"ผมต้องทนตอบคำถามจากเพื่อนบ้าน ว่าเรียนจากในเมืองแล้วมาทำเกษตรทำไม?"

เป็นคำพูดประโยคหนึ่งที่น้องเพิก เกษตรกรปริญญาแห่งบ้านแม่ทาเจอกับตัวเองหลังจากที่กลับมาบ้าน 

 

น้องเพิกเกษตรกรปริญญา คนด้านขวามือ เสื้อแขนสั้น 

 

เพิกเรียนจบระดับอุดมศึกษาจาก ในเมืองเชียงใหม่  ธรรดาความใฝ่ฝันของเด็กหนุ่มที่ก้าวเข้าสู่ระบบการศึกษากระแสหลัก ต้องการทำงานในเมือง มีเงินจุนเจือตนเอง และประกาศให้ทุกคนที่หมู่บ้านรู้ได้ว่า "นี่หละคนที่ประสบความสำเร็จ"

และเพิกก็ได้ทำงานในเมืองสมใจกับเงินเดือนค่าจ้างที่พออยู่ได้ในขั้นดี แต่เพิกบอกว่าไม่มีเก็บ เพราะอยู่ในเมืองต้องซื้อทุกอย่างแม้กระทั่งน้ำดื่ม เรื่องน้ำใจไม่ต้องพูดถึง มีน้อยมากในสังคมเมือง

กลับมาที่บ้านในวันหนึ่ง

แม่ก็เปรยบอกว่า "จะเข้าไปทำงานที่กรุงเทพ เพราะเรายังเป็นหนี้อยู่ จะรอใครก็ไม่ได้ เพราะเพิกเองก็เงินเดือนพอเลี้ยงตัว" พ่อก็บอกว่าจะไปต่างประเทศอีกคน ลำพังอาชีพเกษตรที่บ้าน ซึ่งปลูกข้าวโพดส่งขาย ก็ไม่ไหวทั้งพ่นยา ใส่ปุ๋ยสารพัด สุขภาพแย่ ได้เงินน้อยไม่คุ้มกับที่ลงแรงไป

 คำเปรยของแม่ และการตัดสินใจของพ่อ ทำให้เพิกฉุกใจคิด...ว่าเขาไม่สามารถเลี้ยงดูแม่ พ่อได้ เงินเดือนแต่ละเดือนที่ทำงานในเมืองก็พอกินพออยู่เท่านั้น ไม่มีเก็บ เป็นลูกจ้างที่ต้องทนทำงานแทบทุกอย่าง...

คำพูดแม่ที่ว่า "แม่จะออกไปทำงานกรุงเทพฯ" ตรึงอยู่ในความคิดเขา ในที่สุดเพิกก็ตัดสินใจลาออก จากงานในเมืองกลับบ้านนา เขามองว่าพื้นดินที่มีอยู่ น่าจะทำมาเลี้ยงชีพได้ี่และการบริหารจัดการหนี้ของครอบครัวน่าจะเป็นทางรอด ดีกว่าที่ไม่เห็นอนาคตเช่นทุกวันนี้

กลางเรือนไม้หลังเล็กๆ ในหมู่บ้านแม่ทา ในเย็นวันหนึ่ง

พ่อ แม่และก็เพิกนั่งคุยกันและได้นำหนี้สินแต่ละคนที่มีมารวมกัน ให้เป็นหนี้ของครอบครัว รวมๆกันได้เป็นยอดเงินราว สองแสนกว่าบาท

สามพ่อแม่ลูกตั้งคำถามในวงสนทนาว่า "เราจะจัดการหนี้ ของเรา ได้อย่างไร?"

เพิกได้แบ่งหนี้ออกมาเป็น ๒ ส่วน คือหนี้ระยะสั้น(ต้องใช้เจ้าหนี้เร่งด่วน)  และส่วนที่เป็นหนี้ระยะยาว (เช่น หนี้ ธกส.) ก็เป็นเรื่องที่ต้องจัดการทีหลัง

เพิกบอกกับทุกคนว่าไม่ต้องไปทำงานกันที่ไหน เรามาทำสวน ทำเกษตรแบบที่เราเคยทำกันมา โดยเพิกจะเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัว

จากนั้นพื้นที่สวน ถูกจัดการเป็นพื้นที่ปลูกพืชหลากหลาย เป็นผักสวนครัวที่สามารถกินได้ในครัวเรือน ที่เหลือก็นำไปขาย ลดรายจ่ายของครัวเรือนไปได้มาก

ปลูกพืชที่หลากหลายส่งตลาด ที่สำคัญทุกอย่างเป็นพืชอินทรีย์ ใช้ปุ๋ยชีวภาพ ซึ่งตลาดที่เชียงใหม่ก็มีความต้องการสูงอยู่แล้ว ประกอบกับที่แม่ทา มีการพัฒนาด้านเกษตรอินทรีย์อย่างต่อเนื่อง

ภาพของพ่อ แม่และเพิก ทำงานที่บ้านด้วยกันอย่างอบอุ่น ทุกคนยังอยู่พร้อมหน้ากัน เป็นครอบครัว ยามเหนื่อยเราพักผ่อน แดดร่มลมตก เราออกมาดายหญ้า ปลูกผัก เป็นวิถีที่เพิกบอกว่า เขาและครอบครัวมีความสุขมาก

ในวันนี้ น้องเพิกบอกในเวทีเสวนาว่า "หนี้ระยะสั้นของครอบครัวเขา หมดไปแล้ว เหลือแต่หนี้ระยะยาวที่ต้องจัดการ คาดว่าในเร็ววันนี้จะใช้หนี้ให้หมด"

เมื่อถามถึงจุดผกผันของน้องเพิก

เพิกบอกว่า "จากการคิด วิเคราะห์ด้วยตนเอง เปรียบเทียบจากที่ทำงานในเมือง สุขภาพจิตก็แย่ เงินไม่มีเก็บ เด็กหนุ่มสาวทิ้งไร่นาไปทำงานในเมืองกันหมด แรงงานที่บ้านทุ่งก็ไม่มี และที่สำคัญคนในครอบครัวแทบจะไม่ได้พบหน้ากันเลย...ทำงาน ทำงาน และหาเงินกันตลอด...เหนื่อย...แต่ไม่มีอนาคต"

"เกษตรกรรมสอนวิธีคิดให้ผม เปลี่ยนระบบชีวิตของผมและครอบครัว วันนี้ผมมีความสุขกับครอบครัว เรามีเครือข่ายเกษตรยั่งยืนที่แม่ทา มีคนหนุ่มสาวที่กลับมาเป็นเกษตรกรที่บ้าน ทำงานแบบเครือข่าย ปรึกษา หารือ ..." น้องเพิกกล่าวสำทับอีกครั้งก่อนจบเวทีเสวนา

วันนี้เป็นความสุขที่เพิกและครอบครัว ตลอดจนเพื่อนๆค้นหาคำตอบให้กับชีวิตตนเอง 

เขาและเพื่อนเยาวชนพิสูจน์ให้ทุกคนที่บ้านนาเห็นประจักษ์ไม่ต้องรบกับคำถามของเพื่อนบ้านว่า

"จบตั้งสูงมาทำเกษตรทำไม ?"

 

 

 


แง่มุมงามความคิด ของเกษตรกรปริญญา เยาวชน แห่งบ้านแม่ทา กิ่ง อ.แม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ในเวทีเสวนา ในงานจุลกรรมเกษตรยั่งยืนแม่ฮ่องสอน วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๔๙<p> </p><p>                                                                    จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร </p><p> </p>