ผู้ค้ำประกันมืออาชีพ ก่อนอื่นขอสวัสดีทักทายชาว G2K ทุกท่านที่ติดตามอ่านบทความการรู้เรียนกฎหมายของผมมาโดยตลอดผมจากไปนานคิดถึงทุกท่านมาก ผมต้องกราบขออภัยที่ขาดหายไปนานไม่ได้เข้ามาเขียน บล็อก เป็นเวลานานปี เพราะมีภารกิจจำเป็นที่มิอาจก้าวล่วงได้ นอกจากนี้ก็ขออภัยทุกท่านที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นและสอบถามในท้ายบันทึกเดิมในหลายๆบันทึกแล้วผมไม่ได้ตอบความเห็นนั้นไว้ ณ.โอกาสนี้ด้วยครับ ผมติดค้างเรื่อง “การค้ำประกัน” ไว้นานแล้วยังไม่เขียนบทความให้ได้อ่านกัน กลับมาคราวนี้เลยได้ขอนำเอาเรื่องนี้มาเป็นกำนัล มาเข้าเรื่องกันเลยครับ เรื่องที่จะเล่านี้มีอยู่ สองกรณี ขออนุญาตแบ่งเป็นสองบทความนะครับ กรณีแรก เป็นเรื่อง ของลูกหนี้ สถาบันการเงิน แห่งหนึ่ง ตัวลูกหนี้เป็นบริษัท มีอาชีพเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง มีการประมูลงานของทางราชการบ่อยๆ ตั้งแต่ วงเงินไม่กี่ล้าน ไปจนถึง วงเงินหลายร้อยล้าน ตัวประธานกรรมการของบริษัท มีฐานะพอควร รู้จักกับผมมานานปีแล้ว ก็เพราะเหตุนี้ผมถึงได้เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายให้กับ บริษัท นี้ ขณะที่ผมรับเป็นที่ปรึกษา ผมต้องทำคดีให้หลายคดี เป็นทั้งฝ่ายโจทก์ ฝ่ายจำเลย จนผมต้องเสนอความคิดให้จัดตั้งแผนกกฎหมาย จัดจ้างทนายความประจำไว้เพราะมีคดีมากเกินจำเป็นแต่ที่สำคัญคือ บริษัท ต้องแพ้คดีเป็นส่วนใหญ่ ในแนวคิดของผมคือ บริษัทไม่สมควรที่จะต้องแพ้คดีความโดยไม่มีเหตุอันควร ไม่ว่าจะเป็นโจทก์หรือจำเลยก็ตาม ก็ท่านประธานยอมเสียเงินจ่ายค่าก๋วยเตี๋ยวให้ผมแล้ว หากปล่อยให้แพ้คดีความบ่อยๆ เดี๋ยวผมก็อดได้ค่าก๋วยเตี๋ยวไว้เลี้ยงน้องๆนะซี ฮิ.ฮิ. เมื่อคิดได้ดังนี้ ผมก็เสนอว่าในทุกครั้งที่ บริษัททำสัญญากับบุคคลใดก็ตาม ต้องให้ผมเข้าร่วมประชุมรับทราบและวางแนวทางปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายให้เพื่อป้องกันความเสียหายเพราะไม่ได้ทำตามขั้นตอนของกฎหมาย เริ่มง่วงยังครับ น่าเห็นใจ....น่าเห็นใจ......ครับแต่ละท่านเริ่มมีอายุกันแล้ว(ยกเว้นผม) ฮา.ฮา.... พักสายตาก่อนนะครับ หายง่วงยังครับ กลับเข้าที่ประชุมกันเลยครับ ที่ประชุมมีวาระต้องพิจารณาเรื่องที่บริษัท ไปประมูล ได้งานก่อสร้างของทางราชการมางานหนึ่ง ขอที่ประชุมพิจารณาการขอหนังสือค้ำประกันวงเงิน 20,000,000.