เมื่อเสาร์อาทิตย์ที่ ๒๗-๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา ผมกับบางกอกฟอรั่มได้จัดเวทีถอดบทเรียนและทำให้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างพื้นที่ ของเครือข่ายคนทำงานเพื่อท้องถิ่นและถิ่นอาศัย จากจังหวัดน่าน แพร่ และลำปาง
ระหว่างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเวทีนี้ เครือข่ายคนรักษ์เมืองน่าน ที่ทำงานเชิงอนุรักษ์สถาปัตยศิลป์และพัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์ในรูปแบบต่างๆ ได้นำเสนอบทเรียนการทำงานชุดหนึ่ง ที่พัฒนาแนวคิดจากเอกลักษณ์ของโรงบ่มใบยา มาสู่การริเริ่มโครงการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ความคิดสร้างสรรค์ "โรงบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์เยาวชนจังหวัดน่าน"
ผมขอนำเอาความเป็นโรงบ่มใบยานี้มาวิเคราะห์และศึกษาเพื่อเห็นแนวการพิจารณาปัญหาการทำงานบุหรี่
ที่มีความเชื่อมโยงกับระบบและโครงสร้างทางสังคมการผลิต
ที่ซับซ้อนเหนือพลังความเป็นคนดีและพฤติกรรมในระดับปัจเจกในการสูบและเลิกบุหรี่
โรงบ่มใบยาแบบในอดีต ที่ใช้วัตถุดิบแบบดั้งเดิมและใช้แรงงานคนในสัดส่วนที่มากกว่าการใช้เครื่องจักรกล แต่ปัจจุบันเลิกใช้ นำเอาโรงบ่มที่ใช้เทคโนโลยี และใช้แรงงานคนน้อยลงเพราะในภาพรวมของสังคมนั้นเกิดภาวะการขาดแรงงาน รวมทั้งในการสร้างงานและใช้แรงงานนั้น ก็จำเป็นต้องนำเข้าแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบเข้ามามากขึ้น
พื้นที่ทางภาคเหนือหลายจังหวัด จัดว่าเป็นแหล่งทำอุตสาหกรรมยาสูบที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทยและของโลก หลายจังหวัดจึงเต็มไปด้วยพื้นที่การทำไร่ยาสูบและโรงบ่มใบยา ซึ่งก่อให้เกิดวงจรการผลิต ระบบขนส่ง ระบบการแปรรูป การจ้างงาน โรงพยาบาลและระบบสวัสดิการสังคม ตลอดจนภาคสังคมเศรษฐกิจหลายอย่างตามมา
ปัจจุบันนี้ โรงบ่มยาสูบและการทำไร่ยาสูบของชาวบ้านเป็นจำนวนมากได้ปิดตัวลง แต่ไม่ได้หมายความว่าการผลิตยาสูบ วงจรการผลิต เศรษฐกิจ การจ้างงาน ตลอดจนความต้องการและการบริโภคยาสูบได้ลดลงตามไปด้วย ตรงกันข้าม กลับเพิ่มมากขึ้นและห่างไกลจากวงจรชีวิตของชาวบ้าน ตลอดจนมีความเชื่อมโยงกับวิถีชุมชนในท้องถิ่นต่างๆน้อยลง เนื่องจากในความเป็นจริงนั้น โรงบ่มยาไม่ได้ยุบตัวลง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและระบบการผลิต จากโรงบ่มยาและกระบวนการผลิตที่ต้องใช้วัตถุดิบท้องถิ่นกับแรงงานเกษตรกรและแรงงานชาวบ้านอย่างเข้มข้น ไปสู่การใช้โรงบ่มยาและกระบวนการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีแทนแรงงานคน
ในส่วนที่ต้องจ้างงานเกษตรกรและแรงงานในท้องถิ่น ก็ต้องนำเข้าแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ไร่ยาสูบและโรงงานยาสูบแบบเก่าจึงหมดบทบาทลง และเกิดโรงบ่มใบยา การลงทุนพัฒนาวิทยาการและเทคโนโลยี ซึ่งเกิดขึ้นในภาคการศึกษาขั้นสูงแทนวิถีชาวบ้าน
