วันนี้ (10 มิถุนายน 2555) ภายใต้ภารกิจอันเร่งรีบหลายอย่าง ผมไม่ลืมปลีกตัวเข้าร่วมสังเกตการณ์การจัดกิจกรรม “1 หลักสูตร 1 ชุมชน” ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ณ วัดเจริญผล บ้านท่าขอนยาง ต.ท่าขอนยาง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม
กิจกรรมที่ว่านั้นประกอบด้วย 2 กิจกรรม คือ (1) โครงการ “ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างอาคารดินอบสมุนไพรเพื่อความยั่งยืนของชุมชนบ้านท่าขอนยาง” และ (2) โครงการ “ให้ความรู้และการถ่ายทอดเทคนิคการสร้างอาคารดินพลังงานแสงอาทิตย์ตามแนวพระราชดำริการใช้พลังงานทดแทน”

ทั้งสองโครงการมีวัตถุประสงค์หลักๆ ที่หนุนเนื่องไปด้วยกัน เช่น สร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชนเพื่อการลดพลังงาน ติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์กับอาคารดินเป็นต้นแบบของพลังงานสะอาดภายในชุมชน และพัฒนาบ้านดินโดยใช้วัสดุในท้องถิ่นสำหรับใช้เป็นห้องอบสมุนไพรเพื่อสุขภาพแก่ชุมชนบ้านท่าขอนยาง เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงและความยั่งยืน โดยโครงการแรกนั้น อาจารย์ศิริลักษณ์ วงศ์เกษม เป็นผู้รับผิดชอบหลัก ส่วนโครงการหลังนั้น อาจารย์จินดาพร จำรัสเลิศลักษณ์ เป็นผู้รับผิดชอบหลัก
กิจกรรมในวันนั้น เสมือนการเปิดตัวโครงการโดยทั่วไป
มีการพบปะพูดคุยเพื่อบอกเล่าถึงประเด็นสำคัญๆ เช่น วัตถุประสงค์
เป้าหมาย แผนการดำเนินงาน
เสมือนว่าใช้เวทีในวันนี้เป็นเครื่องมือในการ “ประชาสัมพันธ์”
กิจกรรมไปในตัว แต่แทนที่จะมาบอกเล่าเฉยๆ
ทางคณะกลับใช้กลยุทธเชิงรุกหนุนเสริมเข้ามาด้วย
นั่นก็คือการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่อง “การประหยัดพลังงาน”
อาทิ
-
วิธีการประหยัดไฟฟ้าอย่างง่าย
-
108 วิธีประหยัดพลังงาน
-
แผงรับพลังงานแสงอาทิตย์

การบรรยายดังกล่าว จัดขึ้นบนศาลาวัด จัดวางเก้าอี้ให้ชาวบ้านและนิสิตได้นั่งอย่างเป็นระบบระเบียบ มีสื่อมาจัดแสดงประกอบการบรรยาย หรือการบอกเล่า พอเล่าเสร็จก็มีการประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้แต่ละครัวเรือนสมัครเข้าร่วมเป็น “ครอบครัวประหยัดพลังงาน” โดยในแต่ละเดือน มหาวิทยาลัยฯ จะเข้ามาประเมินปริมาณการใช้ไฟฟ้าของแต่ละครัวเรือน
- หากใครลดพลังงาน หรือประหยัดไฟฟ้าได้มากที่สุด ก็จะมีรางวัล รวมถึงนำเงินรางวัลมามอบให้

ประเด็นดังกล่าวยอมรับว่าขับเคลื่อนเหมือนประชานิยมอยู่ไม่น้อย แต่ถ้าไม่ติดยึดเรื่อง “รางวัล” หรือสิ่งของแลกเปลี่ยนมากนัก ก็พอมองได้ว่านั่นคือ “รางวัลของการทำดี” เป็นกลไกของการกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจในการดูแลโลกใบนี้ร่วมกันในอีกมิติหนึ่ง แต่ก็ต้องไม่ยิ่งใหญ่เกินกว่ากระบวนการที่ต้องมุ่งเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อหนุนส่งให้ชาวบ้านเกิดความตระหนักในเรื่องเหล่านี้อย่างจริงๆ จังๆ (จริงจัง-จริงใจ)
