วันนี้ (10 มิถุนายน 2555) ภายใต้ภารกิจอันเร่งรีบหลายอย่าง ผมไม่ลืมปลีกตัวเข้าร่วมสังเกตการณ์การจัดกิจกรรม “1 หลักสูตร 1 ชุมชน” ของคณะวิศวกรรมศาสตร์วัดเจริญผล บ้านท่าขอนยาง ต.ท่าขอนยาง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม

กิจกรรมที่ว่านั้นประกอบด้วย 2 กิจกรรม คือ (1)  โครงการ “ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างอาคารดินอบสมุนไพรเพื่อความยั่งยืนของชุมชนบ้านท่าขอนยาง” และ (2) โครงการ “ให้ความรู้และการถ่ายทอดเทคนิคการสร้างอาคารดินพลังงานแสงอาทิตย์ตามแนวพระราชดำริการใช้พลังงานทดแทน”

 

 

ทั้งสองโครงการมีวัตถุประสงค์หลักๆ ที่หนุนเนื่องไปด้วยกัน เช่น  สร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชนเพื่อการลดพลังงาน  ติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์กับอาคารดินเป็นต้นแบบของพลังงานสะอาดภายในชุมชน และพัฒนาบ้านดินโดยใช้วัสดุในท้องถิ่นสำหรับใช้เป็นห้องอบสมุนไพรเพื่อสุขภาพแก่ชุมชนบ้านท่าขอนยาง เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงและความยั่งยืน โดยโครงการแรกนั้น อาจารย์ศิริลักษณ์ วงศ์เกษม เป็นผู้รับผิดชอบหลัก ส่วนโครงการหลังนั้น อาจารย์จินดาพร   จำรัสเลิศลักษณ์ เป็นผู้รับผิดชอบหลัก


กิจกรรมในวันนั้น  เสมือนการเปิดตัวโครงการโดยทั่วไป  มีการพบปะพูดคุยเพื่อบอกเล่าถึงประเด็นสำคัญๆ เช่น วัตถุประสงค์ เป้าหมาย แผนการดำเนินงาน  เสมือนว่าใช้เวทีในวันนี้เป็นเครื่องมือในการ “ประชาสัมพันธ์” กิจกรรมไปในตัว  แต่แทนที่จะมาบอกเล่าเฉยๆ ทางคณะกลับใช้กลยุทธเชิงรุกหนุนเสริมเข้ามาด้วย นั่นก็คือการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่อง “การประหยัดพลังงาน” อาทิ

  • วิธีการประหยัดไฟฟ้าอย่างง่าย

  • 108 วิธีประหยัดพลังงาน

  • แผงรับพลังงานแสงอาทิตย์

 

 

การบรรยายดังกล่าว จัดขึ้นบนศาลาวัด จัดวางเก้าอี้ให้ชาวบ้านและนิสิตได้นั่งอย่างเป็นระบบระเบียบ มีสื่อมาจัดแสดงประกอบการบรรยาย หรือการบอกเล่า พอเล่าเสร็จก็มีการประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้แต่ละครัวเรือนสมัครเข้าร่วมเป็น “ครอบครัวประหยัดพลังงาน”  โดยในแต่ละเดือน มหาวิทยาลัยฯ จะเข้ามาประเมินปริมาณการใช้ไฟฟ้าของแต่ละครัวเรือน

  • หากใครลดพลังงาน หรือประหยัดไฟฟ้าได้มากที่สุด ก็จะมีรางวัล รวมถึงนำเงินรางวัลมามอบให้

 

 

ประเด็นดังกล่าวยอมรับว่าขับเคลื่อนเหมือนประชานิยมอยู่ไม่น้อย แต่ถ้าไม่ติดยึดเรื่อง “รางวัล” หรือสิ่งของแลกเปลี่ยนมากนัก ก็พอมองได้ว่านั่นคือ “รางวัลของการทำดี”  เป็นกลไกของการกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจในการดูแลโลกใบนี้ร่วมกันในอีกมิติหนึ่ง  แต่ก็ต้องไม่ยิ่งใหญ่เกินกว่ากระบวนการที่ต้องมุ่งเรียนรู้ร่วมกัน  เพื่อหนุนส่งให้ชาวบ้านเกิดความตระหนักในเรื่องเหล่านี้อย่างจริงๆ จังๆ (จริงจัง-จริงใจ)

   

  • ไม่ใช่ถือปฏิบัติตามกระแส พอโครงการปิดตัวลง หรือไม่ได้รางวัล ก็ค่อยๆ ล้มเลิกความตั้งใจไปเฉยๆ

