การศึกษาเรื่องราวอันเป็นประวัติศาสตร์ของหมู่บ้านเช่นนี้ ผมถือว่ามีความสำคัญกับกิจกรรม “1 หลักสูตร 1 ชุมชน” เป็นอย่างมาก เพราะจัดเป็น “กิจกรรมเสริมพลัง” ที่จะช่วยให้นิสิต-อาจารย์ และชาวบ้านได้รู้จัก “บริบท” ชุมชนแจ่มชัดยิ่งขึ้น ยิ่งหากศึกษาผ่านปากคำของผู้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ (Living Historian) ยิ่งจะเป็นการกระตุ้นเตือนให้คนในชุมชนได้หวนกลับมาให้ความสำคัญกับ “บุคคลพิเศษ” ในชุมชนตนเอง

การขับเคลื่อนการบริการวิชาการแก่สังคม ตามนโยบายเชิงรุก “1 หลักสูตร 1 ชุมชน” ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นกิจกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึง “บทบาทของสถานศึกษาที่มีต่อชุมชน”  เป็นความพยายามที่จะหยัดยืนเคียงข้างอยู่กับท้องถิ่นและชุมชนอย่างเต็มกำลัง 

 

โครงการการประกอบธุรกิจเลี้ยงปลานิลอย่างครบวงจรชุมชนบ้านหินปูน (ต.เขวาใหญ่ อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม) สาขาการจัดการการประกอบการ คณะการบัญชีและการจัดการ เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่มุ่งสู่การ “เรียนรู้คู่บริการ”  ลึกลงสู่ครัวเรือน และกลุ่มคนที่รวมกลุ่มในชุมชน  โดยมีดร.อัจฉริยา อิสระไพบูลย์ เป็นผู้รับผิดชอบหลัก  ประกอบด้วยวัตถุประสงค์สำคัญๆ คือ (1) รวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่นในการดำเนินธุรกิจการเลี้ยงปลา  (2) นำเสนอรูปแบบบริหารการจัดการที่เป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ  (3) ประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและรูปแบบการบริหารการจัดการที่เหมาะสมในการดำเนินงานและสร้างความยั่งยืนแก่ธุรกิจ

 

 

กระบวนการดังกล่าวเริ่มต้นจากการประชุมร่วมกับแกนนำชุมชน รวมถึงสมาชิกของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิล ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2555  

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการประชุมในระยะของการทำวิจัย (Research Phase)  เพราะเป็นขั้นตอนต่อเนื่องจากระยะก่อนการวิจัย (Pre- Research Phase)  ซึ่งหมายถึงผ่านพ้นกระบวนการของการ “เลือกพื้นที่” มาแล้ว  ดังนั้นการประชุมที่ว่านี้  จึงฉายให้เห็นกระบวนการ หรือวิธีการที่หนุนนำให้ผู้ดำเนินงานโครงการ (มหาวิทยาลัย)  ได้แลกเปลี่ยนความคิดร่วมกับชาวบ้าน (ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระดับท้องถิ่น) อย่างจริงๆ จังๆ เพื่อกำหนดทิศทางของการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมจากระยะก่อนการวิจัย

 

 

โดยส่วนตัวแล้ว  ผมมองว่าชุมชนบ้านหินปูนมีความน่าสนใจและเหมาะต่อการปักธงสู่การเรียนรู้ในครั้งนี้อยู่หลายประการ  เป็นต้นว่า เป็นชุมชนที่ไม่ใหญ่นัก  ภายในชุมชนมีการรวมกลุ่มอย่างหลากหลาย  มีพื้นที่สาธารณะให้ทำกิจกรรมร่วมกันอย่างชัดแจ้ง  อีกทั้งพื้นที่ดังกล่าวยังเป็นเสมือน “แหล่งเรียนรู้” หรือ “โรงเรียนชุมชน”ในอีกมิติหนึ่งด้วยเช่นกัน  เนื่องเพราะ ณ ที่ตรงนั้นมีอาคารอันเป็นที่ทำการองค์กรของชุมชนโดยตรง  อีกทั้งอาคารดังกล่าวยังตั้งอยู่ในพื้นที่สาธารณะที่เต็มไปด้วยต้นไม้ต้นโตๆ ให้ร่มเงาอันร่มรื่น แมีศาลปู่ตา มีแม่น้ำชีอยู่ใกล้ๆ  

  • สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็น “ฐานการเรียนรู้” 
  • และเป็น “นิเวศวัฒนธรรม” ที่ทรงคุณค่า


ในการประชุมครั้งนั้น ได้บทสรุปเกี่ยวกับสภาพปัญหาบางอย่าง  ดังนี้

  • ปัญหาเกี่ยวกับตลาดทางเลือก เพราะการจำหน่ายปลานิลในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ผูกขาดไว้กับองค์กรใดองค์กรหนึ่งมากจนเกินไป 
  • ปัญหาต้นทุนการผลิต อันเกิดจากการไม่สามารถผลิต “อาหารปลา” ได้เอง จึงจำต้องซื้อมาจากองค์กรภายนอก และองค์กรภายนอกก็กลายมาเป็นองค์กรผูกขาดในการรับซื้อปลานิลของชาวบ้าน
  • ปัญหาเรื่องการเลี้ยงปลาทางเลือก  เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่คุ้นชินแต่เฉพาะการเลี้ยงปลานิลที่องค์กรภายนอกมาให้ความรู้เพื่อเป็นแหล่งผลิตปลานิลป้อนกลับสู่ตลาดขององค์กรนั้นๆ โดยตรง 
  • ปัญหาโรคระบาดอันเกิดจากมลภาวะทางน้ำ  ส่งผลกระทบให้การเลี้ยงปลานิลในกระชังต้องหยุดชะงัก และขาดทุนย่อยยับ  โดยในบางรายยังฟื้นตัวไม่ได้จนบัดนี้

 

 

แต่อย่างไรก็ดี ภายใต้ปัญหาที่ถูกสังเคราะห์ร่วมกันนั้น ก็ค้นพบทางออกแบบมีส่วนร่วมอยู่หลายเรื่องด้วยเช่นกัน  เช่น 

  • จัดระบบการบริหารในองค์กรผู้เลี้ยงปลานิลอย่างเป็นระบบ  มีกลไกทางการตลาดที่หลากหลายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องผูกขาดอยู่กับองค์กรใดองค์กรหนึ่งเหมือนที่ผ่านมา  รวมถึงการป้อนสู่ตลาดในท้องถิ่น หรือชุมชนในละแวกใกล้เคียง
  • คิดค้นกระบวนการผลิตอาหารปลาแบบเกษตรอินทรีย์  โดยใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้น้อยลง
  • เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเลี้ยงปลาทางเลือกเพื่อการบริโภคของคนในท้องถิ่น และตลาดนอกท้องถิ่น
  • ฟื้นฟูภูมิปัญญาการเลี้ยงปลาและจับปลาแบบดั้งเดิม สร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์แหล่งน้ำ ฯลฯ

 

ครับ-ถึงแม้มติดังกล่าวจะยังดูเป็น “นามธรรม” อยู่มาก แต่อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายได้ร่วมคิด  ร่วมตัดสินใจ (Decision Marking)  ว่าจะดำเนินการเช่นนั้น  ที่เหลือคือกระบวนการของการลงมือปฏิบัติร่วมกัน ซึ่งอาจต้องตระหนักว่าการงานในครั้งนี้ต้อง “ทำไปเรียนรู้ไป” รวมถึงการต้องเชื่อมประสานองค์กร หรือภาคีอื่นๆ เข้ามาหนุนเสริมให้มีพลัง ภายใต้แนวคิดเป็นการสร้างกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participation) อย่างจริงๆจังๆ ร่วมกัน  ซึ่งในอนาคตอาจเปลี่ยนแปลงสถานะจาก “กลุ่มผู้เลี้ยงปลานิล” ไปสู่การเป็น  “สหกรณ์กลุ่มผู้เลี้ยงปลาชุมชนหินปูน” ก็เป็นได้

 

 