|
ครับ-ด้วยความที่ว่าผมเพิ่งมีโอกาสได้เข้าร่วมสังเกตการณ์ ประกอบกับในห้วงเวลาเช่นนั้น ไม่มีโอกาสได้สนทนากับอาจารย์และนิสิตมากมายนัก จึงไม่อาจรู้ได้ว่ากระบวนการลงสู่ชุมชนนั้น ขับเคลื่อนเป็นระยะๆ มาอย่างไร รู้แต่เพียงแต่ว่า เมื่อปีที่แล้ว คณะวิศวกรรมศาสตร์ เคยได้จัดกิจกรรมการบริการวิชาการแก่สังคมในชุมชนแห่งนี้ถึง 2 กิจกรรม นั่นคือ “โครงการบริการวิชาการบ้านดิน และชุมชนบ้านท่าขอนยางเพื่อความยั่งยืน” และ "โครงการออกแบบและสร้างรถไอน้ำโดยใช้ถ่านไม้เป็นเชื้อเพลิง”
ด้วยเหตุนี้จึงนับได้ว่ากิจกรรมที่กำลังเกิดขึ้นนั้น เป็นเสมือนการ “ต่อยอด” จากเรื่องเดิมๆ การขับเคลื่อนเช่นนี้ จึงมีลักษณะเด่นด้วยการมี “ทุน” ในการทำงานอยู่อย่างพอตัว ทั้งในมิติของการสานต่อภารกิจ อันเป็นความต้องการของชุมชน (Need Assessment) รวมถึงการมีเครือข่าย หรือมีความคุ้นเคยกับพื้นที่นั่นเอง
อย่างไรก็ตามในกระบวนการทำงานทั้งปวงนั้น ผมไม่กังขาต่อ
“องค์ความรู้” ของคณะ ทั้งโดยอาจารย์ เจ้าหน้าที่และนิสิต
หรือแม้แต่องค์ความรู้ หรือภูมิปัญญาชาวบ้าน (People’s Knowledge)
ของชาวบ้านเลยแม้แต่น้อย เพราะเชื่อว่าทุกภาคส่วนมี
“ความรู้เป็นอาวุธ” อยู่ในตัวอย่างหลากล้นอยู่แล้ว
ขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถบูรณาการเข้าด้วยกันได้อย่างไร
อีกทั้งยังเป็นความ “ท้าทาย” อันยิ่งใหญ่ของการนำชาวบ้านกลุ่มเดิมๆ
ที่เคยเรียนรู้เรื่องเหล่านี้จากปีที่แล้วให้หันกลับมาร่วมทำงานในครั้งนี้ได้อีก
-
ผมมองว่าประเด็นนี้ คือภาพสะท้อนความเข้มแข็ง-ยั่งยืนได้เหมือนกัน
แน่นอนครับ สิ่งหนึ่งที่ผมมีโอกาสได้ถามทักนิสิตแบบง่ายๆ ก็คือ “เคยรู้เรื่องราวชุมชนนี้หรือไม่” เช่น ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น สถานที่สำคัญ เป็นต้น ซึ่งนิสิตก็ตอบแบบใสซื่อว่า “ยังไม่ได้ศึกษาเลยครับ”
ครับ-ดังที่กล่าวอ้างข้างต้น
การงานในวันนี้เป็นการเปิดตัวโครงการฯ
ยังไม่ปักหลักลงไม้ลงมือกันอย่างเต็มสูบ
เพราะยังต้องทำแผนการดำเนินงานร่วมกับชุมชนอีกรอบ
แต่ถึงกระนั้นผมก็ยังขบคิดลึกๆ ถึงกระบวนการในระบบ “ต้นน้ำ-กลางน้ำ”
อยู่วันยังค่ำ
เพราะจะเป็นการดีอย่างยิ่งหากนิสิตที่เข้าร่วมถูกคัดกรอง
หรือเตรียมความพร้อมก่อนการลงสู่ชุมชนอย่าง “เนียนๆ” เป็นต้นว่า
มีการปฐมนิเทศนิสิตให้รู้ถึงรายละเอียดโครงการ
รู้ถึงบริบทเฉพาะท้องถิ่น (Local Context)
รู้บทบาทหน้าที่ทั้งในมิติของการเป็น “ผู้เรียนรู้” และมิติของการเป็น
