เมื่อวันก่อนผมไปจัดของที่ได้มาใหม่เพื่อจัดแสดงให้พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีไทยโบราณ มาได้นั่งคิดเรื่องเทคโนฯชิ้นสำคัญที่สุดอีกชิ้นหนึ่งเป็นรอบที่ร้อยแล้วกระมัง ก็คือ “ไม้คาน”   สำหรับคนหาเช้ากินค่ำ ที่ดูเหมือนเป็นของไร้ค่าในสายตาคนส่วนใหญ่  แต่ผมว่านี่แหละคือความภูมิใจสุดๆ ของชาติไทยชิ้นหนึ่ง (นอกจาก บั้งไฟ ตะไล กังหันลม ฟันเฟือง ) 

 

ว่าแล้วผมก็ใช้มือเขียนกระดาษแปะไว้เพื่ออธิบายประกอบการแสดง ไม้คาน ไว้ว่า ...

 

...ชาติไทยเป็นชาติเดียวในโลก  ที่ใช้ไม้คานที่อ่อนและแอ่นกระดกขึ้นลงได้ แสดงให้เห็นสมองอันล้ำเลิศของบรรพชนไทย เพราะการแอ่นลงนั้นเป็นการช่วยซับแรงกระแทกบ่า ทำให้นุ่มนวล  จากนั้นพอมันกระดกขึ้น ก็เป็นการผ่อนแรง ทำให้การแบกเบากว่าปกติ  เรียกว่าได้สองต่อ ทั้งขึ้นทั้งล่อง....บรรพชนไทยฉลาดจริงหนอ!

 

(ชาติอื่นๆ จีน อีนเดีย แขก ฝรั่ง ใช้ไม้คานแข็งหมด ในการหาบ  )

 

 

นอกจากนี้ วันนี้ผมยังมาคิดต่อยอดการหาบด้วยไม้คาน เพื่อให้สบายยิ่งขึ้นคือ  แทนที่จะวางไม้คานบนบ่า ผมจะเอามาวางใต้บ่า   ดังนี้...

 

..เอาผ้าผืนย่อมๆมา   (ขนาดประมาณผ้าขนหนูเช็ดหน้าขนาดเล็ก)  ที่ปลายผ้าสองด้านให้ผูกทำเป็นบ่วง ...เอาผ้ามาพาดบ่า  ....  เอาไม้คานสอดเข้าบ่วงทั้งสอง แล้วห้อยไม้คานไว้ใต้บ่า   ยกสาแหรกเดินไป   แขนเอาวางพาดไว้บนไม้คาน มือจับด้ามคานเพื่อบังคับทิศทาง

 

ข้อดีเห็นชัดๆกว่าการหาบบนบ่า คือ จะเจ็บบ่าน้อยลงมาก เพราะผืนผ้าจะแผ่เต็มไหล่ เป็นการกระจายน้ำหนักไปทั่วบ่า ไม่กดเป็นจุดแบบการหาบบนบ่า  (แบบนี้เราน่าจะเรียกกว่าการห้อย ไม่ใช่การหาบ)  อีกทั้งผ้านั้นนิ่มไม่แข็งเหมือนไม้(คาน)

 

ข้อดีที่สองคือ ของหนัก (สาแหรก)  จะอยู่ต่ำลงไปกว่าเดิม  ทำให้จุดศูนย์ถ่วง (cg) ต่ำลง ทำให้เกิดความเสถียร (stability) ในการเดินมากขึ้น  การแกว่งและแรงแกว่งของสาแหรกในขณะเดินจะน้อยลงด้วย ทำให้เหนื่อยน้อยลงไปอีก   (กล้ามเนื้อแบกรับภาระแรงแกว่งน้อยลง) 

 

 

ในเบื้องต้นนี้ผมพยายามอธิบายด้วยผ้าขนหนูไปพลางก่อน เพื่อให้เข้าใจง่าย   จริงๆ แล้วควร ถัก เชือกขึ้นมาเป็นการเฉพาะเพื่อให้มีความแข็งแรงทนทาน ใช้ง่าย

 

ช่วยกันคิดเรื่องนี้ไว้บ้างก็ดีนะครับ  อีกหน่อยสิ้นชาติ เพราะถูกต่างชาติกลืนกินหมด (ตามที่ผมทำนายไว้ว่าจะเกิดใน ๑๘ ปี)    ถ้าไม่อยากเป็นขี้ข้าเขา ก็ต้องมาค้าขายกินแหละครับ   ทุนรอนก็ไม่มีเพราะเงินที่เก็บไว้หลายล้านก็ไร้ค่าหมดแล้ว    ก็ต้องหาบของไปขายเร่แหละครับ  แล้ววันนั้นจะคิดถึงคนถางทาง อิอิ

 

 

...คนถางทาง (๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๕)