กระบวนการดังกล่าวนี้ หากพิจารณาความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างสืบเนื่องในระยะยาว ก็จะพบว่า แต่เดิมนั้น การทำไร่ ทำยาสูบ บริโภคยาสูบ ในวิถีชาวบ้านและในระดับที่ผสมผสานกับวิถีชีวิตชุมชนนั้น ยาสูบมีบทบาทต่อวิถีชีวิต วิถีการผลิต และการเกิดวงจรการใช้ชีวิตร่วมกันอีกแบบหนึ่ง
แต่ต่อมา ก็เกิดกระบวนการผลิตที่มุ่งผลกำไรเป็นตัวตั้ง และมีกลไกภาครัฐเป็นผู้ได้ประโยชน์ด้วยอีกต่อหนึ่ง เข้าไปผูกขาดวัตถุดิบ การเพาะปลูก กระทั่งกระบวนการผลิตและการส่งเสริมให้เกิดการบริโภค โดยไม่อิงอยู่กับวิถีชีวิตชาวบ้านมากยิ่งๆขึ้นเป็นลำดับ ทำให้ด้านหนึ่งนั้น ชาวบ้านและชุมชนที่เคยผลิตและบริโภคยาสูบอยู่ในวิถีวัฒนธรรม ก็ไม่สามารถผลิตและมีสิ่งบริโภคที่ตนเองต้องการอยู่ในวิถีชีวิต ต้องซื้อและเพิ่มการบริโภคในสิ่งที่ตนเองเคยมีและเคยผลิตได้ แต่ถูกริบไป แต่ก็ยังดี ยังได้มีการจ้างงานและก่อเกิดกระบวนการอย่างอื่นที่เชื่อมโยงอยู่บ้างกับโอกาสการพัฒนาตนเองของชุมชน
แต่ต่อมา การผลิตและการบริโภคที่นอกความเป็นวิถีวัฒนธรรมและชีวิตชุมชนขยายตัวใหญ่โตมากขึ้น ชาวบ้านและชุมชน ก็หมดสิ้นฐานะการเป็นส่วนหนึ่งของการผลิต กลายเป็นผู้บริโภคและต้องซื้อเอา ซึ่งนอกจากจะเสียเปรียบในเชิงโครงสร้างมากแล้ว ต่อมา กระบวนการผลิตและได้ประโยชน์นอกเหนือจากวิถีชีวิตชุมชน ก็แยกส่วนให้ความหมายด้านความเป็นยาเสพติดของบุหรี่ การบริโภคยาสูบ และการสูบบุหรี่ เป็นด้านที่เป็นเหยื่อของระบบและเป็นสิ่งไม่ดี ต้องควบคุม ต่อต้าน
ส่วนภาคอื่นที่เป็นวงจรเกี่ยวเนื่องกัน ก็กลับยังคงขยายตัวเพิ่มพูน อยู่ในฐานะได้เปรียบ และกลับได้รับการยอมรับส่งเสริมจากสังคม ทั้งการทำอุตสาหกรรมยาสูบ การลงทุนพัฒนาการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี การทำกิจการและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เมื่อเห็นไร่ยาสูบและโรงบ่มยาแบบในอดีตร้างหายไป จึงเหมือนกับเป็นเพียงการริบวัตถุดิบ ริบภูมิปัญญาและวงจรชีวิตของชาวบ้าน ทำลายคุณค่าและความหมายในเชิงวัฒนธรรมที่กลมกลืนอยู่ในวิถีชีวิต ออกไปจากชุมชน แล้วนำไปผลิตและสร้างประโยชน์ในอีกความหมายหนึ่งที่ถือเอารายได้เป็นที่ตั้งที่นอกความเป็นวิถีชีวิตชุมชน
ขณะเดียวกัน กระบวนการสร้างความเป็นยาสูบในชุดวาทกรรมนอกความเป็นชุมชนที่สังคมเศรษฐกิจสร้างขึ้นใหม่นี้ ก็ค่อยๆย้อนกลับมาให้ความหมาย ให้การบริโภคของชาวบ้านเป็นโทษภัย และเกิดกลไกพิทักษ์โทษภัยดังกล่าวนี้ซ้อนขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมการผลิตและการบริโภค สร้างงานในภาคที่ได้เปรียบกว่าวิถีชาวบ้านอยู่ต่อไป ชาวบ้านและชุมชนจึงหมดอิสรภาพ หมดทรัพยากรและศักยภาพในการผลิต กลายเป็นเหยื่ออย่างสมบูรณ์
