วิถีแห่งเสรีภาพทางการเมืองของพระสงฆ์ไทย : การศึกษาเชิงวิเคราะห์ในบริบทสังคมไทยสมัยปัจจุบัน
The Way of Political Liberty of Thai Monks : An Analytical Study in Nowadays Thai Society Context.
ไกรฤกษ์ ศิลาคม[1]*
Krairoek Silakom 1*
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดเรื่อง เสรีภาพในคำสอนของพระพุทธศาสนาและขอบเขตของเสรีภาพของพระสงฆ์เกี่ยวกับการเมือง โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาคือ เอกสารคำสอนของพุทธปรัชญาในคัมภีร์พระไตรปิฎก รวมถึงอรรถาธิบายและทัศนะของนักคิดนักวิชาการยุคหลังที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า เสรีภาพในพระพุทธศาสนามี 3 ระดับ ได้แก่ เสรีภาพพื้นฐานในการดำรงชีวิต เสรีภาพที่เราสามารถทำอะไรตามใจชอบแต่ต้องอยู่ในกรอบของศีลธรรม และเสรีภาพในระดับวิมุตติ ในด้านการเมือง พระสงฆ์มีเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองได้ภายใต้ขอบเขตของพระธรรมวินัย ความลำเอียงทางการเมืองของพระสงฆ์เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม และ การแสดงออกทางการเมืองของพระสงฆ์ควรยึดหลักการคือ พระธรรมวินัย ความเลื่อมใสของชุมชน และ ประโยชน์สุขของสังคม
คำสำคัญ : เสรีภาพ การเมือง พระสงฆ์
Abstract
This research aims to study the concept of liberty in Buddhist doctrine and the frontier of political liberty of Thai monks. This is a qualitative research. The data which are used in this research were gathered from numerous doctrines of Buddhist philosophy which appeared in the Tripitaka, its commentaries and the related thoughts of Buddhist scholars in modern age. The results show that the liberty in Buddhism have 3 level; the basic liberty in human life, the liberty to do everything in the frontier of morality and the liberty of free mind or liberation (vimutti). In the political, monks have the liberty to express of thinking, speech and action under the Buddhist discipline. The partial action of monks is not right. Political expression of monks should in the principle; Buddhist discipline, faith of community and social happiness.
Keywords: Liberty, Politics, Monk
บทนำ
เสรีภาพเป็นหลักการที่สำคัญของสังคมประชาธิปไตย โดยกำหนดให้ปัจเจกบุคคลสามารถดำเนินชีวิตของตนเองได้อย่างอิสระแต่อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย ประเทศไทยเองก็ให้เสรีภาพแก่ประชาชนในการแสดงออกทางความคิด การกระทำ และคำพูดได้ ตราบเท่าที่ไม่ละเมิดกฎหมายบ้านเมือง แต่ในทางปฏิบัติแล้วการแสดงเสรีภาพของประชาชนมักจะเกินเลยจากขอบเขตของเสรีภาพที่ถูกต้อง จนเหตุการณ์บานปลายกลายเป็นเหตุจลาจลจนต้องมีการใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามผู้ชุมนุมด้วยวาทะว่า กระชับพื้นที่ หรือ กระชับวงล้อม หรือ ขอคืนพื้นที่ จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บล้มตายไปเป็นจำนวนมาก จนถึงปัจจุบันปัญหาความขัดแย้งของผู้คนในสังคมก็ยังไม่ยุติ ปัญหาใหม่ที่พบก็คือ ในการชุมนุมประท้วงของประชาชนนั้นมีพระสงฆ์เข้าร่วมชุมนุมปะปนอยู่กับประชาชนด้วย นอกจากนี้พระสงฆ์ที่ทำหน้าที่เป็นแกนนำโดยการอภิปรายบนเวที และการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลผ่านทางสถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์ต่างๆ หลายรูป จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมของพฤติกรรมดังกล่าวของพระสงฆ์ ซึ่งโดยสรุปแล้วสังคมมีมุมมองต่อพระสงฆ์กลุ่มนี้ใน 2 ลักษณะคือ 1. พระสงฆ์ไม่ควรมายุ่งเกี่ยวทางการเมือง เพราะไม่ใช่กิจของสงฆ์ ผิดหลักพระธรรมวินัย 2. พระสงฆ์ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพราะพระสงฆ์ในอดีตก็เกี่ยวข้องกับการเมืองมาตลอด และการออกมาแต่ละครั้งก็เพื่อมาช่วยเหลือบ้านเมืองเท่านั้น จากประเด็นดังกล่าวประชาชนก็มีทัศนะต่อปัญหาแตกต่างกันไป มีผลงานวิจัยที่เผยแพร่ในมติชนออนไลน์เมื่อ 31 มกราคม 2554 ชี้ว่าสื่อและสังคมมองว่า
1. พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว. วชิรเมธี) ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตยาลัย และพระกิตติศักดิ์ กิตติโสภโณ ประธานมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เป็นพระเสื้อเหลือง
2. พระราชธรรมนิเทศ (พระพยอม กัลยาโณ) เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว, พระมหา ดร.สมชาย ฐานวุฑฺโฑ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และพระไพศาล วิสาโล พระสงฆ์นักสันติวิธี เป็นพระเสื้อแดง
นอกจากนี้ในผลงานวิจัยยังระบุอีกว่า ในปัจจุบันพระสงฆ์ไทยแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ
- พระสงฆ์ส่วนใหญ่ยืนยันว่า ไม่ได้เลือกฝ่ายเสื้อเหลือง หรือ ฝ่ายเสื้อแดง โดยแบ่งตามภาคได้ดังนี้
- พระสงฆ์ภาคใต้ 68 % พระสงฆ์ภาคกลาง 60.3 %
- พระสงฆ์ภาคเหนือ 60.3 % พระสงฆ์ภาคอีสาน 40 %
- พระสงฆ์ที่ยืนยันว่า เลือกฝ่ายเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง ซึ่งมีทั้งที่ออกมาชุมนุม และไม่ได้ออกมาชุมนุม และเป็นพระที่มีชื่อเสียงซึ่งได้แสดงความคิดเห็นทางการเมืองเป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณะ โดยในกลุ่มพระสงฆ์ที่เลือกฝ่ายทางการเมืองนี้ ในกลุ่มที่เลือกฝ่ายเสื้อแดงมีจำนวนมากกว่า โดย
- พระสงฆ์ภาคอีสาน 57.3 % พระสงฆ์ภาคเหนือ 47 %
- พระสงฆ์ภาคกลาง 33 % พระสงฆ์ ภาคใต้ 4.7 %
ส่วนพระสงฆ์ที่เลือกฝ่ายเสื้อเหลืองนั้นพระสงฆ์ภาคใต้มีจำนวนมากที่สุด ดังนี้
- พระสงฆ์ภาคใต้ 27.3 % พระสงฆ์ภาคกลาง 6.7 %
- พระสงฆ์ภาคเหนือ 3.7 % พระสงฆ์ภาคอีสาน 2.7 %
- พระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงถูกมองว่า เลือกสีนั้นสีนี้ แต่เมื่อไปสัมภาษณ์แล้ว ท่านยืนยันว่า ตัวเองเป็นกลาง ดังรายชื่อที่แสดงไว้แต่ต้นแล้ว มี ท่าน ว.วชิรเมธี และพระราชธรรมนิเทศเป็นต้น
โดยพระสงฆ์ที่เลือกฝ่ายเหล่านี้ให้เหตุผลในการเลือกฝ่ายใน 2 ลักษณะคือ
1. เหตุผลทางการเมือง โดยพระสงฆ์ที่ออกมาชุมนุมกับคนเสื้อแดงนั้นส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า ต้องการประชาธิปไตย และต่อต้านรัฐประหาร มีเพียงส่วนน้อยที่ต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาเป็นนายก ส่วนพระสงฆ์ที่เลือกฝ่ายเสื้อเหลืองนั้น ให้เหตุผลว่า ต้องการประชาธิปไตย ต่อต้านคอร์รัปชั่น และไม่ต้องการ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับมาเป็นนายก