-บาท ของ สถาบันการเงิน เพื่อนำไปวางค้ำประกันสัญญาจ้างตามระเบียบของทางราชการ ความเห็นที่ประชุมบ้างก็ให้จัดหาหลักทรัพย์ไปจดจำนอง บ้างก็ให้ขอเพิ่มวงเงินจำนองจากหลักทรัพย์เดิมที่ใช้วงเงินอยู่กับสถาบันการเงิน แต่ปัญหาคือ ต้องมีหนังสือค้ำประกันของสถาบันการเงินไปวางกับทางราชการให้ทันกำหนดการลงนามในสัญญา หากไม่เช่นนั้น จะถูกริบเงินประกันซองประมูลและไม่ได้งาน ซึ่งเหลือเวลาไม่เกิน 7 วัน ส่วนผมเมื่อเข้าประชุมแล้วก็ ขอยกมือสูงๆ เพื่อแสดงความเห็นกับเขาบ้างให้สมกับเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ฮิ.ฮิ.... ความเห็นของผม เสนอว่า ไม่สมควรเอาหลักทรัพย์ประเภทอสังหาริมทรัพย์ (ที่ดินหรือบ้านพร้อมที่ดิน) เดิมหรือที่จัดหามาใหม่ เข้าไปผูกพันกับ ภาระหนี้หรือวงเงินเดิม ควรขอเป็นวงเงินใหม่ ไม่เช่นนั้น สถาบันการเงินจะจับมัดรวมกับภาระหนี้ที่ บริษัท มีอยู่เดิมจนแยกกันไม่ออก กรรมการถามผมว่า แล้วจะทำอย่างไร ในเมื่อทุกครั้งที่ขอวงเงินเพิ่ม ก็ต้องลงชื่อค้ำประกันเพิ่มและในสัญญาจะระบุว่า ต้องรับภาระหนี้สินที่มีอยู่เดิม(ใครทำไว้ก็ไม่รู้) หรือมีอยู่ในปัจจุบัน(อันนี้น่าจะทำเองถ้าไม่งง ฮิ.ฮิ..) รวมถึงหนี้ในอนาคตด้วย (ถ้ายังไม่ตาย ฮา.ฮา....) ผมเลย ถามท่านประธานว่า ท่านมีเงินเก่าๆที่ฝากเก็บไว้และไม่ได้นำมาใช้เว้นแต่ดอกเบี้ย (จนท่านลืมไปแล้วว่าเป็นเงินของใคร ฮา.ฮา...) สัก 20 ล้านเปล่าครับ ถ้ามี ผมขอครับ ท่านประธาน งง.....ฮา....ฮา.... ท่านประธานหลังจากหาย งง....ท่านบอกว่า......เองเป็นใครวะ...ขอที 20 ล้าน สวยก็ไม่สวย หล่ออย่างเดียว....ฮา.ฮา...... ผมเสนอให้ทำดังนี้ครับ ทำหนังสือถึง สถาบันการเงิน แจ้งขอนำเงินมาฝากประจำไว้ 20 ล้าน แล้วจะขอจำนำสมุดคู่ฝากไว้เป็นประกัน แลกกับหนังสือค้ำประกันที่ สถาบันการเงินออกให้เพื่อนำไปวางค้ำประกันสัญญาที่เราประมูลงานได้ โดยในหนังสือเราต้องแจ้งให้ชัดว่า ขอฝากเงิน 20 ล้าน ค้ำประกันเฉพาะเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียวไม่ขอผูกพันภาระหนี้อื่นที่ บริษัท มีอยู่เดิมหรือจะมีขึ้นในอนาคต โดย ยินยอมเสียค่าธรรมเนียมเป็นเงินสดต่างหาก เมื่อเสร็จงานและส่งคืนหนังสือค้ำประกันที่สถาบันการเงินออกให้แล้ว จะขอถอนคืนเงินฝาก 20 ล้านทันที ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการ จึงมอบหมายให้ ท่านประธานไปดำเนินการด้วยตนเอง (ไม่มอบหมายได้งัย ฮิ.ฮิ....เงินของท่านประธาน ฮา.ฮา...) อ้าว!....เห็นผู้สูงวัยกำลังจะหลับ พักก่อนนะ.....ฮา.....