สถานีความคิด/เรื่องเล่าจากบ้านแม่ตาด :
บางอย่าง...ไม่ได้เป็นอย่างที่คิดหรอก....นะเออ
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่ผมเพิ่งแต่งงานใหม่ๆ ตอนนั้นผมทำงานเป็นอาจารย์พิเศษอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณาชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ที่วัดสวนดอกในตัวเมืองเชียงใหม่
ช่วงนั้นผมยังไม่มีเงินซื้อรถยนต์แต่อย่างใด แต่โชคดีที่มีเพื่อนชาวอเมริกันใจดีคนหนึ่ง(ซึ่งนับถือกันเป็นเหมือนพี่น้อง)ซื้อรถมอเตอร์ไซค์ใหม่ให้หนึ่งคัน สำหรับให้ผมใช้ขี่ไปทำงาน โดยผมขี่รถมอเตอร์ไซค์คันนั้นไปทำงานทุกวัน จากบ้านแม่ตาดไปในตัวเมือง ไป 30 กม. กลับก็ 30 กม.เช่นกัน
บางวันผมมีงานสอนน้อย ก็จะได้กลับบ้านเร็วหน่อย แต่บางวันมีสอนหลายห้องและหลายคาบ กว่าจะได้กลับบ้านก็มืดค่ำพอดี
อนึ่ง ช่วงนั้น เป็นช่วงที่ “แก๊งค์ซามูไร” กำลังอาละวาดทั่วเมืองเชียงใหม่ และมีข่าวเกี่ยวกับแก๊งค์ซามูไรของเมืองเชียงใหม่ลงหน้าหนังสือพิมพ์และออกข่าวโทรทัศน์เกือบทุกวัน จนสร้างความหวาดกลัวไปทั่วเมืองเชียงใหม่ กลางค่ำกลางคืนไม่มีใครกล้าออกไปไหนเลย โดยเฉพาะการเดินทางตอนกลางคืนด้วยรถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งมีโอกาสที่จะตกเป็นเหยื่อของแก๊งค์ซามูไรได้อย่างง่ายๆ
แม้แต่ตัวผมเอง ก็รู้สึกหวาดกลัวมากๆ เช่นกัน แค่ได้ยินชื่อแก๊งค์ซามูไร ก็รู้สึกขยาด และแทบจะไม่อยากออกไปไหนแล้วล่ะ
วันหนึ่ง......วันนั้นผมมีงานสอนหลายคาบ กว่าจะสอนเสร็จก็เกือบ 6 โมงเย็น และวันนั้นผมต้องไปร่วมงานแต่งงานของเพื่อนร่วมงานที่โรงแรมแห่งหนึ่งในตัวเมืองด้วย กว่าจะแอบหนีออกมาจากงานแต่งของเพื่อนมาได้ เวลาก็ล่วงเลยไปเกือบ 5 ทุ่มแล้ว
คืนนั้น....เป็นคืนที่ผมขี่รถกลับบ้านแม่ตาดด้วยความหวาดระแวงและเหน็บหนาวในใจมากที่สุด เพราะเกรงว่าจะโชคร้ายเจอแก๊งค์ซามูไรที่กำลังโด่งดังในระหว่างทางพอดี หากเป็นอย่างนั้น รับรองว่า....เอาไม่อยู่ และไม่รอดแน่ๆ
ผมขี่รถมอเตอร์ไซค์มาคนเดียว ตรงมาจากสะพานนวรัฐ ผ่านสถานีรถไฟ แยกปอยหลวง และเข้าสู่เส้นทางเชียงใหม่-สันกำแพง
เมื่อผมขับรถผ่านแยกปอยหลวงมาได้ประมาณ 500 เมตร ผมได้จอดรถเพื่อแวะซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง หลังจากซื้อของเสร็จแล้ว ผมก็ขี่รถเพื่อเดินทางต่อ
ห่างจากจุดนั้นไม่ไกล ผมมองเห็นแก๊งค์ซามูไรขี่รถอย่างช้าๆ อยู่บนถนนเต็มไปหมด ไม่ต่ำกว่า 30 คัน มีทั้งเด็กแว้น และสะก๊อย บางคนถือไม้ไว้ในมือ ในขณะที่บางคนถือดาบซามูไรเล่มยาวไว้ในมือ