มองให้เห็นกระบวนการอย่างเชื่อมโยงในลักษณะดังกล่าวนี้แล้ว เราก็จะต้องตระหนักว่า การสูบบุหรี่และการบริโภคยาสูบกับปัญหาสุขภาพและผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมาหลายอย่างนั้น เป็นผลบั้นปลายเท่านั้น ผู้ที่ไม่ได้สูบแต่ได้ประโยชน์ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ก็มีส่วนในการเป็นภาคส่วนของสังคมที่สร้างกลไกการผลิตและแย่งการให้ความหมายที่หลุดออกจากวิถีชีวิตชาวบ้าน
จากที่กล่าวมาโดยลำดับนี้ จะเห็นว่า เมื่อเน้นให้คนลดละเลิกสูบบุหรี่นั้น ก็จะต้องเข้าใจด้วยว่าการเลิกผลิต การลดการลงทุนพัฒนาวิทยาการ เทคโนโลยี ตลอดจนระบบการบริการต่างๆที่ส่งเสริมกำลังการบริโภคและภาคการผลิตที่นอกความเป็นวิถีชีวิตชุมชน ก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากันเช่นกัน การชี้นิ้วไปยังชาวบ้านและผู้บริโภคยาสูบให้เป็นเหยื่อและเป็นเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงอย่างเดียว ในขณะที่ภาคเศรษฐกิจ การสร้างงาน การลงทุนส่งเสริม ตลอดจนรายได้และวงจรเศรษฐกิจสังคมอีกจำนวนมากที่เลี้ยงดูผู้คน กลับได้รับการส่งเสริมและดูแลอย่างปากว่าตาขยิบ จึงเป็นการทำทั้งสองอย่างให้ดำเนินไปด้วยกันนั่นเอง
ราวกับแท้จริงแล้วสังคมต่างๆก็ไม่ได้ต้องการความสำเร็จของการทำให้คนลดละเลิกการสูบบุหรี่และการบริโภคยาสูบอย่างจริงจังเท่าใดนัก เพราะในอีกด้านหนึ่งนั้น ระบบสังคมและผู้คนจำนวนมากมายมหาศาล ก็ต้องการประโยชน์จากกระบวนการเศรษฐกิจสังคมบนการผลิตบุหรี่และยาสูบที่สร้างขึ้น อีกทั้งต้องจัดว่าเป็นกลไกที่ทำหน้าที่ผลิตซ้ำ ต้องส่งเสริมให้มีการบริโภคและต้องทำให้มีคนสูบบุหรี่ ที่ต้องดำรงอยู่ด้วยจำนวนที่แน่นอนเพียงพอในสังคมต่อการที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมบุหรี่และยาสูบ การลงทุนวิจัย สร้างคน และการลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต ตลอดจนการสร้างงานต่างๆ อีกด้วย
ดังนั้น กระบวนการพัฒนาทางสังคมทางด้านอื่นๆ แม้ไม่เกี่ยวกับบุหรี่โดยตรง ที่มีส่วนสร้างพลังการแก้ปัญหาและพัฒนาการเรียนรู้ทางเลือกอื่นของการพัฒนาตนเองของสังคมอย่างเชื่อมโยง ให้สามารถสร้างสุขภาวะสังคมที่พึงประสงค์ได้มากยิ่งๆขึ้น จึงควรให้ความสำคัญที่จะดำเนินการอย่างแพร่หลายไปด้วยกัน
การเล่นกับพื้นที่และชุดความหมาย ทำความเป็นโรงบ่มใบยาให้เป็นโรงบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์แก่เยาวชน ที่นำมาศึกษาเพื่อได้วิธีคิดและมองออกไปในสังคมวงกว้างนี้ จึงสื่อให้ยิ่งเกิดความตระหนักถึงความได้ร่วมทุกข์สุขกับชาวบ้านและมีความหมายที่ลึกซึ้งต่อจิตวิญญาณของสังคมยิ่งนัก.
ขอบคุณคุณหยั่งราก ฝากใบ
ที่แวะมาอ่านและทักทายให้ได้เป็นกำลังใจกันครับ
เจ้าวะะะศี๊นนนนน น น !!!!