ฮา...... หายง่วงแล้วนะครับ มาต่อกันเลย หลังจากรับหลักการ ก็ติดต่อสถาบันการเงิน ทันที ผมร่างหนังสือให้ตามหลักการที่เสนอไป พอถึงตอนที่ท่านประธานจะต้องลงนามในสัญญาค้ำประกันพร้อมกับสัญญาจำนำสมุดคู่ฝาก ปรากฏว่ามีข้อความในสัญญาทั้งสองฉบับเป็นประมาณว่า“ลูกหนี้/ผู้ค้ำประกัน ต้องรับผิดในภาระหนี้ทั้งเมื่อในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต” พอท่านประธานอ่านแล้วไม่ตรงกับที่ผมแจ้งมาในหนังสือนำ ท่านก็ถามผมว่าจะทำไงผมยืนยันให้ท่านลงนามไม่ต้องคิดมากเอาไว้เสร็จงานแล้วรับรองถอนเงินคืนได้แน่ หากแพ้คดีไม่ต้องจ่ายค่าก๋วยเตี๋ยว ฮิ.ฮิ.... เหตุที่ผมยืนยันให้ทำสัญญาทั้งสองฉบับเพราะมันเป็นสัญญาสำเร็จรูป ไม่เคยมีลูกค้าของสถาบันการเงินท่านใดที่มาทำนิติกรรมได้ร่างขึ้นใหม่ และก็ไม่มีสถาบันการเงินใดยอมแก้ไขแน่นอน แต่ผมมั่นใจและกล้ารับรองว่าวิธีการของผม สถาบันการเงินไม่อาจยกข้อนี้มาต่อสู้ได้แน่ เพราะหนังสือนำที่ส่งมาระบุไว้ชัดว่า ให้ยึดถือหนังสือนำเป็นสาระสำคัญของการขอออกหนังสือค้ำประกัน ต่อมาเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ สาม ปี เศษ บริษัทได้รับคืนสัญญาค้ำประกันจากทางราชการตามสัญญา ก็นำส่งคืนต่อให้ สถาบันการเงิน และขอถอนเงินฝาก 20 ล้าน สถาบันการเงินก็ไม่ได้ขัดข้อง ท่านประธานถอนเงินฝากจำนวนดังกล่าวได้ เอะ....หลายท่านอาจสงสัยว่า ก็ไม่เห็นมีอะไรเป็นกรณีศึกษา มีครับไม่ต้องสงสัย ถ้าไม่มีเดี๋ยวจะว่า ชาวฝนแปดแดดสี่ ไม่หล่อ ฮิ.ฮิ... คือกรณีมีอย่างนี้ครับ ภายหลังจากที่ผมชี้แนะวิธีการนี้ไปแล้ว บริษัท ก็ได้ประมูลงานอื่นๆและได้ทำสัญญากันอีกหลายงาน ทุกงานก็ต้องมีการนำสัญญาค้ำประกันของสถาบันการเงินไปวางทุกงาน ก็ใช้หลักการเดียวกันนี้แหละ แต่มีอยู่งานหนึ่ง ที่เป็นปัญหา วงเงิน 55 ล้าน คือช่วงปี 2542 บริษัทมีปัญหาค้างชำระดอกเบี้ยและเงินต้นกับสถาบันการเงิน ในบัญชีประเภทเบิกเงินเกินบัญชี กับตั๋วสัญญาใช้เงิน อยู่ประมาณ 80 ล้าน เมื่อ บริษัทได้ส่งคืนสัญญาค้ำประกันให้สถาบันการเงินไปแล้ว ท่านประธานก็ขอถอนเงินฝากตามที่เคยทำมาแล้วในหลายๆครั้ง แต่ครั้งนี้ปรากฏว่า สถาบันการเงินขัดข้อง แจ้งว่า ต้องให้บริษัท ชำระหนี้ส่วนที่ค้างให้เสร็จสิ้นเสียก่อนจึงจะเบิกถอนเงินจำนวนนี้ได้ เพราะสัญญาค้ำประกันระบุว่ายินยอมรับภาระหนี้อื่นที่มีอยู่เดิม หรือหนี้ปัจจุบัน หรือหนี้ในอนาคต เอาไว้ด้วย พร้อมนำเอาสัญญามาให้ดู (ก็สัญญาที่มีข้อความเดียวกับฉบับ 20 ล้านนั้นหละครับ) กรณีนี้ก็ต้องไปศาลซิครับ ก่อนไปศาลอนุญาตให้ผู้สูงวัยพักอีกครั้งครับ....ฮิ.