เมื่อผมเห็นดังนั้น ก็รู้สึกตกใจมาก เหงื่อนี่แตกพลั่ก จนชุ่มไปทั้งตัว แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี จะหันหลังกลับก็กลับไม่ได้ เลยตัดสินใจขี่รถไปเรื่อยๆ เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น (ทั้งๆ ที่ในใจนั้น รู้สึกกลัวอย่างสุดขีด) จนสามารถผ่านพ้นแก๊งค์ซามูไรไปได้
แต่......พอผมผ่านไปได้สักพัก เมื่อผมมองผ่านกระจกรถด้านข้าง ผมมองเห็นพวกแก๊งค์ซามูไรกำลังขับรถตามผมมาด้วยความเร็วสูง จนผมรู้สึกตกใจและเหงื่อไหลเป็นปี๊บเลยทีเดียว
“ฉิบหาย! ตายแน่กู งานนี้! ไม่รอดแน่ๆ เลย พ่อแก้วแม่แก้วได้โปรดช่วยคุ้มครองลูกด้วยเถิด! “
ผมพร่ำภาวนาอยู่ในใจอย่างอกสั่นขวัญแขวน
เมื่อเห็นว่าแก๊งค์ซามูไรกำลังเร่งรถตามมา ผมก็เลยรีบเร่งความเร็วรถเพิ่มขึ้น เพื่อพยายามหนีให้พ้น แต่สุดท้ายก็สู้ไม่ไหวอยูดี ในที่สุดก็เลยต้องผ่อนความเร็วลง และภาวนาในใจเพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองให้ตัวเองได้พ้นจากภยันตรายอันน่าสะพรึงกล้วในครั้งนี้
เมื่อเหล่าแก๊งค์ซามูไรทั้งหลายขี่รถมาทันผม เด็กหนุ่มคนหนึ่งรีบขับรถเข้ามาใกล้ๆ รถผม โดยในมือขวาของเขาถือดาบซามูไรอันยาวเฟื้อยเอาไว้ แล้วก็ชี้นิ้วซ้ายมาที่รถของผม พร้อมทั้งตะโกนด้วยเสียงอันดังว่า
“เพ่ๆ ! ขาตั้งๆ ทำไมเพ่ไม่เอาขาตั้งรถขึ้น เดี๋ยวรถก็ล้มหรอก อันตรายน่ะ เพ่! “
พอเด็กหนุ่มคนนั้นพูดจบ ผมก็เหลือบมองไปที่ใต้ท้องรถ แล้วก็พบว่า ผมลืมเอาขาตั้งรถขึ้นจริงๆ จากนั้นผมก็ชะลอความเร็วรถลงอีก แล้วค่อยๆ เอาเท้าซ้ายเขี่ยขาตั้งรถ จนขาตั้งรถดีดขึ้นและพับเก็บอย่างเรียบร้อย
เมื่อผมเงยหน้าขึ้นอีกที ผมมองเห็นแก๊งค์ซามูไรกลุ่มนั้นอยู่ห่างจากผมไกลลิบจนเกือบลับตา
จากความรู้สึกเครียดและหวาดกลัวอย่างสุดขีดในช่วงแรก ตอนนี้ความรู้สึกของผมกลับเปลี่ยนไปเป็นคนละอารมณ์ โดยผมรู้สึกโล่งใจ ปลอดโปร่ง เบาสบาย และเบิกบานใจอย่างที่สุด
ผมรู้สึกขอบคุณ....ที่เขาไม่ได้มองเห็นผมเป็นเหยื่อที่เขาจะต้องฟาดฟันหรือทำร้าย
ขอบคุณ.....ในความหวังดีและความห่วงใยของพวกเขาที่มีต่อผมในคืนนั้น
หากไม่ได้พวกเขาช่วยบอกผมแล้ว คืนนั้นก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับผมบ้าง ในยามที่ผมต้องขับรถแล้วเลี้ยวซ้ายด้วยความเร็ว
จากเรื่องราวที่ผมได้ประสบด้วยตนเองในครั้งนั้น ทำให้ผมได้ข้อคิดว่า.....
