โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์
ผู้จัดรายการวิทยุ "รู้ใช้เข้าใจเงิน" FM96.5
ชีวิตมนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักรกล ที่จะป้อนข้อมูลอะไรเข้าไปแล้ว ย่อมได้ผลลัพธ์ออกมาเหมือนเดิมเสมอไป หลายครั้งที่การตัดสินใจของมนุษย์ขึ้นอยู่กับอารมณ์ บริบท และประสบการณ์ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องเปิดใจให้กว้าง เรียนรู้ให้หลากหลาย เพื่อที่จะหลอมรวมตกผลึกเป็นปัญญาญาณ (Wisdom) ที่จะช่วยให้เราเผชิญหน้ากับวิกฤตและเก็บเกี่ยวโอกาสได้อย่างเต็มที่
การเน้นไปที่ทฤษฎีการลงทุน (Investment) เพียงอย่างเดียว อาจทำให้ผู้คนรู้สึกเบื่อหน่าย เหมือนกับน้ำชาล้นถ้วย ที่ไม่สามารถบรรจุข้อมูลอันใดเข้าไปได้อีกแล้ว หากทว่าเมื่อนำเรื่องราวแปลกใหม่ที่คล้ายไม่เกี่ยวข้องผสมเชื่อมโยงเข้าไป ก็กลับกลายเป็นรสชาติใหม่ที่จะทำให้เราเข้าใจ “วิถีแห่งการลงทุน (The Tao of Investment)” ได้ดียิ่งขึ้น หรืออาจนำไปสู่การหยั่งเห็นชีวิตได้ลึกล้ำซาบซึ้งกว่าเดิม
ความรัก ก็เป็นอีกเรื่องราวหนึ่งที่มนุษย์ทุกยุคทุกสมัยพยายามโหยหาที่จะเข้าใจ แต่สุดท้ายก็ยังเป็นความลี้ลับของธรรมชาติ ที่มนุษย์อาจไม่มีวันหยั่งถึงได้ตลอดกาล หากกระนั้น เมื่อหยิบยกบางแง่มุมของความรักเข้าไปคลุกเคล้ากับเรื่องราวการลงทุน ก็อาจทำให้ใครบางคนได้ย้อนกลับมาพิจารณาตัวเอง และเปิดประตูไปสู่การสร้างสรรค์ความรักได้ดีกว่าเดิม
1. ความรักและการลงทุนมีห้วงเวลาสุกงอม เมื่อเราเรียกร้องมากไปก็มักจะไม่ได้รับ
มนุษย์มักยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง นี่เป็นขีดจำกัดในตัวเรา จึงทำให้ไม่สามารถมองสรรพสิ่งอย่างรอบด้าน อย่างที่มันเป็นไป ไม่ใช่อย่างที่เราต้องการให้เป็น
เมื่อเจอใครที่ถูกใจ เราก็พยายามเข้าไปรู้จักทักทาย โดยไม่พิจารณาว่าเขาหรือเธอคนนั้นอยู่ในห้วงเวลาที่พร้อมจะรู้จักเราหรือไม่ ยิ่งเราลุ่มหลงมากเท่าไร เราก็พยายามชวนไปทำนั่นทำนี่ โดยหวังว่าเขาหรือเธอจะตอบรับเราทุกครั้ง และไม่ยินดีที่จะรอคอยให้กาลเวลาบ่มเพาะความสุกงอมเลย
นักลงทุนที่ซื้อหุ้นเข้าไปแล้ว ก็มักจะภาวนาให้หุ้นทะยานขึ้นไป โดยไม่ยอมเข้าใจว่า การที่มีคนขายหุ้นให้เราที่ราคานี้ ก็เพราะว่าเขามีมุมมองที่แตกต่างจากเรา การซื้อขายจึงจะเกิดขึ้นได้ ดังนั้น การที่หุ้นของเราไม่ทะยานขึ้นไปดังใจคิด จึงเป็นเรื่องที่ต้องอดทนรอคอย เพื่อให้คนอื่นที่มองความจริงไม่เหมือนเรา ได้เริ่มต้นเรียนรู้ไปเรื่อย จนกระทั่งเกิดความรักและศรัทธาในคุณค่าของหุ้นตัวนี้
ในทำนองตรงข้าม เมื่อหุ้นยังนิ่งอยู่ เพื่อรอให้เราเข้าซื้อ เราก็มักจะเกี่ยงงอนราคา รอให้มันลงไปต่ำกว่านี้อีก โดยไม่ยอมพิจารณาว่า เมื่อเป็นของดีมีคุณภาพแล้ว ย่อมจะอยู่ที่ราคาเดิมได้ไม่นาน จะต้องมีคนเข้ามาเก็บเกี่ยวไป
ความรักและการลงทุนจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และมีจังหวะเวลาของมัน เราจึงไม่ควรปล่อยให้อารมณ์และอคติส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องมากไป จนกระทั่งลืมเลือนที่จะพิจารณาสภาพการณ์อย่างรอบด้าน