ฮิ... พักกันแล้วเราไปศาลกันครับ คดีนี้..... ท่านประธาน เป็นโจทก์ครับ เพราะเป็นเจ้าของเงินฝาก ส่วนสถาบันการเงิน แน่นอนครับ เป็น จำเลย ซิครับ รับฝากเงินลูกค้าแล้ว เวลาขอถอนไม่ให้ก็ต้องเป็นจำเลยเสียบ้าง...ปกติแล้วสถาบันการเงินชอบเอาลูกค้ามาเป็นจำเลย...งานนี้กลับกันตกเป็นจำเลยเสียงานหนึ่ง จะได้เข้าใจหัวอกคนเป็นจำเลยเสียบ้าง...ฮา.ฮา.... ในชั้นศาล ฝ่ายโจทก์นำสืบว่าก่อนทำสัญญาจำนำสมุดคู่ฝากและทำสัญญาค้ำประกันไว้กับจำเลย โจทก์ได้มีหนังสือนำแจ้งกับ จำเลยขอให้ออกหนังสือสัญญาค้ำประกันเพื่อใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันสัญญารับเหมาก่อสร้างที่บริษัททำกับทางราชการและโจทก์ยินยอมเป็นผู้ค้ำประกันให้กับบริษัทเกี่ยวกับธุรกรรมครั้งนี้เองและขอเสียค่าธรรมเนียมเป็นเงินสดของโจทก์เอง ทั้งขอใช้เงินสดเต็มจำนวนวงเงินตามสัญญาค้ำประกัน ซึ่งจะขอฝากประจำไว้กับจำเลยเป็นหลักทรัพย์ และจะไม่ขอถอนคืนเงินที่ฝากจนกว่าจะได้ส่งมอบ สัญญาค้ำประกันที่จำเลยออกให้คืนกับจำเลยแล้วเสร็จ นอกจากนี้โจทก์ยังนำสืบให้ศาลเห็นว่า ระหว่างโจทก์กับจำเลย ได้ทำธุรกรรมในลักษณะนี้มาแล้วถึง 15 ครั้งเป็นกรณีๆไป และทั้ง 15 ครั้ง ก็มีการถอนเงินปิดบัญชีไปทุกครั้งเมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนการส่งมอบสัญญาค้ำประกันคืน ก็มีครั้งนี้หละที่จำเลยฝันไปว่าเงินจำนวนนี้เป็นของจำเลยไม่ต้องคืน.....ฮา.ฮา..... ฝ่ายจำเลย นำสืบว่าได้ทำสัญญาลักษณะนี้มาหลายครั้งจริง แต่ทุกครั้งที่ให้โจทก์ถอนเงินฝากคืนไป เพราะบริษัท ของโจทก์ ที่โจทก์เป็นประธานกรรมการอยู่ไม่ได้ติดค้างดอกเบี้ยและติดค้างเงินกู้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่ครบกำหนดแล้วจำนวนมากถึง 80 ล้านบาท และในสัญญาจำนำสมุดคู่ฝากกับสัญญาค้ำประกันที่โจทก์ทำไว้คราวจำนำสมุดคู่ฝากก็มีข้อความระบุไว้ชัดว่า “ผู้ค้ำประกันยินยอมเข้าค้ำประกันหนี้สินทุกชนิดบรรดามีที่ บริษัท...........จำกัดได้เป็นหนี้ต่อธนาคารอยู่แล้วก่อนวันทำสัญญานี้ และ/หรือเป็นหนี้อยู่ในขณะทำสัญญานี้และรวมทั้งหนี้สินที่ลูกหนี้จะได้เป็นหนี้ต่อธนาคาร หลังจากวันทำสัญญานี้เป็นต้นไป...” เห็นข้อต่อสู้ของจำเลยยังครับ โจทก์นั่งฟังการนำสืบอยู่ถึงกับหนาวเลย...หันมาบอกผมว่าอย่าลืมนะ หากศาลบอกถอนเงินไม่ได้คุณต้องคืนค่าก๋วยเตี๋ยวผมนะ....ฮา.ฮา..... สืบพยานกันเสร็จก็ถึงกำหนดนัดฟังคำพิพากษา ผลหรือครับ.....ฮิ.ฮิ.... ผมไม่ต้องคืนค่าก๋วยเตี๋ยวแถมได้เพิ่ม....ฮา.