โปรดอย่ามองโลกในแง่ร้ายมากเกินไป
น้ำใจและความดีงาม...เราสามารถพบเห็นได้ในทุกหนแห่ง
และ......บางอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่คิดหรอก....นะเออ!
เพลง "น้ำเอย น้ำใจ"
ศิลปิน "อัสนี-วสันต์ โชติกุล"
สิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่เช่นใจคิด ถูกหรือผิดควรถามไถ่ไร้กังขา ควรเฝ้ามองด้วยสติรู้พิจาร์ ก่อนตีตราตัดสินชีวินคน
ถึงผิดจริงก็อภัยให้โอกาส ความผิดพลาดอาจแสดงทุกแห่งหน ถึงว่าผิดคิดแก้ไขในบัดดล สาธุชนย่อมก่อเกิดประเสริฐแล
..ขอให้มีความสุข
กราบนมัสการ ท่านพระมหาวินัย ภูริปญฺโญ ทิวาพัฒน์
* กราบขอบพระคุณมากๆ เลยครับ ที่กรุณาช่วยเพิ่มเติมความเห็นอันประเสริฐผ่านบทร้อยกรองอันล้ำค่า
** ขอให้พระคุณท่านจงมีความสุข เบิกบานในธรรม และประสบแต่สิ่งที่ดีงามตลอดเวลานะครับ
นำ้ใจ + ความดีงาม เป็นสิ่งที่แสดงออกได้จริงๆๆ
ขอบคุณมากนะคะ
สวัสดีครับ อาจารย์ขจิต ฝอยทอง
* มองคนหรือมองโลกในแง่ร้ายเกินไป....ไม่ดีและเป็นทุกข์นะครับ
** ขอบคุณมากๆ ครับ ที่กรุณาแวะมาเยี่ยมและทักทาย
สวัสดีครับ คุณ Somsri
* โลกจะสวยหรือไม่สวย ล้วนขึ้นอยู่กับมุมมองของเรานะครับ
** ขอบคุณมากๆ ครับ ที่กรุณาแวะเข้ามาเยือนและทักทาย
สวัสดีครับ อาจารย์ ผศ. วิไล แพงศรี
* นานพอสมควรเลยนะครับ ที่ป้าวิไม่ได้แวะเข้ามาเยี่ยมและอ่านบันทึกของผม
** ช่วงนี้ผมไม่ค่อยได้ติดตามข่าวคราวต่างๆ เท่าใดนัก ดูทีไรก็รู้สึกเครียดและหนักหัวทุกที ก็เลยไม่ค่อยอยากดูเท่าไหร่ เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่าเยอะเลย
*** ดูเหมือนความโชคร้ายจะมาเยี่ยมลุงสอบ่อยนะครับ คราวก่อนก็เป็นที่ขา คราวนี้ก็มาเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นอีก โชคร้ายจริงๆ เลย ฝากความระลึกถึงไปถึงลุงสอด้วยนะครับ ขอเอาใจช่วยให้ท่านหายเป็นปกติเร็วๆ นะครับ
**** ผมเป็นอาจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยสงฆ์นะครับ ไม่ใช่ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้แต่อย่างใด
***** ผมและครอบครัวสบายดีกันทุกคนนะครับ ทุกคนยังคิดถึงป้าวิเสมอครับ
น้ำใจและความดีงาม.. เราสามารถพบเห็นได้ในทุกหนแห่ง
เคยรถเสียแถวปราจีนค่ะ.. มีคุณลุง-คุณป้า.. ขับรถผ่านมาเจอ ช่วยพาเราไปหาร้านซ่อมรถ ร้านบอกว่าต้องซื้ออะไหล่ คุณลุง-คุณป้าใจดีขับรถพาไปหาของ.. ต้องขอบคุณจริงๆค่ะ สำหรับน้ำใจที่มีให้คนที่กำลังตกอกตกใจ
สวัสดีครับ คุณ kunrapee
น้ำใจ ความดี และความงดงาม เราสามารถพบเห็นได้ในทุกแห่งหนจริงๆ นะครับ