“ผู้ให้บริการ” ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้นับเป็นสิ่งจำเป็น และเป็นหัวใจหลักของการทำงานร่วมกับชุมชน เพราะจะทำให้เราเข้าใจถึง “ฮีตคอง” ของชุมชนนั้นๆ เสมือน “เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม” หรือไม่ก็เหมือนกับที่ผมเคยเขียนถึงกลวิธีในการลงสู่ชุมชนของชาวค่ายฯ ว่า “รู้ตัวตนโครงการ.. รู้ว่าทุกถิ่นฐานมีเรื่องเล่า” นั่นแหละ
-
ยิ่งหากนิสิตมีสมุดบันทึกการเรียนรู้เป็นของตัวเองคนละเล่ม แล้วบันทึกเรื่องราวที่ได้ทำ ได้เห็น ...บันทึกในสิ่งที่ตนเองรู้สึก...บันทึกมุมมองต่อปรากฏการณ์ของกิจกรรมที่กำลังทำ
-
ผมเชื่อว่าจะเป็นกลไกอันดีในการที่จะพัฒนานิสิตผ่านโครงการดังกล่าว
ครับ-เหตุผมที่ผมคิดเช่นนั้นก็คือชุมชนแห่งนี้เป็นชุมชนที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน
กลุ่มคนที่อาศัยอยู่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เรียกตนเองว่า “เผ่าไทญ้อ”
ที่อพยพข้ามฝั่งโขงมาตั้งรกรากเป็นบ้านเรือนในช่วงสมัยรัชกาลที่ 3
มีประเพณีวัฒนธรรมที่เป็นอัตลักษณ์ของตนเอง

ศาลาวัฒนธรรมฯ
ที่อยากให้นิสิตเข้าไปเรียนรู้
นอกจากนี้ชุมชนแห่งนี้ยังมี “ศาลาวัฒนธรรมพื้นบ้านท่าขอนยาง” อันเป็นผลพวงที่นิสิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ฯ (ม.มหาสารคาม) เคยขับเคลื่อนเข้าสู่โครงการ “กล้าใหม่..ใฝ่รู้” ของธนาคารไทยพาณิชย์ฯ ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จากทางธนาคารฯ โดยการจัดบุญกฐินนำงบประมาณมาสมทบดำเนินการจำนวนหนึ่งล้านเจ็ดแสนบาท
ครับ-นั่นคือเหตุผลง่ายๆ ที่อยากให้นิสิตได้เรียนรู้เรื่องราวของชุมชนไปในตัว เสมือนสอนให้เขารู้ว่า เมื่อไปทำงานในองค์กรใด ก็จงอย่าละเลยที่จะเรียนรู้บริบท หรือวัฒนธรรมองค์กรนั้นๆ เช่นเดียวกับการเรียนรู้ชุมชนตรงนี้แล้ว ก็อย่าลืมหันกลับไปทบทวนเรื่องราวชุมชนอันเป็นบ้านเกิดของตนเองด้วยเหมือนกัน
สำหรับการงานในครั้งนี้ ผมถือว่าทางคณะได้เปิดเวที
หรือเปิดโครงการสู่ชุมชนได้อย่างดียิ่งแล้ว
ส่วนข้อสังเกตของผมนั้น เป็นเพียงกระบวนการเล็กๆ
ที่จะหนุนเสริมให้การเรียนรู้ของนิสิตในโครงการทั้งสองนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
และมี “ชีวิต” มากขึ้น
ซึ่งผมเชื่อว่าทางคณะก็ได้วางแผนกลยุทธการเรียนรู้เหล่านี้ไว้แล้ว ไม่ว่าจะอยู่ในรูปเวทีที่เชิญให้ชาวบ้านบอกเล่าให้นิสิตฟัง หรือให้นิสิตฝากตัวเป็น “ลูกฮัก” ไปสู่การเรียนรู้ตามอัธยาศัย หรือไม่ก็แบ่งกลุ่มให้นิสิต “เดินเท้าเข้าหมู่บาน” จัดเก็บข้อมูลเรื่องเหล่านี้ด้วยตนเองก็ไม่ผิด

อาคารดินอบสมุนไพร
แต่เหนือสิ่งอื่นใด ยืนยันครับว่า “มีความสุข และอิ่มใจกับเวทีเปิดตัวโครงการฯ นี้มาก

* ..แบบอย่างของ "รางวัลแห่งความดี"..จากการสร้างประโยชน์บนความมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายค่ะ..