2. เหตุผลทางจริยธรรม พบว่า พระสงฆ์ที่ร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง (ในภาคอีสาน ภาคเหนือและ ภาคกลาง) ต้องการให้สังคมมีความยุติธรรม ไม่ต้องการสองมาตรฐาน ต้องการเห็นการเมืองมีจริยธรรม/ธรรมาธิปไตย และต้องการให้ยุติความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ส่วนพระสงฆ์ในภาคใต้ระบุว่า ต้องการเห็นการเมืองมีจริยธรรม/ธรรมาธิปไตย และต้องการให้ยุติความขัดแย้งด้วยสันติวิธี
จากประเด็นปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นนั้น การเคลื่อนไหวทางการเมืองของพระสงฆ์เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม และบทบาทของพระสงฆ์ว่าควรเป็นอย่างไร คณะกรรมการมหาเถรสมาคมได้ออกระเบียบห้ามไว้อย่างชัดเจนว่า ไม่ให้ภิกษุสามเณรในคณะสงฆ์ไทยออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องทางการเมือง แต่ในทางปฏิบัติแล้วก็ปรากฏว่า เมื่อเกิดความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นก็มักจะมีการนำเอาคณะสงฆ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ หรือพระสงฆ์เองก็เป็นผู้เสนอตนเข้ามีบทบาททางการเมืองในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ด้วยเหตุผลเฉพาะตนที่แตกต่างกันไป จึงเป็นที่น่าคิดว่า ศาสนาและผู้รับใช้ศาสนาควรมีบทบาทหน้าที่อย่างไร การเมืองเป็นกิจของสงฆ์หรือไม่ ก็ยังมีคำตอบไม่เป็นที่ยุติ เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลสนับสนุนและฟังดูมีเหตุมีผลทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ กลุ่มแรก ให้เหตุผลว่า พระสงฆ์เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า สมณะ คือ ผู้สงบ หรือ บรรพชิต คือ ผู้เว้นกิจกรรมอันเศร้าหมองมีโทษ พระสงฆ์ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพราะผิดสมณวิสัย นำความเสื่อมเสียมาสู่ตนและพระศาสนา ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งให้เหตุผลว่า ธรรมะกับเรื่องการเมืองเป็นเรื่องเดียวกัน พระสงฆ์สามารถยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมืองได้ และนอกจากนี้การแสดงออกเหล่านี้ก็ยังถูกจัดว่าเป็นพระพุทธศาสนาเพื่อสังคมรูปแบบหนึ่ง ความแตกต่างกันของเหตุผลดังกล่าวจึงสมควรเป็นอย่างยิ่งที่จะศึกษาให้ถ่องแท้ว่า เสรีภาพในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างไร พระสงฆ์ตามพระธรรมวินัยมีเสรีภาพมากน้อยแค่ไหน และบทบาทในทางการเมืองที่พระสงฆ์สามารถแสดงออกได้ควรเป็นอย่างไร โดยอาศัยหลักการตีความเพื่อทำความเข้าใจและการประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับเหตุการณ์ปัจจุบัน
วิธีการวิจัย
ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การวิจัยเชิงเอกสารเป็นหลัก ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาคือ เอกสารคำสอนของพุทธปรัชญาในคัมภีร์พระไตรปิฎก รวมถึงอรรถาธิบายและทัศนะของนักคิดนักวิชาการยุคหลังที่เกี่ยวข้อง
ผลการวิจัยและอภิปรายผลการวิจัย
ความหมายของเสรีภาพ
