นี่เป็นสัปดาห์แรกของการเปิดภาคเรียนใหม่ (๒๕๕๕) ชวนให้ผมหันกลับไปทบทวนภาพรวมเกี่ยวกับการเรียนการสอนในวิชาที่ผมรับผิดชอบ-
ย้อนกลับไปเมื่อ ๓ ปีที่แล้ว
ผมและทีมงานออกแบบการเรียนรู้ด้วยการนำนิสิตไปเรียนรู้ร่วมกันในชุมชนนอกมหาวิทยาลัย
เน้นการเรียนรู้ตามอัธยาศัย เน้นการเรียนรู้ให้สนุก
สร้างเสริมบรรยากาศให้ผู้เรียนมีความสุขกับการเรียนรู้ พร้อมๆ
กับการเชื้อเชิญให้ผู้เรียนเห็นความสำคัญกับ "บริบท" ของ
"พื้นที่" นั้นๆ ผสมผสานกับการเรียนรู้ร่วมกัน
ทั้งในมิติของนิสิตกับนิสิต และนิสิตกับชุมชน
- ซึ่งโครงการที่ว่านั้นก็คือ "เรียนนอกห้องเรียน ปรับเปลี่ยนทัศนคติ สู่จิตสำนึกสาธารณะ"
- หรือที่เรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า "เรียนนอกฤดู" อันเป็นพ็อกเก็ตบุ๊คเล่มแรกของผมเอง
ครั้งนั้น ผมวางหมุดหมายไว้ชัดเจนว่า ที่สุดแล้วภายใน ๓ ปีต้องผลักดันกิจกรรมดังกล่าวเข้าสู่การเรียนการสอนให้จงได้ จนแล้วจนรอด จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม หมุดหมายที่ปักไว้นั้น ได้กลายมาเป็นวิชา "พัฒนานิสิต" สมใจหวัง เป็นการยกระดับการเรียนรู้ "นอกชั้นเรียน" มาสู่การเรียนรู้ "ในชั้นเรียน" อย่างผ่าเผย พร้อมๆ กับการเพียรพยายามจัดการเรียนการสอนให้ทั้งสองระบบเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันอย่างมีพลัง
ครับ-ในทางวัตถุประสงค์นั้น ผมวางหมุดหมายแบบรวมๆ ไว้ประมาณว่า
- ให้นิสิตเข้าใจบทบาทและความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม
- พัฒนาให้ผู้เรียนมีทักษะความเป็นผู้นำ และผู้ตามที่ดี
- ให้นิสิตมีทักษะกล้าแสดงออกและสื่อสารอย่างสร้างสรรค์
เช่นเดียวกับในทางเนื้อหานั้น ผมผูกโยงเข้ากับความเป็น "กิจกรรมนิสิต" อย่างแน่นหนัก ด้วยหมายใจจะเป็นพื้นที่ในการสร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียนเห็นความสำคัญของการ "ทำกิจกรรม" เพื่อพัฒนาตนเองและสังคมเคียงคู่กันไป เรียกได้ว่าเพิ่มจำนวนทั้ง "ผู้นำและผู้ตาม" สู่วิถีกิจกรรมในอีกมิติหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยประเด็นสำคัญๆ เช่น นโยบายการพัฒนานิสิต ลักษณะของบัณฑิตที่พึงประสงค์ บทบาทและความรับผิดชอบของนิสิตต่อสังคม (พลเมืองของสังคม) การพัฒนานิสิตสู่การเป็นผู้นำ การเตรียมความพร้อมในการทำงาน การพัฒนาบุคลิกภาพ ทักษะในการทำงานเป็นทีม ทักษะในการติดต่อสื่อสาร จริยธรรมในการทำงาน การจัดทำโครงการ การวางแผนการทำงาน การนำเสนอและประเมินผลโครงการ
อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวได้ว่า “วิชาพัฒนานิสิต” ถูกออกแบบการเรียนรู้ที่เน้น "กระบวนการ" มากกว่าการบรรยายในชั้นเรียน เพราะเรากำหนดการบรรยายเพียง 5 สัปดาห์เท่านั้น ที่เหลือเป็นการเรียนรู้ด้วยตนเอง เรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่องค์กรต่างๆ ได้จัดขึ้นในมหาวิทยาลัย รวมถึงการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่นิสิต (ผู้เรียน) "ออกแบบ" เอง ซึ่งมีทั้งกิจกรรมกลุ่มที่จัดขึ้นในมหาวิทยาลัย และกิจกรรมกลุ่มที่จัดในชุมชนรอบมหาวิทยาลัย
