ใครอยากรู้รายละเอียดของมูลนิธิพูนพลัง ดูได้ที่ http://www.geocities.com/poonpalang

ข่าวดีๆ จากมูลนิธิพูนพลัง

        วันนี้ตอน ๑๐ - ๑๒ น. มีการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิพูนพลัง ที่บ้านลูกสาว      เขาส่งเอกสารการประชุมมาให้ทาง อีเมล์      ผมเปิดอ่านดู คิดว่ามีเรื่องที่จัดเป็นข่าวด้านดีได้     จึงเลือกนำมาลงบันทึก ๑ เรื่อง     เป็นเรื่องบันทึกการไปเยี่ยมเด็กที่ได้รับทุนช่วยเหลือ ที่เลขามูลนิธิเขาอุทิศชีวิตให้   ดังต่อไปนี้  

15 - 19 สิงหาคม 2549 มอบทุนการศึกษาต่อเนื่อง ครั้งที่3 จังหวัด ชัยภูมิ เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร มุกดาหาร นครพนม

จำนวนทุนที่มอบ เป็นทุนต่อเนื่อง 150  ทุน (ทุนละ 2,000 บาท 27 ทุน  ทุนละ 3,000 บาท 55 ทุน  รวม 219,000 บาท   และทุนระดับอุดมศึกษา 2 ทุน  (นายพงษ์สวัสดิ์ สุพินิจ  น.ส. ดอกรักษ์ แพงแก้ว )

เยี่ยมนักเรียนทุนต่อเนื่อง  

น.ส. ลลิตา บัวสระ (ตุ๊กตา) จ.ชัยภูมิ            ตุ๊กตาอยู่กับยาย พ่อแม่แยกทางกัน พ่อแต่งงานใหม่อยู่หมู่บ้านใกล้ๆ ไม่สนใจใยดี แม่ไปทำงานที่กรุงเทพฯ นานๆกลับมาบ้านครั้ง ส่งเงินมาให้ยายให้ลูกใช้บ้าง แต่ไม่บ่อยนัก มีญาติอยู่ใกล้ๆกันหลายคน          ตุ๊กตาดูเงียบๆ บ่นเหงาเพราะไม่มีเพื่อน (เป็นลูกคนเดียว)  อยากเรียนพยาบาลแต่ไม่มีเงินเรียนแน่นอน ผลการเรียนก็ไม่ดีนัก แนะนำให้เรียนผู้ช่วยพยาบาลโดยใช้ทุนการศึกษาของโรงเรียนผู้ช่วยฯก็ได้  

น.ส.  วันวิสา แสนปัดสี (แฮคส์) จ.สกลนครขึ้น ปวช.1 เอกบัญชี อยู่กับพ่อแม่และน้องชาย บ้านหลังเล็กๆอยู่ใกล้ทุ่งนา พ่อแม่ทำนาและผสมเกสรดอกไม้ เก็บเมล็ดส่งขายให้บริษัท (มีบริษัทเอาเมล็ดพันธุ์มาให้ และมาเก็บผลผลิตถึงที่)  

ด.ญ. มลิตา อาญาสูญ (เย็น) จ.สกลนคร อยู่ชั้น ม.2  เป็นคนเงียบๆ ยิ้มเก่ง  ครอบครัวยากจนแต่อยากให้ลูกเรียนหนังสือ เลยให้พี่ชายของเย็นบวชเรียน ตอนนี้เรียนระดับปริญญาตรีทางด้านกฎหมายอยู่ เย็นโตขึ้นอยากเป็นหมอ             แม่และเย็นมีงานพิเศษคือสานกระเป๋ากก อยู่ในโครงการหลวง จะมีคนมาสั่งให้ทำผลิตภัณฑ์ส่งไปขายทางยุโรป ฝีมือค่อนข้างดีมาก เย็นก็ทำกระเป๋าใบเล็กๆได้  อาจารย์เป็นคนในพื้นที่ ดูแลนักเรียนดีมาก รู้จักกับทางบ้านนักเรียนเป็นอย่างดี  

          มูลนิธิพูนพลังไม่ใช่แค่ให้เงินช่วยเหลือ    ที่มีคุณค่ายิ่งกว่านั้น คือให้ความรัก ความห่วงใยเอื้ออาทร    และให้คำแนะนำให้สามารถขวนขวายช่วยตัวเองได้  

         ข่าวดีที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ เลขามูลนิธิเขาไม่ได้คิดว่าเขาอุทิศตนเพื่อเด็กเหล่านี้     แต่เขามีความสุขอยู่กับการทำเช่นนี้    นี่เป็นการตีความของผมเองนะครับ    ผมคิดว่านี่คือข่าวดีของสังคม

วิจารณ์ พานิช

๑๐ กย. ๔๙