ตอนที่ 2 เตรียมเด็กและเยาวชนไทย สู่ ASEAN Community

             เนื้อหา “ตอนที่ 1 การคิดนอกกรอบ” ที่ได้นำเสนอไปแล้ว (http://www.gotoknow.org/blogs/posts/485963?refresh_cache=true) มีสาระสำคัญว่า การคิดนอกกรอบ (Lateral Thinking)” เป็นความสามารถในการคิดอย่างสร้างสรรค์ คิดให้ต่างไปจากความคิดเดิมๆ ที่เคยคิดมาก่อน ซึ่งจะให้ประโยชน์สำคัญสองประการ คือ 1) ช่วยให้สามารถหาทางออกในการแก้ปัญหาได้สำเร็จ และ 2) ช่วยให้เกิดความคิดริเริ่มใหม่ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานและชีวิต และได้ให้ข้อคิดว่า "If you always think the way you always thought, you’ll always get what you always got” (ถ้าคุณยังคิดในแบบเดิมๆ ที่คุณเคยคิด คุณก็จะได้รับผลของการคิดในแบบเดิมๆ ที่คุณเคยได้รับ)

             ในตอนที่ 2 นี้ ขอเพิ่มผังมโนทัศน์ (Mind Map) แสดงวิธีการคิดนอกกรอบ ซึ่งจะทำได้โดย 1) การแทนที่ (Substitute) เช่น การคิดว่า มีวัสดุ (materials)/กระบวนการ (process) อื่นใดอีกไหม ที่จะนำมาใช้แทนวัสดุ/กระบวนการเดิมที่มีอยู่ ฯลฯ 2) การดัดแปลง (Adapt) 3) การเชื่อมต่อ (Combine) 4) การปรับเปลี่ยน (Modify) เช่น ปรับเปลี่ยนแนวคิด (idea) รูปแบบ (form) การเรียงลำดับ (sequence) ฯลฯ 5) การทำในสิ่งตรงกันข้าม (Reverse) 6) การตัดทิ้ง (Eliminate) และ 7) การเปลี่ยนคนรับผิดชอบ (Put to Other Users)   

  

               ขอเสนอตัวอย่างของการจัดการศึกษาแบบคิดนอกกรอบ โดยวิธี "ทำในสิ่งตรงกันข้าม (Reverse)” ของ “โรงเรียนนอกกะลา” โรงเรียนเอกชนในอำเภอลำปลายมาศ ท่านที่สนใจในรายละเอียด สามารถศึกษาได้จากบันทึกของคุณราชิต สุพร กัลยาณมิตร GotoKnow ที่ (http://www.gotoknow.org/blogs/posts/487520) นะคะ 

 

               บันทึกดังกล่าว รายงานว่า นายวิเชียร ไชยบัง ครูใหญ่ของโรงเรียนนอกกะลา ได้พูดถึงที่มาของการคิดนอกกรอบในการจัดการศึกษาความตอนหนึ่งว่า …ประสบการณ์ในการทำอาชีพครูมานานทำให้เห็นว่า ระบบการศึกษาของรัฐไม่สามารถพัฒนาเด็กให้เรียนรู้เท่าทันกระแสได้  ถ้าอยากจะให้การศึกษาช่วยให้คนให้บ้านเมืองเราดีขึ้น จะต้องเขย่ากรอบความคิดในเรื่องเป้าหมายการศึกษาเสียใหม่ กรอบความคิดที่ฝังแน่นอยู่ในประชาชนชาวไทยหรือชาวโลก…ที่บ่มเพาะคนมาเกือบ 150  ปี ที่บอกว่า การศึกษาคือการให้ความรู้ ซึ่งมันก็เหมาะในยุคนั้น เพราะยุคนั้นองค์ความรู้มันมีน้อย เครื่องไม้เครื่องมือที่จะเท่าทันความรู้มันน้อย แต่พอมา 150 ปีหลัง กรอบความคิดนี้ก็ยังอยู่ แต่โลกมันเปลี่ยนไปแล้วอย่างมหาศาล องค์ความรู้มีเพิ่มพูนมากมายหลายเท่าทวีคูณ ไม่มีมนุษย์คนไหนเรียนรู้ได้หมด …ดังนั้น เราต้องเปลี่ยนกรอบความคิดนี้มาเป็น สร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับเด็กๆ ….ให้เด็กสามารถสร้างความรู้ หรือสามารถแสวงหาความรู้ที่จำเป็นและมีความหมายต่อเขาได้ในอนาคต เพราะสิ่งที่คนแต่ละคนจำเป็นต้องใช้นั้นไม่เหมือนกัน…