และที่สำคัญก็คือในการเรียนนั้น ผมและทีมงานเน้นการเรียนที่มุ่ง "กระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน" ผ่านกลไกสำคัญๆ เช่น
- มีกิจกรรมนันทนาการเสริมการเรียนรู้
- มีวีดีทัศน์นำเข้าสู่บทเรียน
- มีวีดีทัศน์ให้ผู้เรียนได้ "ถอดบทเรียน" ร่วมกันทั้งในระดับบุคคลและระดับกลุ่ม
- มีกิจกรรมการสนทนา/โสเหล่ (Dialogue & World café)
- มีการเล่าเรื่อง (Story telling)
- มีกิจกรรมถ่ายทอดความคิดในรูปแผนผังความคิด (Mind mapping)
- มีกิจกรรมมุ่งฝึกทักษะการฟัง
- มีกิจกรรมมุ่งฝึกทักษะการเขียน
- มีกิจกรรมมุ่งฝึกทักษะการสื่อสารผ่านการเขียนและการเล่าเรื่อง
- ฯลฯ
ครับ ด้วยเหตุที่เป็นวิชาใหม่ การเรียนการสอนจึงถูกออกแบบอย่างผ่อนคลาย ยืดหยุ่น ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และส่วนใหญ่เน้นการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ และมีบางวันให้นั่งพื้น มีบางวันให้นั่งเก้าอี้ บางวันงดการเรียนการสอน เพื่อให้ไปเรียนรู้ด้วยตนเอง มีบางวันให้หยุดเพื่อทำงานกลุ่ม มีบางวันงดการเรียนการสอน แต่ “ชวน” นิสิตไปร่วมกิจกรรมทางสังคม เพื่อให้เรียนรู้เรื่องการทำงานกับเพื่อนๆ พี่ๆ และชาวบ้าน จนหลายต่อหลายคนทักว่า “ผมสอนนิสิต ป.ตรี ราวกับ สอนนิสิต ป.โท”
นอกจากนั้นยังมุ่งเสริมสร้างให้นิสิตได้ตระหนักในบทบาทและสถานะของตนเอง เช่น การมุ่งมั่นทำความฝันให้เป็นจริง การมีจิตสำนึกรักษ์บ้านเกิด การเปิดใจที่จะเรียนรู้ใหม่ๆ ตระหนักในเรื่องการจัดการความรู้ การทำกิจกรรมแบบมีส่วนร่วม...ตลอดจนการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฯในบางเรื่อง-บางมุม
แต่ที่สำคัญก็คือในชั่วโมงแรกนั้น ผมจะเน้นให้นิสิตได้ถามทักตัวเองใน ๒ ประเด็นหลัก คือ “ทำไมถึงลงทะเบียนเรียนวิชานี้ และอยากได้อะไรจากวิชานี้” นอกจากนั้นในระยะต้นๆ ผมยัง "จงใจ" มุ่งให้นิสิตได้เรียนรู้เพื่อนใหม่ โดยไม่ถึงกับรีบเร่งให้นิสิตจ่อมจมอยู่กับเนื้อหาทางวิชาการมากจนหลงลืมวิชาคน หรือคนรอบกาย
และจากนี้ไป คือทั้งหมดที่นิสิตเข้าระบบของมหาวิทยาลัยเพื่อประเมินผลการเรียนการสอนในวิชาพัฒนานิสิต เมื่อภาคเรียนที่ ๒/๒๕๕๔ ซึ่งผมรู้ดีว่ายังมีอะไรต้องปรับแต่งใหม่อย่างมากมาย
- ขอขอบคุณอาจารย์ที่ได้ให้ความรู้ทั้งในและนอกบทเรียน และสอนให้เราได้รู้จักตัวเอง รู้จักผู้อื่น รู้จักปฏิบัติและนำไปปรับใช้กับชีวิต และสอนให้เป็นนิสิตที่ดี ต่อตัวเอง สังคม ประเทศชาติ ขอบคุณอาจารย์มากๆคะ
- ได้ความรู้สนุกมากมาย ครับ