ในพจนานุกรมบาลี-ไทย ได้อธิบายว่า “เสน อตฺตนา อีริตํ สีลมสฺสาติ เสรี” แปลตามรูปศัพท์ว่า การดำเนินไปด้วยตน คือ ด้วยตนเองเป็นปกติของบุคคลนั้น เหตุนั้นบุคคลนั้นชื่อว่ามีเสรี” (ประยุทธ์ หลงสมบุญ, 2519 : 692)
ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2530 ให้ความหมายของคำว่า เสรี ไว้ว่า “การที่ทำได้โดยไม่มีอุปสรรค มีสิทธิที่จะทำจะพูดได้โดยไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น (ราชบัณฑิตยสถาน, 2530 : 545)
ฉะนั้น คำว่า “เสรี” เมื่อนำมาสมาสกับคำว่า ภาวะ หรือ ภาพ จึงได้เป็น เสรีภาพ ซึ่งมีความหมายว่า ภาวะแห่งความมีเสรี และยังมีอีกคำหนึ่งซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกันและมักใช้แทนกันกับคำว่า เสรีภาพ นั่นคือ คำว่า อิสรภาพ ซึ่งมีความหมายว่า ความที่จิตเป็นใหญ่ หลุดพ้นจากกิเลสและตัณหา หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วิมุตติ (deliverance) (พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), 2538 : 7-9)
แนวคิดเสรีภาพที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก มีอยู่ 3 ระดับ คือ
- เสรีภาพในระดับต่ำ
เสรีภาพในระดับนี้คือเสรีภาพระดับเบื้องต้นที่บุคคลสามารถที่จะคิด พูด ทำ หรือจะเชื่อ อะไรก็ได้ตามใจชอบ พระพุทธศาสนา ให้โอกาสมนุษย์ในการแสดงออกดังกล่าวได้ เพราะจัดเป็นเสรีภาพพื้นฐานที่มนุษย์ทั่วไปมีอยู่ โดยสังเกตได้จากการแสดงธรรมของพระพุทธองค์ ซึ่งมีลักษณะไม่บังคับให้เชื่อหรือนับถือ แต่ใช้การอธิบายให้เข้าใจแล้วเกิดศรัทธามานับถือด้วยตนเอง แม้ผู้ที่นับถืออยู่แล้วจะเลิกนับถือในภายหลังก็มีเสรีภาพที่จะกระทำได้ ดังที่ สุนักขัตตะ บุตรของเจ้าลิจฉวี ประกาศจะเลิกนับถือพระพุทธองค์หากไม่ทรงแสดงปาฏิหาริย์ให้ดู พระพุทธองค์ตรัสว่า เราบอกเธอหรือว่า ให้มานับถือเรา สุนักขัตตะ ทูลว่า ไม่ได้บอกให้มานับถือ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า เมื่อเราไม่ได้บอกให้มานับถือแล้วใครจักเลิกนับถือใคร (ที. ปา. (ไทย) 11/3/2)
2. เสรีภาพในระดับกลาง
เสรีภาพในระดับนี้เป็นเสรีภาพที่เราสามารถทำอะไรก็ได้ตามใจชอบแต่ต้องอยู่ในกรอบของศีลธรรม หากจะแย้งว่า การเลือกอยู่ในกรอบของศีลธรรมเป็นการจำกัดเสรีภาพทางกายและวาจาที่จะทำหรือพูดตามใจชอบ แต่การจำกัดเสรีภาพทางกายวาจาดังกล่าวก็คือ การดำรงตนอยู่ในศีล และศีลอันนี้เองที่จะนำมนุษย์พัฒนาตนไปสู่ สมาธิและปัญญา อันจะนำพาให้มนุษย์ไปสู่เป้าหมายคือ เสรีภาพทางใจ ไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของกิเลสตัณหาอันเป็นเป้าหมายสูงสุดของเสรีภาพทางพระพุทธศาสนา (สนิท ศรีสำแดง, 2544 : 41) โดยสรุปแล้ว การใช้เสรีภาพในระดับกลางนี้ต้องอยู่ในขอบเขต ไม่กระทบกับเสรีภาพของผู้อื่น
3. เสรีภาพในระดับสูง
เสรีภาพในระดับนี้หมายถึง วิมุตติ (Freedom) กล่าวคือ มีจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์ ปราศจากโลภะ โทสะ โมหะ ปราศจากเครื่องบีบคั้นผูกมัด มีอิสระ เป็นไทแก่ตัวเอง เพราะหมดอัตตวาทุปาทาน คือความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน หรือ อีกนัยยะหนึ่งก็คือ หมดความเห็นแก่ตัวโดยสมบูรณ์ และเมื่อบุคคลไม่มีความเห็นแก่ตัว ก็จะเกิดความเห็นแก่ผู้อื่นโดยอัตโนมัติ ด้วยเหตุนี้ผู้มีเสรีภาพทางจิตจึงเป็นผู้ที่มีพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา โดยสมบูรณ์อัตโนมัติเช่นกัน ฉะนั้น ผู้ที่มีเสรีภาพทางใจ ประกอบด้วยจิตเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ที่แท้จริง เป็นเสรีภาพที่ไม่มีขอบเขตไม่มีประมาณ มีชีวิตอยู่เพื่อประโยชน์แก่ชาวโลกอย่างแท้จริง