* เก็บภาพมาฝากจากบันทึกนี้ค่ะ :
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/483375
ชื่นชม ค่ะ และก็มีความสุขกับการเฝ้ามองกิจกรรมการเรียนการสอนเชิงบูรณาการแบบนี้ซึ่งไม่มีที่ไหน ส่วนหนึ่งของงานพัมนา เรามองว่าการมีส่วนร่วมของชุมชน และการให้ทุกคนได้มาเรียนรู้ร่วมกัน ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผลประโยชน์ จะทำให้เกิดกระบวนการพัฒนาที่จะนำไปสู่ความยั่งยืนค่ะ
บันทึกการเรียนรู้.....เป็นของตัวเองคนละเล่ม...เป็นแนวคิดที่ดีมากค่ะ
ขอบคุณมากนะคะ
เมื่อไปทำงานในองค์กรใด ก็จงอย่าละเลยที่จะเรียนรู้บริบท หรือวัฒนธรรมองค์กรนั้นๆ ชอบประโยคนี้ที่สุดค่ะ เพราะถ้าเราคิดจะไปทำงานกับองค์กรใดเราก็ต้องรู้จักเรื่องราวความเป็นไปเป็นมาขององค์กรนั้นให้ชัดแจง ก่อนที่เราจะเข้าไปทำงานร่วมกับเขาเพื่อให้งานนั้นดำเนินกันไปด้วยความสอดคล้องกันและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
การเริ่มต้น/เปิดตัว ที่จะทำอะไรสักอย่างหนึ่งนับเป็นสิ่งที่ดี น่ายกย่อง สำหรับความคิดและการกล้าตัดสินใจลงมือเริ่มต้น แต่หลายอย่างหลังการเริ่มต้นกลับหยุดนิ่งหรือยุติลงอย่างเงียบ ๆ และเลือนหายไปจากสังคม การหันมามองการเริ่มต้นใหม่หรือการเปิดตัวใหม่ในมุมมองใหม่อาจจะทำให้ดูด้อยค่าลงไปในบางเรื่อง ในขณะที่การ "ต่อยอด" ได้รับความสนใจน้อยกว่าการเริ่มต้น แต่ผมว่ามันก็ไม่มีอะไรที่จะด้อยกว่าการเริ่มต้น แต่ผมยังมองว่าการต่อยอดมี "คุณค่าและมีความหมายมากหว่าการเริ่มต้น" เราอาจไม่จำเป็นต้องไปมุ่งแสวงหาเพื่อเริ่มต้นใหม่ แต่เพียงแค่เอาของเก่ามาปัดฝุ่นใช้และประคองตลอดไปก็เป็นอีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้การเริ่มต้น
สวัสดีครับ พี่ใหญ่ นงนาท สนธิสุวรรณ
ลงพื้นที่ต่อเนื่องกันมาตั้งแต่วันอาทิตย์เลยก็ว่าได้ ยิ่งเดินทางยิ่งเห็นคุณค่าของการเรียนรู้ เห็นขุมพลังความรู้ที่ซ่อนตัวอยู่ในชุมชน ทั้งที่เป็นความรู้ประเภทชัดแจ้งและที่ฝังลึก
ในทุกครั้งที่เดินทางไปยังชุมชน ผมมักทำตัวนิ่งเนียนในเนื้องาน ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ จะไม่แสดงตนเลยก็ว่า จะให้นิสิต หรือเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการเป็นด้วยตนเอง มีบ้าง หรือบ่อยครั้งที่ต้องกระชับพื้นที่เข้าติดตาม กำกับ ให้คำเสนอแนะในกระบวนการเหล่านั้น
ครับสิ่งเหล่านั้นล้วนมาจากวาทกรรม "สอนงานสร้างทีม : พูดให้ฟัง ทำให้ดู อยู่เป็นเพื่อน" ...