  • รวมถึงกระบวนการให้ “ชาวบ้าน”   ได้เป็นผู้ดูแลตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ด้วยตนเองตลอดจนกระตุ้นให้เกิดการ “รวมกลุ่ม” ขึ้นมาในชุมชน เพื่อขับเคลื่อนเรื่องเหล่านี้โดยตรง ก็ยิ่งดีไปใหญ่

 

  

ครับ-ด้วยความที่ว่าผมเพิ่งมีโอกาสได้เข้าร่วมสังเกตการณ์ ประกอบกับในห้วงเวลาเช่นนั้น  ไม่มีโอกาสได้สนทนากับอาจารย์และนิสิตมากมายนัก  จึงไม่อาจรู้ได้ว่ากระบวนการลงสู่ชุมชนนั้น ขับเคลื่อนเป็นระยะๆ มาอย่างไร  รู้แต่เพียงแต่ว่า  เมื่อปีที่แล้ว คณะวิศวกรรมศาสตร์  เคยได้จัดกิจกรรมการบริการวิชาการแก่สังคมในชุมชนแห่งนี้ถึง 2 กิจกรรม  นั่นคือ “โครงการบริการวิชาการบ้านดิน และชุมชนบ้านท่าขอนยางเพื่อความยั่งยืน”  และ "โครงการออกแบบและสร้างรถไอน้ำโดยใช้ถ่านไม้เป็นเชื้อเพลิง”

 

ด้วยเหตุนี้จึงนับได้ว่ากิจกรรมที่กำลังเกิดขึ้นนั้น เป็นเสมือนการ “ต่อยอด” จากเรื่องเดิมๆ  การขับเคลื่อนเช่นนี้ จึงมีลักษณะเด่นด้วยการมี “ทุน”  ในการทำงานอยู่อย่างพอตัว  ทั้งในมิติของการสานต่อภารกิจ อันเป็นความต้องการของชุมชน (Need Assessment) รวมถึงการมีเครือข่าย หรือมีความคุ้นเคยกับพื้นที่นั่นเอง

 

 


อย่างไรก็ตามในกระบวนการทำงานทั้งปวงนั้น  ผมไม่กังขาต่อ “องค์ความรู้” ของคณะ ทั้งโดยอาจารย์ เจ้าหน้าที่และนิสิต หรือแม้แต่องค์ความรู้ หรือภูมิปัญญาชาวบ้าน (People’s Knowledge) ของชาวบ้านเลยแม้แต่น้อย  เพราะเชื่อว่าทุกภาคส่วนมี “ความรู้เป็นอาวุธ” อยู่ในตัวอย่างหลากล้นอยู่แล้ว  ขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถบูรณาการเข้าด้วยกันได้อย่างไร  อีกทั้งยังเป็นความ “ท้าทาย” อันยิ่งใหญ่ของการนำชาวบ้านกลุ่มเดิมๆ ที่เคยเรียนรู้เรื่องเหล่านี้จากปีที่แล้วให้หันกลับมาร่วมทำงานในครั้งนี้ได้อีก

 

  • ผมมองว่าประเด็นนี้ คือภาพสะท้อนความเข้มแข็ง-ยั่งยืนได้เหมือนกัน

 

แน่นอนครับ สิ่งหนึ่งที่ผมมีโอกาสได้ถามทักนิสิตแบบง่ายๆ ก็คือ “เคยรู้เรื่องราวชุมชนนี้หรือไม่”  เช่น ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น  สถานที่สำคัญ เป็นต้น ซึ่งนิสิตก็ตอบแบบใสซื่อว่า “ยังไม่ได้ศึกษาเลยครับ”

 


ครับ-ดังที่กล่าวอ้างข้างต้น  การงานในวันนี้เป็นการเปิดตัวโครงการฯ ยังไม่ปักหลักลงไม้ลงมือกันอย่างเต็มสูบ  เพราะยังต้องทำแผนการดำเนินงานร่วมกับชุมชนอีกรอบ  แต่ถึงกระนั้นผมก็ยังขบคิดลึกๆ ถึงกระบวนการในระบบ “ต้นน้ำ-กลางน้ำ” อยู่วันยังค่ำ  เพราะจะเป็นการดีอย่างยิ่งหากนิสิตที่เข้าร่วมถูกคัดกรอง หรือเตรียมความพร้อมก่อนการลงสู่ชุมชนอย่าง “เนียนๆ” เป็นต้นว่า  มีการปฐมนิเทศนิสิตให้รู้ถึงรายละเอียดโครงการ  รู้ถึงบริบทเฉพาะท้องถิ่น (Local Context) รู้บทบาทหน้าที่ทั้งในมิติของการเป็น “ผู้เรียนรู้” และมิติของการเป็น “ผู้ให้บริการ” ฯลฯ