พระธรรมวินัยที่เกี่ยวข้องกับการเมือง
หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการห้ามพระสงฆ์มิให้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ที่ปรากฏในคัมภีร์ทางศาสนา มีสิกขาบทที่พอจะเกี่ยวข้องกับการเมืองดังนี้ ในปาจิตตีย์ อเจลกวรรค สิกขาบทที่ 8 มีว่า “ภิกษุดูกองทัพที่ยกไปเพื่อรบกัน เป็นปาจิตตีย์” (วิ. มหา. (ไทย) 2/562-566/496-499) ในปาจิตตีย์ อเจลกวรรค สิกขาบทที่ 9 มีว่า “ภิกษุอยู่ในกองทัพเกิน 3 คืน เป็นปาจิตตีย์” (วิ. มหา. (ไทย) 2/567-570/500-501) ในปาจิตตีย์ อเจลกวรรค สิกขาบทที่ 10 มีว่า “ภิกษุดูการบ การตรวจพล การจัดทัพและทัพที่จัดเป็นขบวนเสร็จแล้ว เป็นปาจิตตีย์” (วิ. มหา. (ไทย) 2/571-574/502-504) แต่ก็ทรงยกเว้นสำหรับบางกรณีจำเป็นเช่น มีญาติป่วยอยู่ในกองทัพ ก็ทรงอนุญาตให้เข้าไปกองทัพได้ แต่พักได้ไม่เกิน 3 คืน และระหว่าง 3 คืนนั้น ก็ทรงไม่ให้พระสงฆ์เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเตรียมกองทัพ
การแสดงออกทางการเมืองของพระสงฆ์ผิดพระธรรมวินัยหรือไม่
พระวินัยที่เกี่ยวข้องกับการเมืองข้างต้นนั้น จะเห็นได้ว่า ไม่ทรงประสงค์จะให้พระภิกษุไปยุ่งเกี่ยวกับศึกสงครามซึ่งเป็นเรื่องของบ้านเมือง หรือผู้ปกครองบ้านเมืองจะทำการต่อสู้ป้องกันดินแดนของตน หรือการขยายเขตพระราชอำนาจออกไปยังดินแดนต่างๆ ซึ่งการดังกล่าวต้องมีการรบราฆ่าฟันกันตามปกติวิสัยของการสงคราม แต่ไม่ใช่ปกติวิสัยของสมณะที่จะไปร่วมยินดีกับการดังกล่าวด้วย
ความเกี่ยวข้องทางการเมืองที่เราต้องการศึกษานี้ไม่ได้มีลักษณะของการไปดูกำลังพล การไปพักอยู่ในกองทัพ หรือ การไปดูการซ้อมรบ แต่เรากำลังหมายถึงการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง การออกไปร่วมชุมนุมของพระสงฆ์ การออกไปร่วมชุมนุมกับฆราวาส เพื่อเรียกร้องบางสิ่งบางอย่างจากรัฐ ซึ่งเมื่อตรวจดูข้อห้ามในพระวินัยก็จะพบว่า ไม่มีข้อห้ามการแสดงออกทางการเมืองในลักษณะดังกล่าวข้างต้น ฉะนั้น ในเบื้องต้นก็พอจะสรุปได้ว่า พระวินัยห้ามการไปยุ่งเกี่ยวกับกองทัพ การศึกสงคราม แต่ไม่ได้ห้ามการแสดงออกทางการเมืองในลักษณะอื่นๆ เช่น การแสดงความคิดเห็น หรือการชุมนุม สิ่งที่พระพุทธองค์ไม่ได้ห้ามไว้นี้ ก่อนจะปฏิบัตินั้นควรจะพิจารณาโดยใช้หลักพระธรรมวินัยดังต่อไปนี้คือ 1. วัตถุประสงค์ในการบัญญัติวินัย 10 ประการ ซึ่งมีใจความสำคัญที่เกี่ยวกับประเด็นนี้คือ เพื่อความเรียบร้อยดีงามของคณะสงฆ์ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว (วิ. มหา. (ไทย) 1/20/37) และในอีกสูตรหนึ่งอธิบายว่า สิ่งใดไม่ได้ทรงห้ามไว้ว่าไม่ควร แต่เข้ากันได้กับสิ่งที่ไม่ควรและขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควร แต่สิ่งใดไม่ได้ทรงห้ามไว้ว่าไม่ควร แต่เข้ากันได้กับสิ่งที่ควรและขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควร (วิ. มหา. (ไทย) 5/92/131) 2. หลักมหาปเทส 4 ซึ่งมีใจความสำคัญที่เกี่ยวข้องว่า การอ้างพุทธพจน์ การอ้างสงฆ์ การอ้างพระเถระจำนวนมาก และการอ้างพระเถระรูปหนึ่งขึ้นว่าคำพูดนี้ได้มาจากแหล่งดังกล่าวก็ไม่ควรยืนยันหรือปฏิเสธทันทีแต่ควรตรวจสอบกับพระธรรมและพระวินัยดูก่อนแล้วจึงเชื่อถือและปฏิบัติตามได้ (ที. ม. (ไทย) 10/113-116/144) 3. หลักตัดสินพระธรรมวินัย 8 ประการซึ่งมีใจความว่า ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด ความหมดเครื่องผูกรัด ความไม่พอกพูนกิเลส ความมักน้อย ความสันโดษ ความสงัด การประกอบความเพียร และความเลี้ยงง่าย ธรรมเหล่านี้เป็นคำสอนของศาสดา (วิ. จุล. (ไทย) 7/523/331)
การแสดงออกทางการเมืองของพระสงฆ์จัดว่า เป็นขบวนการพระพุทธศาสนาเพื่อสังคมได้หรือไม่
พระมหาสมบูรณ์ วุฑฺฒิกโร (2548) ได้อธิบายว่า พระพุทธศาสนาเพื่อสังคม หมายถึง ทัศนะที่ว่า พระพุทธศาสนากับสังคมต้องผูกพันกัน (must be engage) เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่มีการแยกเรื่องศาสนาออกจากสังคม รวมทั้งพยายามที่จะตีความพุทธธรรมให้ครอบคลุมปัญหาใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน อาทิในต่างประเทศ เช่น ขบวนการชาวพุทธเพื่อสังคมในอินเดีย โดย ดร.เอ็มเบ็ดการ์ (B.R.Ambedkar) ขบวนการชาวพุทธเพื่อสังคมในเวียดนาม โดยพระนิกายเซน ชื่อ ติช นัท ฮันห์ (Thich Nhat Hanh) ขบวนการสรรโวทัย (Sarvodaya) โดยอริยรัตนะ (Ariyaratne) ในประเทศศรีลังกา ขบวนการชาวพุทธเพื่อสังคมในธิเบต โดยองค์ทะไลลามะ ผู้นำรัฐบาลพลัดถิ่นของธิเบต ที่พยายามต่อสู้เพื่อเอกราชของธิเบตด้วยวิธีอหิงสา คือ ไม่ใช้ความรุนแรง (non-violence) และเสนอแนวคิดเรื่องความรับผิดชอบระดับสากล (universal responsibility) บนฐานของจิตใจที่มุ่งหวังประโยชน์สุขเพื่อผู้อื่น
ปัญหาที่เราควรจะนำพิจารณาต่อไปก็คือว่า การแสดงออกทางการเมืองของพระสงฆ์ไทยในรูปแบบต่างๆ กันนั้นจัดเป็นขบวนการพระพุทธศาสนาเพื่อสังคมได้หรือไม่ หากเราพิจารณาตัวอย่างที่ผ่านมาของขบวนการพระพุทธศาสนาเพื่อสังคม ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกับสังคม และร่วมแก้ปัญหาของสังคมนั้นก็จะพบว่า เหตุผลของการแสดงออกทางการเมืองของพระสงฆ์ไทยตามผลการวิจัย ที่กล่าวไว้ในตอนต้นก็พอจะกล่าวได้ว่า มีความสอดคล้องกับหลักการของพระพุทธศาสนาเพื่อสังคมได้ กล่าวคือ ความต้องการเห็นสังคมที่เป็นธรรม และต้องการให้มีการบริหารบ้านเมืองโดยยึดหลักธรรม
ธรรมะกับการเมืองขัดแย้งกันหรือไม่
จากประเด็นที่ตั้งเป็นหัวข้อว่า ธรรมะ หรือ หลักการแห่งพระพุทธศาสนากับการเมืองขัดแย้งกันหรือไม่ นั้นจะเห็นได้ว่า ในยุคพุทธกาล พระพุทธองค์ก็ทรงเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองในลักษณะต่างๆ กัน แต่การเข้าไปเกี่ยวข้องของพระพุทธองค์ไม่ได้มีลักษณะเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ดังเช่นกรณีสงครามแย่งน้ำของพระญาติ สงครามล้างเผ่าพันธุ์ของพระเจ้าวิฑูฑภะ และกรณีการทำสงครามกับแคว้นวัชชีของพระเจ้าอชาตศัตรูนั้น พระพุทธองค์ทรงพิจารณาเพื่อเข้าไปเกี่ยวข้องในลักษณะที่เป็นกลาง โดยการแสดงความจริงให้ทั้งสองฝ่ายฟัง