สนธิเป็นเรื่องสำคัญมากในภาษาสันสกฤต และเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ภาษาสันสกฤต “ยาก”

สนธิคืออะไร

               นิยามง่ายๆ สนธิคือการเปลี่ยนเสียง เมื่อมีแรงบังคับ

               เสียงที่ว่านี้หมายถึงเสียงอะไรก็ได้ ในภาษาสันสกฤต ซึ่งก็มีสองเสียงหลัก ได้แก่ เสียงสระ และเสียงพยัญชนะนั่นเอง ส่วนแรงบังคับก็คือ การที่มีคำอื่นเพิ่มเข้ามา นั่นเอง เพราะฉะนั้น คำคำหนึ่งอยู่เฉยๆ ก็ไม่ต้องเปลี่ยนเสียง แต่มีคำอื่นมากระแซะใกล้ๆ ปั๊บ สนธิเลย

               ดูตัวอย่างง่ายๆ ก่อนนะครับ

               “สา อารฺยา”           สนธิเป็น สารยา

               “นที อีศฺวระ”         สนธิเป็น นทีศฺวระ

               ง่ายใช่ไหมครับ

 

               สนธิในภาษาสันสกฤตเป็นแบบนี้แหละ

               ความจริงแล้วในภาษาอื่นๆ ก็มีสนธิ แต่ไม่อุ่นหนาฝาคั่งเหมือนสันสกฤตเท่านั้นเอง 

 

สนธิสระ

               มาดูสนธิสระกันก่อน เพราะง่ายกว่าสนธิพยัญชนะ

               สนธิสระ มีเงื่อนไขว่า คำที่อยู่ใกล้กัน เมื่อคำข้างหน้าลงท้ายด้วยสระ คำข้างหลังขึ้นต้นด้วยสระ สระทั้งสองเหมือนเป็นแม่เหล็กที่ดูดหากัน เราจับสระทั้งสองมารวมกันได้ (แต่ไม่ทำก็ได้) การรวมเสียงนี้แหละ เรียกว่า สนธิ อันที่จริงก็คล้ายในภาษาอังกฤษ หรือหลายๆ ภาษา เมื่อออกเสียงแต่ละคำ เสียงท้ายคำที่หนึ่ง ก็โยงไปเชื่อมกับเสียงต้นคำที่สอง

ในภาษาอังกฤษก็มี อย่างเช่น ladies and gentlemen กรณีนี้ ladie[s.. a]nd รวมกัน, หรือคำว่า boys เสียง y+s ทำให้ s เปลี่ยนเป็นเสียง /z/ (เสียงหนัก) นี่ก็เป็นสนธิ แต่ในภาษาอังกฤษเรียกว่า assimilation เพียงแต่สนธิเสียงอย่างเดียว ไม่เปลี่ยนรูป

               ภาษาสันสกฤตนั้น เสียงเปลี่ยน ตัวหนังสือก็ต้องเปลี่ยน เรื่องที่ทำท่าจะง่ายก็เลยยาก เพราะเราเรียนมาคำหนึ่ง แต่พอมาเจอ อ้าวเปลี่ยนหน้าตาไปแล้ว จำไม่ได้... แต่สนธิก็มีัหลัก มีเกณฑ์ เรียนไปสักพักก็จะคุ้น ว่าคำหน้าตาแปลกๆ นี้มาจากไหน

               ในภาษาสันสกฤตก็ยกตัวอย่างไว้ข้างบนแล้ว เป็นกรณีที่สระ อา สนธิกับสระ อา, สระอี สนธิกับสระอี

 

            สระสนธิในภาษาสันสกฤตนั้นมี 2 แบบง่ายๆ คือ

 

1. สนธิสระพวกเดียวกัน 

               ข้อนี้ง่ายหน่อย เด็กๆ ก็เดาได้

               สระพวกเดียวกัน คือ แบบนี้

                              อะ พวกเดียวกับ อา

                              อิ พวกเดียวกับ อี

                              อุ พวกเดียวกับ อู

                              ฤ พวกเดียวกับ ฤๅ

            (สระพวกเดียวกันนี้ เขาจำกัดเฉพาะ 4 พวกนี้ คือ 8 สระเท่านั้น ถือเป็นสระธรรมดา พื้นๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน ฝรั่งบอกว่า simple vowel)

               สระพวกเดียวกัน สนธิกัน ก็ได้พวกเดียวกัน แต่เป็นตัวเสียงยาว เช่น อิว อาตฺมา = อิวาตฺมา, วาริ + อิทานีมฺ =  วารีทานีมฺ

               ในภาษาไทยเอง เมื่อใช้คำบาลีสันสกฤตมาประกอบกัน ก็อาจใช้วิธีนี้ เช่น นาม + อนุกรม = นามานุกรม ไม่ซับซ้อนอะไร

 

2. สนธิสระคนละพวก (ข้างหน้าเป็นสระอะหรือสระอา ข้างหลังเป็นสระอะไรก็ช่างเถอะ)

               กรณีนี้ ยุ่งนิดหน่อย เพราะทั้งสระตัวหน้า และสระตัวหลัง จับมือกันแปลงร่างเล็กน้อย เป็นสระอื่น แต่ก็ไม่ใช่สระอื่นไกลที่ไหน ก็พี่น้องกัน อาจเรียกว่า ยืดเสียงก็ได้ โดยมีหลักยืดเสียงนิดหนึ่ง แบบนี้

               อิ/อี ยืดเป็น เอ       เช่น       เวท + อิติ            = เวเทติ

               อุ/อู ยืดเป็น โอ                   คงฺคา + อุทกมฺ       = คงฺโคทกมฺ

               ฤ/ฤา ยืดเป็น อรฺ                  มหา + ฤษิะ           = มหรฺษิะ              

               ฦ/ฦๅ ยืดเป็น อลฺ                 มาลา + ฦการะ      = มาลลฺการะ

               เอ/ไอ ยืดเป็น ไอ                สทา + เอว           = สไทว

               โอ/เอา ยืดเป็น เอา              สา + เอาทนมฺ         = เสาทนมฺ

 

               บอกไปแล้วว่า สนธิสระอย่างง่ายมี 2 อย่าง ลืมบอกไปว่าสนธิสระอย่างยากยังมีอีก 2 อย่าง อิๆๆๆ แต่ยังไม่เล่าคราวนี้หรอก ไว้คราวหน้า แต่ก็อย่าเพิ่งงง ไว้จบคราวหน้า เล่าจบแล้วจะสรุปเป็นตารางให้ดูอีักที ง่ายเชียว...