ฮา...... เพราะทุกศาลพิพากษาตรงกันมีโดยสรุปว่า “ โจทก์ขอให้จำเลยออกหนังสือสัญญาค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาก่อสร้างเป็นการเฉพาะรายเท่านั้น มิได้มีเจตนาที่ ค้ำประกันหนี้สินอย่างอื่นของ บริษัท......จำกัด ที่มีต่อจำเลย แต่อย่างใด เห็นว่าผู้จัดการธนาคารจำเลยขณะที่มีการ ทำสัญญา ย่อมรู้ถึงเจตนาของคู่สัญญาได้เป็นอย่างดี เมื่อได้พิเคราะห์ถึงแบบหนังสือสัญญาค้ำประกันดังกล่าว เป็นแบบฟอร์มของสัญญาสำเร็จรูปที่จำเลยทำขึ้นเพื่อใช้เป็นหนังสือค้ำประกันได้ทุกประเภท ข้อความในสัญญามีลักษณะเขียนครอบคลุมให้ลูกหนี้ต้องรับผิดในภาระหนี้ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งอาจไม่ตรงกับเจตนาของคู่สัญญา แต่เนื่องจากเป็นสัญญาสำเร็จรูป ลูกค้าที่มาทำนิติกรรมกับธนาคารก็จำต้องยอม ลงชื่อในสัญญาดังกล่าว นอกจากนี้การที่จำเลยออกหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาให้แก่ บริษัท...จำกัด ในแต่ละครั้ง จำเลยจะให้โจทก์ทำสัญญาค้ำประกันควบคู่ไปกับสัญญาค้ำประกันที่จำเลยออกให้ทุกครั้งไป แสดงให้เห็นเจตนาของคู่สัญญาว่าประสงค์ค้ำประกันหนี้เฉพาะรายเท่านั้น อีกทั้ง บริษัท...จำกัด ขณะที่ทำสัญญากู้เงินและสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับจำเลยนั้น จำเลยได้ให้ บริษัท...จำกัด จำนองที่ดิน ที่มีราคาประเมินมากกว่าวงเงินที่ขอกู้ตามสัญญา เป็นประกันอีกทั้งให้กรรมการผู้จัดการของ บริษัท....จำกัด เข้าทำสัญญาค้ำประกันไว้ต่างหาก เห็นว่าถ้าจำเลยมีเจตนา จะให้โจทก์ต้องร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าวของบริษัท....จำกัด จำเลยก็น่าจะให้โจทก์เข้ามาทำ สัญญาค้ำประกันเป็นการเฉพาะเจาะจง ดังที่เคยให้โจทก์ทำสัญญาค้ำประกันการที่จำเลยออกหนังสือค้ำประกันให้ บริษัท....จำกัด เพื่อแลกกันในแต่ละครั้ง พิพากษาให้จำเลยคืนเงินฝาก 55,000,000.-บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องให้โจทก์” พักอีกทีนะครับมีอายุกันแล้วอย่าฝืนเดี๋ยวจะแก่ไว.ฮา.ฮา.... คราวนี้มาดูข้อกฎหมายกัน ข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ผมนำมาฟ้องคดีมีดังนี้ครับ มาตรา 420 ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น มาตรา 657 อันว่าฝากทรัพย์นั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้ฝากส่งมอบทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับฝากและผู้รับฝากตกลงว่าจะเก็บรักษาทรัพย์สินนั้นไว้ในอารักขาแห่งตน แล้วจะคืนให้ มาตรา 680 อันว่าค้ำประกันนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลภายนอกคนหนึ่งเรียกว่าผู้ค้ำประกันผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่ง เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น อนึ่ง สัญญาค้ำประกันนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ เห็นยังครับอย่างนี้ถึงจะเรียกว่า “ ผู้ค้ำประกันมืออาชีพ ” เมื่ออ่านจบแล้วท่านไม่ต้องไปนั่งคิดว่าจะใช้วิธีการที่ผมนำมาเป็นกรณีศึกษานี้ไปปฏิบัติบ้าง หากต้องไปค้ำประกันให้ใคร ก็อย่ามั่นใจว่าจะต้องชนะทุกคดีนะครับ เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้วมีรายละเอียดอื่นอีกมากที่ศาลนำมาประกอบการวินิจฉัย อย่างเช่น วิธีปฏิบัติระหว่างคู่สัญญา สภาพของธุรกรรมที่ทำมาแต่เดิม ส่วนภาระหนี้ที่มีอยู่เดิมนั้นศาลไม่ได้พิพากษาว่า จำเลยไม่อาจฟ้องลูกหนี้ได้ ขอบอกว่าหลังจากคดีนี้แล้ว บริษัทก็ได้รับหมายศาลตกเป็นจำเลยเช่นกัน ที่ยกเอาเรื่องนี้มาเล่าเพื่อให้แนวคิดว่า หากท่านจำเป็นต้องใช้บริการนักกฎหมายหรือทนายความ ให้ใช้ในแนวทางป้องกันจึงจะเป็นการใช้ที่ถูกต้อง อย่างเช่นกรณีที่เล่ามานี้ในตอนแรก บริษัท ก็ใช้ผมในแนวทางแก้ไข คือมีปัญหาแล้วก็ส่งคดีมาให้ทำ ต่อมาผมเสนอแนวทางป้องกันให้ประธานบริษัท ทราบ จึงได้ใช้ผมในแนวทางป้องกันแทน ทำให้บริษัท สามารถลดมูลค่าความเสียหายได้ปีละหลายล้าน เป็นอันจบครับสำหรับกรณีแรก ติดตาม ผู้ค้ำประกันมืออาชีพ กรณีที่สองในบทความคราวหน้าครับ เป็นเรื่องที่ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิด ผู้ค้ำประกันรายต่อไปทำอย่างไรต้องตามไปดูครับ คนเขียนรูปหล่อ คนรออ่านน่ารัก ขอบพระคุณครับที่อดทนอ่าน......ฮิ.ฮิ........
ไม่อ่านที แขบไปทำฮาน แต่มา ใฮ้ดอกไม้แบบจองไว้ก่อน
คิดถึงระโห๊ะนิ
สวัสดีคุณทนายแปดขา
ว้าว ๆ คุณครูทนายหายไปนานมากๆ ลูกศิษย์ก็หายขึ้นฟ้าเข้ากลีบเมฆ ไปเช่นกันค่ะ ฮา
อ่านไปอมยิ้ม อ่านไปขำไป โดยเฉพาะก่อนช่วงพักเบรค 5 5 5 ว้าว ภาพงามๆ เหมือนเดิมค่ะ
ไม่แน่ใจว่ามีกรณีศึกษา เรื่องผู้ค้ำประกันความรัก ไหมคะ ดีใจที่ได้อ่านบันทึก ขอบคุณค่ะ
หวัดดีครับท่าน
วอญ่า-ผู้เฒ่า-natachoei--
บายดีนะครับ รูปนี้หล่อหร่อยแรง
ทำฮานแล้ว แขบๆมาฮานนะ
คิดถึงระโห๊เหมือน......ฮา.ฮา....
สวัสดีครับ คุณ
ปูดำอันดามัม
คุณปูสบายดีนะครับ คิดถึงจัง
เดี๋ยวนี้ถ่ายภายได้อย่างมืออาชีพแล้วนะครับ ภาพในบล็อกของคุณปูสวยมาก
แสดงว่าคนอยู่หลังกล้องสวยขึ้น....ฮา.ฮา....