- อาจารย์สอนสนุกมาก
- อาจารย์สอนทักษะกระบวนการคิด...ทักษะการทำงาน...ทักษะการเข้าหาคนในสังคม...สอนให้รู้จักประสานงานกับเพื่อน การเรียนการสอนแบบนี้หนูเพิ่งเคยเรียน... อาจารย์ช่วยพัฒนาทักษะในด้านนี้ให้กับหนู... ชอบมากค่ะ
- ชอบกิจกรรมในห้องเรียนมากค่ะ
- อาจารย์สอนเข้าใจง่าย และฝึกระเบียบวินัยให้นิสิตดีมากรู้จักมีความรับผิดชอบ
- ชอบเวลา อาจารย์ให้แสดงความคิดเห็น มีการสอนที่หลากหลาย และ อาจารย์ชอบให้แต่ละคนเล่าเรื่องราวต่างๆให้กันฟัง
- อาจารย์ได้สอนให้รู้จักอะไรมากมายทั้งที่อยู่ในมหาลัยนอกมหาลัยเรียนรู้สิ่งต่างๆ ของการใช้ชีวิตชาวบ้าน รู้จักการช่วยเหลือคนอื่นๆ รู้จักการเรียนรู้ด้วยตัวเอง รู้ความเป็นอยู่ของเพื่อนต่างคณะวิชานี้
- มีประโยชน์มากกับการที่ได้มาเรียนรายวิชานี้บอกได้เลยว่าคุ้มค่ากับการได้เรียนในมหาลัยที่นี่ครอบคุณอาจารย์มากๆๆที่เปิดโอกาสให้พวกเราได้มีส่วนร่วมการทำกิจกรรมต่างๆ ให้แก่มหาลัยอาจารย์สอนให้รู้จักการเป็นผู้นำกล้าคิดกล้าแสดงออกสิ่งที่ถูก
- ขอให้อาจารย์รักษาสุขภาพด้วยนะคะ ^_^
- ขอบพระคุณมากครับ
- ชอบการเรียนวิชานี้ แต่ลงเรียนเย็นไปหน่อยเลยชอบหิวข้าว ชอบแนวคิดของอาจารย์มากเลยคะ
- สอนได้ดีมากครับ
- ดีค่ะ
- อาจารย์สอนให้รู้ถึงการปฏิบัติงาน เน้นการเรียนรู้ด้วยตนเอง
- อาจารย์สอนดีสอนสนุกเป็นกันเองสอนให้รู้จักความมีน้ำใจทำให้กล้าแสดงออกกล้าทำในสิ่งที่เราไม่เคยทำสอนให้รู้จักคุณค่าในตัวเองและคนอื่นรู้รักบ้านเกินและไม่ลืมตัวไม่ลืมว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน
- เข้าใจทุกเนื้อหาค่ะ
สำหรับภาคเรียนที่ ๑/๒๕๕๕ นั้น ผมเชื่อเหลือเกินว่า ทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี ทั้งในมิติของผู้สอน ผู้เรียน ..
"หัวใจนำพา" ยังคงสบายดีอยู่นะครับ ;)...
ศรัทธานำทาง.." สู่หมุดหมายที่หวัง
เฝ้ามองดูอย่างชื่นชม และเป็นกำลังใจให้เสมอค่ะ..^_^
สวัสดีครับ อ.วัส Wasawat Deemarn
...ยังคงสบายดีครับ พลังใจตัวก็ยังไม่เหือดหาย มีบ้างในบางขณะที่ดูจางๆ ไป...
ผมยังคใช้ชีวิตติดหนึบกับการเดินทาง แม้กระทั่งระหว่างมหาวิทยาลัยกับหมู่บ้าน หรือแม้แต่สถานที่อันเงียบสงัด เพื่อนั่งและนอน-อ่านหนังสือ -
คิดถึง นะครับ
สวัสดีครับ พี่สีตะวัน
ขอบคุณที่แวะมาให้กำลังใจนะครับ
และเช่นกัน...โลกไม่เงียบเหงา เพราะมีคนให้เราได้คิดถึงด้วยเช่นกัน
แบบอย่างแห่งมหาวิทยาลัยรับใช้สังคม..ชื่นชมค่ะ..
ได้ยินเสียงตอบรับจากนิสิตให้ความสนใจอย่างล้นหลาม สนุก ได้ความรู้ ไม่น่าเบื่อ อิสระทางความคิด เด็กหลายๆคนบอกว่าชอบมากค่ะ จากเสียงกระชิบ
โจทย์สำคัญที่ผุดในใจคือ ทำอย่างไร อาจารย์มหาวิทยาลัยจะให้ความสำคัญกับ "กระบวนการ" มากกว่า "เนื้อหา" .... คำว่า "ครูฟา" หรือ " อาจารย์ฟา" เราจะหาได้ที่ไหน... หนักจิต..คิดไม่ออก...