ขอบพระคุณครับ
สวัสดีครับ กาละเวลา
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ พี่Somsri
ผมเชื่อว่าการเขียนบันทึก ไม่เพียงช่วยเรื่องการจดจำเท่านั้น หากแต่มีอานุภาพมากกว่านั้น เช่น จัดระเบียบความคิด ผ่อนคลาย สร้างสมาธิ ฯลฯ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ยิ่งเขียนในสิ่งสร้างสรรค์ ยิ่งเป็นการติดอาวุธทางปัญญา ยิ่งเขียนสิ่งนำพาไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ อ.สมปอง ขุนแผ่นดินเย็น
เราล้วนเรียนรู้และเติบโตในทางกระบวนการมาด้วยกัน เติมเต็มทักษะกันและกันเสมอมา
ครับ-กระบวนการสอนให้นิสิตนักศึกษา เชื่อและศรัทธาว่า "ไม่มีที่ใดปราศจากเรื่องเล่า...ไม่มีที่ใดปราศจากความรู้...ไม่มีที่ใดปราศจากการเรียนรู้" นั้น ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้เพื่อเติบโตอย่างแท้จริง
เพราะสิ่งนั้น จะบ่มเพาะให้ผู้เรียนเป็นเปิดใจเรียนรู้ต่อสรรพสิ่งรายรอบตัว แต่ก็อย่างว่าครับ "สิ่งที่เห็น อาจไม่ได้เป็นดังที่เห็น..." ทุกอย่างยังต้อง "ตีความ-ถอดบทเรียน" ให้ลึกซึ้ง เพื่อให้เข้าใจในปรากฏการณ์ หรือสัญลักษณ์เหล่านั้น
สิ่งเหล่านั้น จะเกิดผลได้ ก็ขึ้นอยู่กับต้นทุนของแต่ละคนเหมือนกัน...
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ คุณแดนไท
ในกองกิจการนิสิต เป็นองค์กรที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทั้งทางกายภาพ และชีวภาพ การทำความเข้าใจต่อข้อเท็จจริงเหล่านั้น จะกลายเป็นกลยุทธของการบริหารความต่างในองค์กรได้เป็นอย่างดี พอเข้าใจตรงนั้น ก็จะง่ายต่อการขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรคือ ...
การพัฒนานิสิต ไม่ใช่เห็นผลในเวลาอันรวดเร็ว เพราะกิจกรรม ไม่ใช่วิชาเรียนที่จะวัดกันด้วยคะแนนจากข้อสอบ..ทุกอย่างต้องใช้เวลาอย่างมากมาย และที่สำคัญการพัฒนานิสิตในกระบวนการกิจกรรมนั้น ต้องเปิดพื้นที่ให้นิสิตได้คิด และลองทำด้วยตนเอง ส่วนหน่วยงานคือผู้หนุนเสริม-เยียวยา...