ฮิ.ฮิ....เรื่องผู้ค้ำประกันความรักมีครับ....
แต่จะค้ำประกันให้เฉพาะคนสวยและไม่สูงวัย
มิอาจนำมาเป็นกรณีศึกษาได้...เกรงคนที่บ้านนะ
เพราะยังไม่ขาดอายุความ.......ฮา.ฮา....
ขออนุญาตเรียกคุณปูในชื่อเดิมนะครับ ตัวดำๆน่ารักออก.ฮิ.ฮิ....
ข้อกฎหมายต่าง ๆ สำหรับคนทั่วไปคิดว่า มันยุ่งยาก วกวน แต่หากตั้งใจอ่านจากผู้มีความสามารถกลั่นกรอง ย่อยเรื่องยากให้อ่านเข้าใจง่ายแล้ว นานวันสิ่งที่ว่ายากก็จะง่ายขึ้นครับ
ขอบคุณครับสำหรับความรู้นี้ พรุ่งนี้ผมกำลังจะไป "ค้ำประกัน" ให้เพื่อนพอดี เกรงข้อผิดพลาดจะเกิดขึ้นเหมือนกันครับ แต่ใจมันบอกว่า วัดใจกันดู ถ้ามีอะไรที่เสียหายเกิดขึ้น ก็จะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายสำหรับเขา
สวัสดีครับคุณ
สามสัก(samsuk)
ยินดีที่ได้รู้จักครับ
ผมมีเป้าหมาย (เอาไว้พุ่งชนนะ....แต่ไม่มีตังค์ไปซื้อของเมา...ฮิ.ฮิ...)
ต้องการจะให้ทุกท่านที่แวะเข้ามาอ่านบันทึกได้รู้เรียนกฎหมายบ้างโดยไม่เบื่อ
เลยต้องหาวิธีการเขียนบันทึกไม่เน้นข้อกฎหมายมากนัก
สิ่งที่นำมาเขียนก็อาศัยจากข้อเท็จจริงที่ได้ผ่านเข้ามาในอาชีพที่ทำเท่านั้น
ความสามารถไม่ถึงที่จะเขียนบทละครให้ นางเอก-พระเอกมีปัญญานุ่มนวนได้
พูดถึงบทละครของไทยแล้ว นึกสมเพชตัวเองที่ต้องทนดู
ไม่ทราบว่าทำไมต้องทำให้ นางเอก-พระเอก มีปัญญานุ่มนวน ถึงเพียงนั้น
คนไทยที่เป็นนักการ........(เติมเอาเองนะ)ดูแล้วมันฝังลงในจิตใต้สำนึกว่า
ทำดีเห็นผลช้า เลยทำชั่วมันเสียเลย
มีละครกี่เรื่องนะที่คนไทย จดจำตอนจบ นางเอก-พระเอก เป็นอย่างไร
นอกจากได้เสียเป็นผัวเมียกัน.....แต่กลับจำตัวร้ายได้ดี.....ฮา.ฮา.......
ขอบพระคุณครับที่แวะมาให้กำลังใจ มีเวลาผมจะแวะไปหาครับ
ขอบพระคุณที่แวะมาให้กำลังใจ
ผมพยายามเขียนให้บุคคลทั่วไปได้เข้าใจหลักการของกฎหมายกันบาง
หวังแต่เพียงว่า เมื่อมีท่านใดได้เข้ามาอ่านบันทึกในบล็อกนี้แล้ว
จะได้มีแนวทางนึกมองในแง่มุมของกฎหมายบ้างก่อนจะทำอะไรลงไป
ผมยินดีครับที่ทำให้คุณคณิน ได้มีโอกาส คิดถึงแง่มุมของกฎหมายก่อนทำ
การค้ำประกัน ให้เพื่อนไม่น่าจะมีข้อผิดพลาดนะครับเพราะคุณคณินมีจิตใจดี
อย่างน้อยก็ได้มีโอกาสช่วยให้เพื่อน ได้มีหนทาง
ถือเป็นการสร้างกุศลอย่างหนึ่งครับ
เราเปิดทางให้เพื่อนเราได้เดินไปข้างหน้ากุศลที่ทำ เราจะไม่พบทางตันครับ
ขอบพระคุณอีกครั้งครับ มีเวลาผมจะแวะไปครับ
หลบมาอ่านแล้ว ตามที่ชันชี
อ่านปานี้ได้คิดตามแนวกฎหมาย ค้ำประกัน
"อยากรวยให้เป็นนายหน้า อยากเป็นขี้ข้าให้เป็นนายประกัน"
หวัดดีครับท่าน
วอญ่า-ผู้เฒ่า-natachoei--
ฮิ.ฮิ....ผมรอบังอยู่เหมือนกัน....ชันชีกับผมแล้วว่าจะกลับมาอ่านก็มาจริง
พันนี่ให้จองไว้ก่อนได้หลาว....ฮา.ฮา.........