เมื่อเข้าใจในธรรมที่ทรงแสดงแล้วก็จะละเลิกความเห็นที่ผิดและการสร้างบาปกรรมไปเอง แต่หากทรงพิจารณาพบว่า แม้พระองค์ก็ไม่สามารถห้ามการทำกรรมนั้นได้ เพราะเป็นวิบากกรรมของผู้ที่จะต้องรับผลกรรม พระองค์ก็ทรงละเว้นไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง ดังกรณีของพระเจ้าวิฑูฑภะ ส่วนพุทธทาสภิกขุมองว่า “การเมืองเป็นเรื่องเดียวกันกับเรื่องศีลธรรม เพราะมีเป้าหมายเดียวกันคือสร้างความเป็นปรกติสุขของสังคม” (วีระ สมบูรณ์, 2550 : 3-4)
ดังนั้น หากตีความตามเจตนารมณ์ของพระธรรมวินัยที่ระบุหน้าที่ของภิกษุสงฆ์ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเที่ยวจาริกไป เพื่อประโยชน์และความสุขของคนเป็นจำนวนมาก เพื่ออนุเคราะห์ จะประกาศพรหมจรรย์อันมีความงามทั้งเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุด ผู้มีกิเลสธุลีในดวงตาน้อยมีอยู่" (สํ.สํ. (ไทย) 15/141/179-180) และพระจริยาวัตรของพระพุทธองค์แล้วก็พอจะสรุปได้ว่า การเมืองไม่ใช่สิ่งขัดแย้งกับหลักการของพระพุทธศาสนา และศีลธรรมในศาสนายังจำเป็นต่อการมีการเมืองที่ดี ที่อำนวยประโยชน์สุขให้สังคมอีกด้วย
สรุปผลการวิจัย
แนวคิดที่ถือว่า ล้ำหน้ามากที่สุดในสังคมไทย จนถือว่า เป็นแนวคิดของนักคิดหลังนวยุค (Postmodernist) ก็คือท่านพุทธทาสภิกขุ ซึ่งได้ให้ความหมายของธรรมะกับการเมืองใหม่ว่า ประชาชนทุกคนเป็นนักการเมือง และทุกคนเป็นนักการเมืองโดยความรู้สึก การเมืองไม่อาจแยกออกจากศีลธรรม และการเมืองคือส่วนหนึ่งของความพยายามในการสร้างความเป็นปรกติสุขของมวลมนุษย์ ซึ่งท่านพุทธทาสเรียกว่า “ระบบการจัดการหรือการกระทำ เพื่อคนจำนวนมากจะอยู่กันโดยปราศจากปัญหาโดยไม่ต้องใช้อาชญา” (วีระ สมบูรณ์, 2550 : 14) การเมืองจึงไม่ใช่เรื่องเรื่องสกปรก แต่เป็นเรื่องที่มีความหมายตามแง่มุมของธรรมะอย่างครบถ้วน จึงเป็นการเปลี่ยนโลกทัศน์ให้กับพระพุทธศาสนาเพื่อตอบสนองต่อปัญหาในโลกปัจจุบันได้อย่างลงตัว
และเมื่อหน้าที่ของพระสงฆ์ถูกตีความว่าเป็นผู้ที่มีหน้าที่ทางการเมืองเช่นเดียวกับมนุษย์ทั่วไป เพียงแต่บทบาทของแต่ละคนในสังคมก็จะแตกต่างกันไปตามสถานภาพ ทำให้พระสงฆ์ออกมามีบทบาททางการเมืองในรูปแบบต่างๆ กันไป เช่น การอภิปรายทางรายการทีวี การชุมนุมประท้วง การชุมนุมเรียกร้อง การนั่งบนรถเครื่องเสียงอภิปราย การขึ้นเวทีร่วมอภิปราย เป็นต้น จนเป็นเหตุให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ไปในทางเสื่อมเสีย จึงต้องหันมาทบทวนกันใหม่ว่า เสรีภาพทางการเมืองของพระสงฆ์นั้นควรมีขอบเขตแค่ไหน จากการศึกษาข้อมูลจากพระธรรมวินัย พระจริยาวัตรของพระพุทธองค์ และการมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ทางการเมืองของพระสงฆ์ในอดีต จึงพอจะประมวลหลักการแสดงเสรีภาพทางการเมืองของพระสงฆ์ดังนี้
- พระสงฆ์มีเสรีภาพที่จะแสดงออกทางการเมืองได้ เพราะพระธรรมวินัยไม่ได้ห้ามเอาไว้
- การแสดงออกทางการเมืองในที่นี้ไม่รวมถึงการแสดงความคิดเห็น มีส่วนร่วม หรือเกี่ยวข้องทางใดทางหนึ่งในเรื่องการศึกสงคราม
- การแสดงออกทางการเมืองของพระสงฆ์นั้นควรแสดงออกเท่าที่จำเป็นภายใต้ขอบเขตของพุทธดำรัสที่เคยใช้เป็นเหตุในการบัญญัติวินัยว่า “การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ...”