เมื่อถึงจังหวะรุก ก็ต้องกล้าที่จะเสี่ยง แม้ว่าจะต้องเผชิญความเจ็บปวดบ้างก็ตาม
เราอาจต้องละทิ้งงานหรือกิจกรรมในชีวิตที่ไม่สำคัญไปบ้าง เพื่อที่จะเข้าโจมตีในจังหวะที่ถูกต้อง อย่าปล่อยให้ห้วงเวลาผ่านเลยไป เพราะมัวแต่รอคอยเงื่อนไขทุกอย่างให้สอดคล้องกับตัวเรา
เมื่อถึงเวลารับ ก็ต้องอดทนรอคอย แม้จะทำให้เราต้องร้าวระบมทนทุกข์ด้วยความคิดถึง
เราอาจต้องหางานอดิเรกที่มีคุณค่า เพื่อไม่ให้เกิดความฟุ้งซ่าน ยิ่งถ้างานนั้นสามารถสร้างผลตอบแทนทางการเงินได้ ก็ยิ่งทำให้เรามีทุนรอนสำหรับการลงทุนครั้งต่อไปได้ดียิ่งขึ้น
2. หว่านไปทั่วย่อมไร้ผล รักโดยไม่ไตร่ตรองย่อมไร้ค่า
บางคนเมื่อพลาดหวังจากหุ้นตัวหนึ่ง ก็มักจะมองหาหุ้นตัวอื่นที่ใกล้เคียงกัน โดยไม่พิจารณาว่า หุ้นที่ดูคล้ายกัน อาจมีความแตกต่างที่อยู่ภายในอย่างมหาศาล สุดท้ายเราจึงต้องเจ็บช้ำอีกครา
การเริ่มต้นความรักทุกครั้งย่อมมีต้นทุนในการศึกษาเรียนรู้ เมื่อเราล้มเหลวเพราะเกี่ยงงอนมากไป ไม่กล้าที่จะยอมรับเงื่อนไขของฝ่ายตรงข้าม เราก็มักจะแก้ไขด้วยการไปหาเป้าหมายใหม่ที่คิดว่าจะดีกว่าเดิม แต่ส่วนใหญ่มักจะเจอสิ่งที่แย่กว่าเดิม เพราะของดีเลิศย่อมมีคนที่รู้คุณค่าแล้วรีบฉวยคว้าไป จึงเหลือแต่ของดีปานกลางหรือย่ำแย่ ให้คนที่เชื่องช้าเพราะรอคอยความสมบูรณ์พร้อมได้เลือกสรรไป
ในทำนองตรงข้าม บางคนมีความรักฝังใจกับหุ้นบางตัว อาจจะเพราะเคยได้กำไรมาก่อน หรืออาจจะเพราะเห็นแต่ด้านดีของหุ้นตัวนั้นด้วยอคติบางประการ จึงกอดหุ้นไว้ไม่ยอมปล่อย ทั้งที่ราคาดิ่งลงสู่หุบเหว กว่าจะรู้ตัวว่ารักคนผิดก็สายไปแล้ว
ความรักและการลงทุนเป็นเรื่องไม่แน่นอน เราจึงไม่ควรยึดติดกับทางใดทางหนึ่งเกินเลยไป เราอาจเริ่มต้นด้วยการทดลองก่อนทีละนิด เพื่อดูปฏิกิริยาว่าผลตอบรับเป็นอย่างไร ถ้าไม่ใช่ก็ต้องตัดใจขาดทุนเพียงเล็กน้อยไป อย่าหลอกและให้ความหวังตัวเองไปวันๆ นั่นเป็นการฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ชะตาฟ้า ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อใครเลย
ตัดใจและเปิดใจ เพื่อเริ่มต้นมองหาการลงทุนครั้งใหม่จะที่ดีกว่า
ถ้าทดลองแล้วมีแนวโน้มที่ดี ก็ต้องกล้าที่จะลงทุนเพิ่ม แล้วทุ่มเทอยู่กับมัน ไม่วอกแวกจนกว่าผลสำเร็จจะมาเยือน โดยระหว่างนั้นก็ต้องทุ่มเทสติปัญญาในการตรวจสอบเรื่องราวอย่างสม่ำเสมอ หากทว่าไม่หวั่นไหวไปกับข่าวดีหรือข่าวร้ายรายวันมากเกินไป มุ่งไปที่คุณภาพพื้นฐานของกิจการระยะยาวว่ายังคงดีเลิศไม่เปลี่ยนแปลง
3. ความรักย่อมมีวันผิดพลาด แม้แต่คนที่ฉลาดที่สุด
แต่หากเราเปิดใจกว้างและเรียนรู้อย่างจริงใจ
ย่อมสามารถแปรเปลี่ยนขาดทุนเป็นกำไรได้เสมอ
คนที่เอาแต่ฝากเงินในธนาคารเพราะกลัวความเสี่ยงจากการลงทุน ก็เปรียบเสมือนคนที่ทั้งชีวิตไม่กล้าลิ้มลองรสชาติของความรัก เพียงเพราะกลัวว่าหนามที่แหลมคมของมันจะทิ่มแทงให้ปวดร้าว