ผมชันชีกับบังบ้าง.....ต่อเหรือง...จะไปแขบไปหา
ขอบพระคุณครับบังที่แวะมาให้กำลังใจเป็นรายแรก พันนี่รักระโห๊
สวัสดีครับท่าน
ขจิต ฝอยทอง
ครับผมหายไปนานปีเลยครับ
มีภาระกิจที่ไม่อาจก้าวล่วงได้จริงๆ...คิดถึงทุกท่านใน G2K ครับ
ผมต้องหาเวลาอ่านบทความของทุกท่านย้อนหลังอีกที
ส่วนบันทึกที่จะให้ผมเข้าไปให้ความเห็น...พรุ่งนี้จะแวะไปอ่านครับ
สำหรับข้อมูลที่ให้คำปรึกษาไปนั้น ผมยินดีและเต็มใจครับ มีอะไรที่คิดว่าผมจะช่วยได้ ติดต่อผมได้เสมอครับ
ขอบพระคุณครับที่แวะมาให้กำลังใจ อาจารย์สบายดีนะครับ
ท่านคะ โปรดอนุเคราะห์ให้คำปรึกษาตามลิงค์นี้หน่อยนะคะ
ฟ้อง "อิงจันทร์ ฉ้อฉล ปลอมเด็ก ทำเว็บ ละเมิดลิขสิทธิ์ ความผิดครั้งแรกของลูกที่แม่ต้องรับผิดชอบ
ขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ
สวัสดีครับคุณครู
อิงจันทร์
ผมได้เข้าไปอ่านบันทึกที่ลิงค์มาให้แล้วครับ และส่งอีเมลไปถึงคุณครูด้วยแล้ว
ยินดีให้คำปรึกษาด้วยความเต็มใจครับ
ขอบคุณที่แวะมาให้กำลังใจครับคุณครู
สวัสดีค่ะ
ต่างคนต่างหายไปนานมากเหมือนกันพอกลับเข้ามาก็เข้ามาไล่เลี่ยกัน
ถ้ารู้ว่าจ้างทนายแค่เลี้ยงก๋วยเตี๋ยวละก็ จ้างไปตั้งนานแล้วค่ะ อิอิ
ดีนะที่ยัง สว น้อย เลยอ่านรวดเดียวจบไม่ต้องพัก hahahaha
สวัสดีครับ คุณครู
krugui
อย่างที่บอกไว้ครับ....กลับมาคราวนี้ ครูกีร์สวยขึ้นและแอบน่ารักด้วยนะ...เลยอ่านรวดเดียวจบไม่ต้องพัก....แต่พออ่านจบปุ๊บ....ลืมปั๊บ....อย่างนี้ไม่ถือว่าสูงวัย......ฮา.ฮา......
ครูกีร์ครับ....ค่าก๋วยเตี๋ยว ของทนายแพงทุกคนนะครับ.....ไม่ต้องจ้างนะดีที่สุดเดี๋ยวรู้ว่าค่าก๋วยเตี๋ยวกี่ตังค์แล้วจะนอนไม่หลับเน่อ.....ฮิ.ฮิ....
ขอบคุณครับที่แวะมาทักทายแล้วผมจะแวะไปครับ
แอบมาอ่านหลายครั้ง. ได้ประโยชน์มากเลย