๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๕ หลังจากกลับจากการพาเด็กไปเข้าค่ายคุณธรรมที่ "พุทธะอาศรม"ต้องแปลกใจมากที่มีคนมาถามหา จากแปลกใจกลายเป็นตกใจ เมื่อผู้มาเยือนยื่นเอกสารปึกใหญ่ให้ บอกว่าเป็น "หมายศาล"

       ใบ้กินไปพักใหญ่ งงมาก พอได้สติ ก็เรียกน้องต้นน้ำ ลูกชายคนโต ให้มาช่วยดู เพราะเอกสารเยอะมาก มีเว็บไซต์ของโรงเรียนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย จากการอ่าน และพยายามตีความ ก็ได้ความว่า บริษัทภาพยนตร์ไทยแห่งหนึ่ง ยื่นฟ้องศาล ข้อหา "อิงจันทร์ ฉ้อฉลทำการปลอมตัวเป็นเด็ก ทำเว็บไซต์ และนำเอาภาพยนตร์ของเขามาเผยแพร่ ทำให้เขาเสียผลประโยชน์" สองคนแม่ลูกช่วยกันทบทวนความทรงจำ ก็ได้ความ และขอเล่าให้ฟังดังนี้ค่ะ

        เริ่มแรกลูกชายทั้งสองคน มีบล็อกอยู่ที่ gotoknow. ลูกชายคนโต ใช้ชื่อบล็อก "เปิดเพลงให้แม่ฟัง" ได้ไม่นานก็ปล่อยทิ้งร้าง ไปหัดสร้างเว็บของตัวเอง ฉันรู้สึกเสียดาย จึงไปใช้บล็อกนั้นแทนลูก โดยเปลี่ยนเป็น "บ้านกลอนไฉไล" ส่วนลูกชายก็หัดทำเว็บ เป็นเว็บเพลง ที่รวมเพื่อน ๆ มาเป็น ดีเจคล้าย ๆ สถานวิทยุ มีการขอเพลงกันหน้าจอ

        ต่อมา........ลูกชาย ขออนุญาตแม่ "ทุบกระปุกออมสิน" เพื่อนำเงินไปซื้อ โฮสติ้ง ทำเว็บไซต์ โดยขอใช้บัญชีธนาคารของแม่ในการโอนเงินให้กับผู้ขาย ฉันไม่ได้คิดอะไรมากมาย จึงอนุญาต และได้มอบบัญชีธนาคารนั้นพร้อมด้วยบัตรเอทีเอ็มให้ลูกใช้  เนื่องจากลูกต้องไปเรียนต่อต่างแดน ซึ่งจำเป็นต้องมีเพื่อความสะดวก ซึ่ง ณ เวลานั้น ลูกยังไ่ม่สามารถเปิดบัญชีเงินฝากเป็นของตัวเองได้ เพราะยังมิได้มีบัตรประจำตัวประชาชน(อายุไม่ถึง ๑๕ ปี) 

       ฉันพลาดตรงที่ไม่เคยเข้าไปดูว่าเว็บไซต์ของลูกเป็นอย่างไร เมื่อเห็นลูกมีความสามารถทำเว็บได้ ก็ให้ช่วยทำเว็บไซต์ให้กับโรงเรียน ทั้งโรงเรียนที่พ่อเป็นผู้บริหาร และโรงเรียนขอตัวเอง ซึ่งตอนทำเว็บใหม่ ๆ อยู่ในช่วงปรับปรุงข้อมูล ตรงภาพบุคลากร แต่ละคน ยังเป็นชื่อของลูกอยู่ และลูกก็ใส่ชื่อแม่และชื่อลูก เป็นผู้ดูแลระบบ 

       ส่วนเว็บไซต์ของลูก ฉันทราบภายหลัง(หลังจากที่ได้รับหมายศาลแล้ว) ว่าลูกได้นำภาพยนตร์ไทยเรื่องหนึ่ง ไปเผยแพร่ไว้ที่หน้าเว็บ ซึ่งจริง ๆ แล้วเว็บไซต์นั้น หมดสัญญาเช่า ไปหลายเดือนแล้ว เนื่องจากลูกไม่ได้จ่ายเงินรายปี คือเปิดใช้เพียง ๑ ปี เท่านั้น 

       ในขณะเดียวกัน เมื่อลูกชายต้องไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ บัญชีธนาคารในมือลูก....ที่เป็นชื่อแม่ ก็มีการเคลื่อนไหว มีการโอนเงินเข้าอย่างต่อเนื่อง บางครั้งเป็นจำนวนเงินหลักหมื่น เนื่องจากลูกต้องจ่ายค่าเล่าเรียน ค่าห้องพัก ค่าอาหาร ตรงนี้นี่เองกระมัง ที่ทำให้เจ้าของภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ตัดสินใจฟ้องศาล เขาคงคิดว่า เงินที่โอนเข้าบัญชีเป็นรายได้จากภาพยนตร์ของเขากระมัง

       หลาย ๆ เหตุการณ์รวมกัน ทำให้อิงจันทร์ โดนกล่าวหาว่า "ทำการ ฉ้อฉล ปลอมตัวเป็นเด็ก ทำเว็บไซต์ และละเมิดลิขสิทธ์นำผลงานของผู้อื่นมาเผยแพร่ เพื่อหารายได้ "

       ถ้าถามว่า "เหนื่อยมั้ย ท้อมั้ย กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็เหนื่อยนะ เหนื่อยใจกับข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริง และนำเอาเว็บไซต์ของโรงเรียนมาเกี่ยวข้องด้วย   ลูกชายก็เครียดมาก ฉันได้แต่ปลอบใจลูกไม่ให้คิดมากเดี๋ยวจะเสียการเรียน ลูกเสียใจที่ความประมาท ความไม่รอบคอบ ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของลูก ต้องทำให้แม่เดือดร้อน ฉันก็ได้แต่บอกลูกว่า ณ เวลานี้ไม่ต้องพูดแล้วว่าใครผิดใครถูก  มีปัญหาก็ต้องช่วยกันแก้ไข หาทางออก ให้ลูกคิดเสียว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการฉีดวัคซีนป้องกันโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นวิตะมิน เพิ่มความเข้มแข็ง และให้ถือเป็นบทเรียนราคาแพง ที่ลูกไม่ควรพลาดอีกต่อไป เพราะลูกยังต้องอยูกับโลกออนไลน์ไปอีกนาน ส่วนแม่ก็ยังคงต้องอยู่ในสังคมนี้อีกนาน "สังคมของการกล่าวหา" ทำให้ต้องหวนกลับไปอ่านงานเขียนของพี่ชาย วรภ วรภา เรื่องนกเขาเถื่อนอีกครั้งหนึ่ง" นกเขาเถื่อน" เรื่องสั้นสะท้อนสังคมไทยกับการ "กล่าวโทษ"