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ เล็ก
เห็นด้วยเช่นกันนะครับ แต่สำคัญเราต้องดูบริบทต่างๆ ประกอบเข้าด้วยกัน ไม่มีที่ใดปราศจาก "มรดกทางวัฒนธรรม" เช่นเดียวกับเมื่อลงมือทำสิ่งใดแล้ว หากหวนกลับไปยังที่เดิม ก็จำต้องศึกษาร่วมกันอย่างละเอียดว่า หากต้องลงมือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ณ ที่เดิมนั้น อะไรคือสิ่งที่ต้องทำ บางอย่างที่เคยลงมือทำ อาจบรรลุล่วงแล้ว และชุมชนสามารถยืนหยัดได้ ก็คงต้องละวาง หรือเฝ้ามอง คอยหนุนเสริมเป็นระยะๆ แต่ไม่ใช่ปล่อยมือแบบขาดสะบั้น -
เมื่อเห็นว่า ยังต้อง "ต่อยอด" ในเรื่องนั้นๆ ในพื้นที่เดิมๆ ก็จำต้องเดินหน้าต่อยอดให้จงได้ จึงกลายเป็นโครงการต่อเนื่องในพื้นที่เดิมๆ ด้วยกิจกรรมเดิม แต่อาจปรับแต่งกระบวนการ ยกตัวอย่างเช่น ในชุมชนแห่งนี้เคยได้อบรมให้ความรู้เกี่ยวกับบ้านดิน มาปีนี้ก็ทำบ้านดินให้เป็นรูปธรรม พอทำเสร็จก็ต่อยอดด้วยการวางระบบพลังงานแสงอาทิตย์เข้าสู่อาคารบ้านดิน...สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการต่อยอด
กรณีอื่นๆ เช่น สมมติเคยจัดกิจกรรมระบบสถาบันการเงินชุมชน พอมาวิเคราะห์ดู เห็นว่าในปีนี้ ระบบการบริหารจัดการภายในเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว แต่ยังขาดสมาชิก ก็อาจขยายสมาชิกไปสู่ชุมชนใกล้เคียง หรือโรงเรียนใกล้ๆ เพื่อให้นักเรียนนำเงินมาฝากในสถาบันการเงินชุมชนของตนเองด้วยก็ได้
...
แต่สำหรับปีนี้ มมส..มีทั้งกิจกรรมใหม่ในนาม "1 หลักสูตร 1 ชุมชน" และยังต่อยอดจากปีที่แล้ว ด้วยการพิจารณาคัดเลือกโครงการต่างๆ ให้ต่อยอดในพื้นที่เดิมคือ "1 คณะ 1 ชุมชน"
..
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ อ.ขจิต ฝอยทอง
ไม่ขอยืนยันว่าหล่อ หรอกนะครับ
แต่ยืนยันว่า "จริงจัง-จริงใจ" แทนละกัน
เย้ๆ
เป็นกิจกรรมที่น่าสนใจและน่าชื่นชมจังเลยค่ะ ถ้าเรานำมาจัดกระบวนสู่นิสิต คงได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติอย่างมีคุณค่าทางสังคม
ชื่นชมค่ะ
นุ้ยcsmsu
ในทางกระบวนการของนิสิตนั้น เชื่อว่าอาจารย์จะนำพานิสิตเรียนรู้ชุมชนได้อย่างไม่ต้องกังขา เพียงแต่ตอนนี้เป็นระยะต้น เปิดตัวโครงการฯ เท่านั้น แต่ก็เหมือนที่ว่าการงานในแต่ละครั้ง เราเคยสอนนิสิตเสมอมาว่าทำงาน ต้องแบบบูรณาการ
เรารู้ดีว่า การบูรณาการคือความหลากหลาย
แต่จุดอ่อน ก็คือ ไม่ลึกพอ...
แต่มันก็จำเป็นจริงๆ นะครับ โดยเฉพาะงานชุมชน การเรียนรู้บริบท เป็นเรื่องใหญ่มาก...
ชื่นชมมากๆค่ะ ฝากน้ำพริกมะอึกให้ชุมชน ด้วยนะคะ
...ดีใจค่ะที่ได้เห็นต้นแบบและแบบอย่างที่เข้มแข็งสร้างสรรค์จากภาคการศึกษาสู่สังคมชุมชนค่ะ.
ชื่นชมค่ะ...ถูกต้องค่ะ เมื่อเราอยู่ที่ไหนแล้ว เราควรเรียนรู้วัฒนธรรมองค์กรของที่นั่น และเมื่อเรารู้แล้วควรนำความรู้กลับไปบูรณาการกับท้องถิ่นที่เราเคยอยู่มาค่ะ...สำหรับพี่แล้วขอสัญญาค่ะ ว่าต้องกลับไป ขณะนี้ก็กำลังปรับปรุงบางสิ่งบางอย่างให้ดีขึ้น พร้อมรับที่เราจะกลับไปอยู่ค่ะ..."ขอสัญญา" http://www.youtube.com/watch?v=5EkhBGKact4