นักลงทุนชั้นเลิศแม้กระทั่ง Warren Buffett ก็ยังผิดพลาดอยู่เสมอ แต่เนื่องจากเขาฉลาดในการเลือกหุ้นที่มีองค์ประกอบลงตัว ทั้งแนวโน้มการเติบโตของผลกำไรในอนาคต ความแข็งแกร่งของบริษัทเมื่อเผชิญวิกฤต และซื้อในระดับราคาที่เหมาะสม อาจไม่ถูกที่สุด แต่ก็ไม่แพงเกินไป จึงทำให้เมื่อสิ่งที่ลงทุนไว้ไม่ผลิดอกออกผลอย่างที่คิด เขาก็จะตัดสินใจขายไปได้โดยที่ไม่ต้องขาดทุนเจ็บตัวมากนัก เนื่องจากได้ใช้สติปัญญาเฉียบแหลมรอบด้านวิเคราะห์มาเป็นอย่างดีแล้ว
ยิ่งกว่านั้น เมื่อขาดทุนครั้งหนึ่งแล้ว มันจะช่วยให้เขาเติบโตยิ่งขึ้น จึงทำให้การลงทุนครั้งต่อไปของมีความเฉียบแหลมกว่าเดิม
ผลกำไรของเขาจึงทบทวีเติบโตยิ่งใหญ่ตลอดกาล

เรื่องราวความรักในชีวิตจริงของ Buffett ก็เฉียบคมไม่แพ้กัน แม้ว่าจะแยกทางกันอยู่กับภรรยามาแล้วหลายสิบปี โดยมีหญิงคนใหม่เข้ามาดามหัวใจให้ แต่เขาก็ยังรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับภรรยาเดิมไว้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องหย่าร้างอีกด้วย
ความรักและการลงทุน จึงไม่ใช่เรื่องราวที่เราจะต้องหลีกหนี หากทว่าต้องกล้าที่จะเรียนรู้อย่างละเอียดลึกซึ้ง โดยการเข้าไปสัมผัสกับมันอย่างจริงจัง หากท่านไม่หมกมุ่นในอารมณ์และอคติส่วนตัว เปิดหัวใจให้กว้างไกลไปสู่โลกที่เป็นจริง รู้จักวิเคราะห์จากมุมมองและหัวใจของคนอื่นที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย รุ่มรวย เมื่อทำได้เช่นนี้แล้ว ผลลัพธ์จากการลงทุนและความรักย่อมยิ่งใหญ่และหวานล้ำตลอดกาล
ท่าน Buffett...สุดยอดจริงๆๆค่ะ...และ....ความรักและการลงทุน.... จึงไม่ใช่เรื่องราวที่เราจะต้องหลีกหนี .....หากทว่าต้องกล้าที่จะเรียนรู้อย่างละเอียดลึกซึ้ง...จริงๆค่ะ
ขอบคุณบทความดีดีนี้นะคะ
เป็นการเปรียบเทียบที่แยบยลมากค่ะ ความรักที่รักแบบใช้สมอง ในบางครั้งหัวใจกับสมองก็ต้องทำงานด้วยกันอย่างสอดคล้อง เพื่อความรักที่สวยงาม ทำนองเดียวกันการลงทุนที่ใช้แต่หัวใจก็ไม่มีอะไรไปวิเคราะห์ คิด เรียนรู้ ไม่มีระเบียบวินัย การลงทุนที่ใช้แต่สมองก็คงไม่ต่างอะไรกับ automated system ต้องสมดุลกันระหว่างสมองกับหัวใจ และไฟที่จะรักและการลงทุน ไม่ว่าจะความรักหรือการลงทุนเราคงต้องถามตัวเองว่ายอมรับผลของความเสี่ยงได้ไหม เพราะหากไม่ยอมเสี่ยงหรืออรับผลของมันไม่ได้ก็คงไม่มีอะไรเริ่มขึ้น หากเอาความเสี่ยงออกจากชีวิต โอกาสก็หมดไปด้วย...
ชอบบทความนี้มากค่ะ
เป็นการเปรียบเทียบที่แยบยลมากค่ะ ความรักที่รักแบบใช้สมอง ในบางครั้งหัวใจกับสมองก็ต้องทำงานด้วยกันอย่างสอดคล้อง เพื่อความรักที่สวยงาม ทำนองเดียวกันการลงทุนที่ใช้แต่หัวใจก็ไม่มีอะไรไปวิเคราะห์ คิด เรียนรู้ ไม่มีระเบียบวินัย การลงทุนที่ใช้แต่สมองก็คงไม่ต่างอะไรกับ automated system ต้องสมดุลกันระหว่างสมองกับหัวใจ และไฟที่จะรักและการลงทุน ไม่ว่าจะความรักหรือการลงทุนเราคงต้องถามตัวเองว่ายอมรับผลของความเสี่ยงได้ไหม เพราะหากไม่ยอมเสี่ยงหรืออรับผลของมันไม่ได้ก็คงไม่มีอะไรเริ่มขึ้น หากเอาความเสี่ยงออกจากชีวิต โอกาสก็หมดไปด้วย...
ชอบบทความนี้มากค่ะ