is what it takes to stand up and speak; courage is also what it takes to sit down and listen" "ความกล้าคือคุณสมบัติสำคัญที่จะทำให้คนสามารถลุกขึ้นพูดได้ และความกล้าก็ยังเป็นคุณสมบัติสำคัญที่จะทำให้คนสามารถนั่งลงฟังคนอื่นด้วยเหมือนกัน"
ขอบคุณบันทึกดีดีนี้ค่ะ ขอให้ท่านอาจารย์แม่มีความสุขในวันทำงานวันนี้ค่ะ
เรียน อ.วิ ขออนุญาต Save ไว้ศึกษาได้ไหมสาระดีๆอย่างนี้น่าอ่าน...ผมไม่ค่อยมีเวลาเท่าไหร่นัก...Proposal "ชุมชนคน สมศ."ได้รับหรือยังครับ ถ้าได้รับตอบให้คนเมืองยศได้รับทราบด้วย..มีลุ้นเงินแสนนะ...555
สวัสดีค่ะ.....จากที่หนูได้อ่านบันทึกของอาจารย์แล้วนั้นว่า การฟังและบันทึกเป็นสิ่งที่จะทำให้เรา สามารถฝึกทักษะได้ดียิ่งๆ ขึ้น.. ค่ะ
ขอบคุณอาจารย์มากนะค่ะสําหรับบทความดีๆและหลังจากอ่านบทความแล้วทําให้รู้ความหมายของผู้ฟังที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับตัวเองและสังคมอย่างมากในปัจจุบันค่ะ
หลังจากที่ได้อ่านบันทึกแล้วหนูมีความรู้สึกว่าตัวเองยังมีข้อบกพร่องในการฟัง การอ่าน เขียนอยู่เป็นมากค่ะแต่หนูก็จะพยายามพัฒนาให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆค่ะ
ขอบคุณอาจารย์มากค่ะที่สื่อให้เห็นถึงความสำคัญของการฟังและการอ่านที่ดี หนูเองก็ยังมีความบกพร่องในทักษะด้านนี้อยู่มาก แต่อย่างไรแล้วหนูจะพยายามฝึกฝนให้มากยิ่งขึ้นค่ะ