ภายหลังการประชุมร่วมได้ปิดตัวลง  ในช่วงรอเวลาของการรับประทานอาหารร่วมกัน  ทั้งผมและอาจารย์ ตลอดจนชาวบ้านได้นั่ง “โสเหล่” กันไปเรื่อยๆ  กระทั่งค้นพบประเด็นบางประเด็นที่ผมไม่อาจมองข้ามไปได้  นั่นก็คือเรื่องราวอันเป็น “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น” ของชุมชนบ้านหินปูน

 

กรณีดังกล่าวนี้ แกนนำชาวบ้าน ได้แจ้งความประสงค์ให้อาจารย์และนิสิตได้ช่วยสร้างกระบวนการในการศึกษาและรวบรวมประวัติศาสตร์หมู่บ้านขึ้นใหม่ เพื่อให้ “ลูกหลาน” ได้เรียนรู้และซึมซับกับรากเหง้าของตนเอง  เพราะเท่าที่มีข้อมูลอยู่ในปัจจุบันนี้ ต้องยอมรับว่าเลือนรางและไม่เป็นปัจจุบันเท่าที่ควร

 

การศึกษาเรื่องราวอันเป็นประวัติศาสตร์ของหมู่บ้านเช่นนี้  ผมถือว่ามีความสำคัญกับกิจกรรม “1 หลักสูตร 1 ชุมชน” เป็นอย่างมาก  เพราะจัดเป็น “กิจกรรมเสริมพลัง” ที่จะช่วยให้นิสิต-อาจารย์ และชาวบ้านได้รู้จัก “บริบท” ชุมชนแจ่มชัดยิ่งขึ้น  ยิ่งหากศึกษาผ่านปากคำของผู้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ (Living Historian) ยิ่งจะเป็นการกระตุ้นเตือนให้คนในชุมชนได้หวนกลับมาให้ความสำคัญกับ “บุคคลพิเศษ” ในชุมชนตนเอง  มิหนำซ้ำกระบวนการดังกล่าวยังจะช่วยให้ “บุคคล” นั้นๆ เกิดพลังชีวิตและรู้สึกถึง “คุณค่า” ของตนเองที่มีต่อการสร้างสรรค์สังคมจากอดีตมาสู่ปัจจุบัน  และพร้อมที่จะส่งมอบ “มรดกทางวัฒนธรรม” ไปยังลูกๆ หลานๆ อีกครั้ง

 

 

เหนือสิ่งอื่นใด  ผมมีความเชื่อเป็นการส่วนตัวว่า  หากอาจารย์และชาวบ้าน  สามารถบรรจุกิจกรรมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนเข้าเป็นส่วนหนึ่งในโครงการการประกอบธุรกิจเลี้ยงปลานิลฯ ได้จริง  โดยมีกระบวนการขับเคลื่อนที่ดี  ย่อมเกิดเป็นความรู้ที่มีพลัง (Knowledge is Power)  และยกระดับชุมชนสู่การเป็นสังคมแห่งภูมิปัญญา (Wisdom-based society)  ได้ในที่สุด

ยิ่งหากสามารถเชื่อมโยงเรื่องราวทั้งปวงไปสู่สายธารประวัติศาสตร์ชุมชนในระบบอาชีพ หรือแม้แต่วิถีประมงของชุมชนจากอดีตสู่ปัจจุบัน  ยิ่งเป็นเรื่องที่ทรงคุณค่า

ครับ- ถึงแม้เรื่องประวัติศาสตร์ชุมชน จะไม่ถูกประกาศเป็นกิจกรรมหลักที่ทุกหลักสูตรต้องนำไปขับเคลื่อนในโครงการฯ ของตัวเองก็เถอะ  แต่ก็ยังเชื่อว่าทุกๆ หลักสูตร หรือทุกๆ โครงการฯ จะไม่มองข้าม หรือละทิ้งกระบวนการที่ว่านี้ -

 

ภาพโดย
พนัส ปรีวาสนา
และคณะทำงาน
โครงการการประกอบธุรกิจเลี้ยงปลานิลอย่างครบวงจรชุมชนบ้านหินปูน