- การที่พระสงฆ์นิ่งเฉยต่อเหตุการณ์ที่ควรออกมาคัดค้าน หรือ ไม่สนับสนุนสิ่งที่ถูกต้องดีงามก็ถือว่า เป็นสิ่งที่ควรตำหนิได้ หากอยู่ในวิสัยที่จะสามารถทำได้
- การแสดงออกทางการเมืองของพระสงฆ์ไม่ว่าทางใด ต้องยึดหลักการที่ว่า “ เพื่อประโยชน์และความสุขของคนเป็นจำนวนมาก เพื่ออนุเคราะห์ จะประกาศพรหมจรรย์อันมีความงามทั้งเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุด” โดยการดำรงตนเป็นกลางต่อทุกฝ่าย ยึดธรรมะ คือ ความถูกต้องดีงามเป็นที่ตั้ง
พระสงฆ์กับการเมืองควรเกี่ยวเนื่องกันในภาวะที่เหมาะสม จะทำให้พระสงฆ์สามารถบำเพ็ญสมณธรรมได้สะดวกโดยมุ่งหมายที่เสรีภาพทางใจเป็นสำคัญ แต่ในขณะเดียวกันพระสงฆ์ก็ยังสามารถบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมได้ด้วย โดยการเป็นสติปัญญาให้กับสังคมในการแก้ปัญหาสังคมรูปแบบต่างๆ
บรรณานุกรม
ประยุทธ์ หลงสมบุญ. (2519). พจนานุกรมบาลี-ไทย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). (2538). การสร้างสรรค์ประชาธิปไตย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์สหธรรมิก จำกัด.
___________. (2538). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
พระมหาสมบูรณ์ วุฑฺฒิกโร. (2548). พระพุทธศาสนาเพื่อสังคม. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สืบค้นเมื่อ 31 มกราคม 2555, จาก www.mcu.ac. th/site/article.
พระราชวรมุนี (ป.อ. ปยุตฺโต). (2528). ปรัชญาการศึกษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ.
มติชนออนไลน์. โพลเผยสังคมมอง “ว.วชิรเมธี” เป็นเสื้อเหลือง “พระพยอม” เป็นเสื้อแดง ระบุพระอีสานเลือก นปช.พระใต้เลือกพันธมิตร. กรุงเทพฯ : มติชน สืบค้นเมื่อ31 มกราคม 2555, จาก www.matichon.co.th
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2542). พระไตรปิฎก ฉบับภาษาไทย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
ราชบัณฑิตยสถาน. (2530). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2530. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์วัฒนาพานิช จำกัด.
________. (2540). พจนานุกรมศัพท์ปรัชญาอังกฤษ-ไทย. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน.
วีระ สมบูรณ์. (2550). ธรรมะกับการเมืองของพุทธทาสภิกขุ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น.
สนิท ศรีสำแดง. 2544. พุทธศาสนากระบวนทัศน์ใหม่. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
Kirsch, A.T. (1978). Modernizing implications of the nineteenth centuryreforms in the Thai Sangha.
Chambersburg: Anima Books.
Kraft, K. (1992). Prospects of socially engaged Buddhism. New York: University of New York Press.
P.A., Payutto. (1994). Buddhist Solutions for the Twenty-First Century. Bangkok : Buddhadhamma Foundation.
Queen, C.S. (1996). Engaged Buddhism: Buddhist liberation movements in Asia. New York: University of New
York Press.