 

สิ่งเหล่านี้นับเป็นสิ่งจำเป็น และเป็นหัวใจหลักของการทำงานร่วมกับชุมชน เพราะจะทำให้เราเข้าใจถึง “ฮีตคอง” ของชุมชนนั้นๆ เสมือน “เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม”  หรือไม่ก็เหมือนกับที่ผมเคยเขียนถึงกลวิธีในการลงสู่ชุมชนของชาวค่ายฯ ว่า “รู้ตัวตนโครงการ.. รู้ว่าทุกถิ่นฐานมีเรื่องเล่า” นั่นแหละ

  •  ยิ่งหากนิสิตมีสมุดบันทึกการเรียนรู้เป็นของตัวเองคนละเล่ม  แล้วบันทึกเรื่องราวที่ได้ทำ ได้เห็น ...บันทึกในสิ่งที่ตนเองรู้สึก...บันทึกมุมมองต่อปรากฏการณ์ของกิจกรรมที่กำลังทำ 

  • ผมเชื่อว่าจะเป็นกลไกอันดีในการที่จะพัฒนานิสิตผ่านโครงการดังกล่าว


 ครับ-เหตุผมที่ผมคิดเช่นนั้นก็คือชุมชนแห่งนี้เป็นชุมชนที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน กลุ่มคนที่อาศัยอยู่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เรียกตนเองว่า “เผ่าไทญ้อ” ที่อพยพข้ามฝั่งโขงมาตั้งรกรากเป็นบ้านเรือนในช่วงสมัยรัชกาลที่ 3 มีประเพณีวัฒนธรรมที่เป็นอัตลักษณ์ของตนเอง

 


ศาลาวัฒนธรรมฯ ที่อยากให้นิสิตเข้าไปเรียนรู้

 

นอกจากนี้ชุมชนแห่งนี้ยังมี “ศาลาวัฒนธรรมพื้นบ้านท่าขอนยาง”  อันเป็นผลพวงที่นิสิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ฯ (ม.มหาสารคาม)  เคยขับเคลื่อนเข้าสู่โครงการ “กล้าใหม่..ใฝ่รู้” ของธนาคารไทยพาณิชย์ฯ ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จากทางธนาคารฯ โดยการจัดบุญกฐินนำงบประมาณมาสมทบดำเนินการจำนวนหนึ่งล้านเจ็ดแสนบาท

 

ครับ-นั่นคือเหตุผลง่ายๆ ที่อยากให้นิสิตได้เรียนรู้เรื่องราวของชุมชนไปในตัว เสมือนสอนให้เขารู้ว่า เมื่อไปทำงานในองค์กรใด ก็จงอย่าละเลยที่จะเรียนรู้บริบท หรือวัฒนธรรมองค์กรนั้นๆ เช่นเดียวกับการเรียนรู้ชุมชนตรงนี้แล้ว ก็อย่าลืมหันกลับไปทบทวนเรื่องราวชุมชนอันเป็นบ้านเกิดของตนเองด้วยเหมือนกัน


สำหรับการงานในครั้งนี้  ผมถือว่าทางคณะได้เปิดเวที หรือเปิดโครงการสู่ชุมชนได้อย่างดียิ่งแล้ว  ส่วนข้อสังเกตของผมนั้น  เป็นเพียงกระบวนการเล็กๆ ที่จะหนุนเสริมให้การเรียนรู้ของนิสิตในโครงการทั้งสองนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมี “ชีวิต” มากขึ้น

 

ซึ่งผมเชื่อว่าทางคณะก็ได้วางแผนกลยุทธการเรียนรู้เหล่านี้ไว้แล้ว  ไม่ว่าจะอยู่ในรูปเวทีที่เชิญให้ชาวบ้านบอกเล่าให้นิสิตฟัง หรือให้นิสิตฝากตัวเป็น “ลูกฮัก”  ไปสู่การเรียนรู้ตามอัธยาศัย หรือไม่ก็แบ่งกลุ่มให้นิสิต “เดินเท้าเข้าหมู่บาน”  จัดเก็บข้อมูลเรื่องเหล่านี้ด้วยตนเองก็ไม่ผิด

 


อาคารดินอบสมุนไพร

 

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ยืนยันครับว่า “มีความสุข และอิ่มใจกับเวทีเปิดตัวโครงการฯ นี้มาก