นานๆโผล่มาให้ได้เจอกันทีในนี้นี่ดีใจอย่างประหลาดแฮะ
การมุ่งลดจำนวนผู้สูบบุหรี่รายใหม่นี่ เป็นแนวคิดหนึ่งของการทำงานบุหรี่ ณ เวลานี้ ที่คนให้ความสำคัญมากครับ เพราะมีข้อมูลมากขึ้นเรื่อยๆว่าผู้สูบบุหรี่กลุ่มใหม่ๆที่เกิดขึ้นนั้น เป็นกลุ่มเด็กที่มีอายุน้อยลงๆมากขึ้น และในกลุ่มผู้ชายมีอัตราการเพิ่มขึ้นที่ลดลง แต่กลับเพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้หญิง
นอกจากนี้ ก็พบว่าคนที่ได้รับควันบุหรี่มือสอง ซึ่งไม่ได้สูบแต่มีโอกาสได้รับควันบุหรี่จากผู้สูบคนอื่นนั้น จะได้รับผลกระทบต่อสุขภาพมากกว่าผู้สูบเองโดยตรงเสียอีก ดังนั้น อีกแนวคิดหนึ่งที่ได้รับความสำคัญมากก็คือ การมีมาตรการคุ้มครองสิทธิของผู้ไม่สูบบุหรี่ ขณะเดียวกัน ก็ลดและบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้นในกลุ่มที่สูบบุหรี่อยู่แล้ว เช่น การจัดพื้นที่สำหรับการสูบบุหรี่ที่เป็นสัดส่วน การประกาศพื้นที่ปลอดบุหรี่ เป็นต้น
ดีใจจัง
จากโรงบ่มยา
สู่โรงบ่มปัญญา
ความคิดนี้เข้าท่าดี
เรื่องสูบยานี้ เคยสูบตอนตีมิ้ม
ด้วยความที่สูบยาไม่เป็นนี่เอง
เมื่อสูบแล้ว อมควันไปพ่นรังมิ้ม
พ่นไปพลวดเดียวเท่านั้น
มิ้มยังไม่ทันเมาเลย
คนพ่นนั่นเองเมา-มึน
สำลักควันนี่ทำให้เข็ด
ไม่อยากแตะต้อง
คำแก้ตัวของนักสูบยา
ที่ไม่อยากเลิก
แล้วไ้ด้ยินบ่อยๆก็คือ
ลงทุนสูบมามากแล้ว
ส่วนภาครัฐยังไม่เคยได้ยิน
ว่าท่านแก้ตัวในเรื่องนี้ว่าอย่างไร
ในเมื่อชาวบ้านลงทุนสูบ(ให้รัฐ)มากแล้ว
รัฐก็เลยมีผู้สนับ ฉะนั้นท่านก็ยังไม่อยากยุบกิจการ
(อยากฟังเสียงจากภาครัฐบ้างเหมือนกัน)
กราบนมัสการของพระคุณท่านพระอาจารย์มหาแล
และขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาเยือน อ่าน และทักทายให้กำลังใจครับ
บังวอญ่า, ดร.ปริม, คุณชลัญธร, คุณหยั่งราก ฝากใบ และคุณวศินครับ
กราบนมัสการท่านพระอาจารย์มหาแลครับ
เป็นการทำงานที่มุ่งสร้างคน พัฒนาการเรียนรู้ และสร้างพลังการจัดการตนเองของชุมชน ขณะเดียวกัน ก็เชื่อมโยงกับพื้นที่และสถาปัตยกรรม ที่เชื่อมโยงกับบุหรี่และยาสูบ ดังนั้น แม้ไม่ใช่การทำงานกับกลุ่มผู้สูบบุหรี่และสูบบุหรี่โดยตรง ก็จัดว่าเป็นการสร้างพลังสังคมในเชิงสร้างปราการและพลังการจัดการตนเอง ให้ปัจเจกและเยาวชนได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ลดความเสี่ยงต่อการสูบบุหรี่ เมื่อพิจารณาให้เชื่อมโยงกันด้วยระบบอันซับซ้อนแล้ว จึงเป็นการพัฒนาสังคมและพัฒนาคุณภาพคน ที่จะส่งผลดีต่อการสร้างทางอื่นทั้งระบบ ที่หันเหออกจากกระบวนการผลิตและบริโภคบุหรี่ ที่ไปด้วยกันทั้งระบบทั้งคนสูบและคนไม่สูบ
ในกลุ่มคนและในชุมชนที่ทำงานไม่เกี่ยวกับลดละเลิกบุหรี่ จึงสามารถผสมผสานการพัฒนาการเรียนรู้สังคม ที่จะมีส่วนสร้างพลังการจัดการชุมชนที่เป็นผลดีในภาพรวมต่อการแก้ปัญหาการบริโภคยาสูบและบุหรี่ด้วยครับ
ขอบคุณมากเลยครับวศิน
ได้ปัญญาและม่วนจริงๆ เลยขอร่วมเสวนาสังสรรค์ไปด้วยเลยนะครับ
ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาเยือนและกดให้ดอกไม้ทักทายกันไว้ครับ
คุณ krupound และท่าน ผศ.ดร.ธวัชชัย ปิยะวัฒน์ครับ