                และตัวอย่างการคิดนอกกรอบ โดยการปรับเปลี่ยน (Modify) แนวคิด (idea) และรูปแบบ (form) ในการจัดการเรียนรู้ ซึ่งผู้เขียนได้บันทึกไว้ในปีที่ผ่านมา เรื่อง “การพัฒนาสมรรถภาพในการเรียนรู้ของผู้เรียน ในยุคสังคม-เศรษฐกิจฐานความรู้" (http://www.gotoknow.org/blogs/posts/434536) สรุปสาระสำคัญได้ว่า การจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับ “ยุคสังคม-เศรษฐกิจฐานความรู้" คือ การเปลี่ยนจากการสอนความรู้ไปเป็น “การพัฒนาสมรรถภาพในการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong  Learning Competencies)” ให้กับผู้เรียน เพื่อให้ตามทันการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ และนวัตกรรมซึ่งเกิดขึ้นตลอดเวลา การพัฒนาดังกล่าวทำได้โดย 1) การกระตุ้นให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจในการเรียนรู้ (Motivation to Learn)  2) สนับสนุนพฤติกรรมใฝ่รู้ใฝ่เรียน (Curiosity) เรียนรู้ในทุกที่ทุกเวลาจากแหล่งเรียนรู้หลากหลายรอบตัว แบบเป็นกระบวนการตลอดชีวิต และ 3) พัฒนาทักษะในการเรียนรู้หรือ "การเรียนรู้วิธีเรียน : Learn How to Learn" ซึ่งผู้เขียนได้ทำการวิจัยและพัฒนา (Research and Development : R&D) เป็นเวลา 8 ปี (ปี 2545-2552) เพื่อให้ได้รูปแบบ (Model) ขั้นตอนการปฏิบัติ (Stage) และชุดการจัดการเรียนรู้ (Learning Packages) ที่สามารถใช้พัฒนาสมรรถภาพดังกล่าว ให้กับนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีให้ได้ผลอย่างแท้จริง และได้ไปนำเสนอผลการวิจัยในระยะที่สอง ที่มหาวิทยาลัยในมาเลเซีย ดังภาพล่างขวา (หนุ่มที่เห็นในภาพคือนักศึกษาระดับปริญญาเอกชาวยะลาที่ไปเรียนที่มาเลเซีย และอาจารย์แนะนำให้ไปขอคำปรึกษาจากผู้เขียน เกี่ยวกับการเขียนข้อเสนอการวิจัย)

  

                พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ. 2550 นิยามว่า “เด็ก” หมายถึง บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ และ“เยาวชน” หมายถึง บุคคลซึ่งมีอายุตั้งแต่สิบแปดปีบริบูรณ์ถึงยี่สิบห้าปีบริบูรณ์ ณ ที่นี้ “เด็ก” จะหมายถึง ผู้เรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ ”เยาวชน” จะหมายถึง ผู้เรียนในระดับอุดมศึกษา ซึ่งสถานศึกษาทั้งสองระดับต่างก็ตื่นตัวในการเตรียมผู้เรียนสู่ประชาคมอาเซียนกันอย่างคึกคัก ดังตัวอย่างโรงเรียนในเขตเทศบาลนครอุบลฯ ที่มีครูชาวอังกฤษมาฝึกการสนทนาถามตอบเกี่ยวกับตัวนักเรียนเอง ครอบครัว โรงเรียน และประเทศสมาชิกอาเซียนในระดับชั้นป.5 ซึ่งนักเรียนสามารถโต้ตอบได้อย่างคล่องแคล่วทั้งเมื่อตอบพร้อมกันทั้งชั้นและตอบและเป็นรายบุคคล (ภาพล่างซ้าย :  เก็บภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวในช่วงเวลาที่ออกนิเทศนักศึกษาฝึกประสบการณ์ที่โรงเรียน) ต่างจากนักเรียนในท้องที่ชนบท ที่มีพื้นฐานทางภาษาอังกฤษด้อยกว่ามาก ในเวลาครึ่งชั่วโมงคิดคำศัพท์ได้เพียง I, You, OK (ภาพล่างขวา : ผู้เขียนทดสอบขณะรอญาติที่เข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาล) ในระดับมัธยมศึกษาก็มีตัวอย่างครูภาษาอังกฤษที่ได้จัดกิจกรรมพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ให้กับนักเรียนชั้นม.6 ด้วยการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง

            

                  ในระดับอุดมศึกษานั้น มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีได้ขึ้นป้ายหน้ามหาวิทยาลัย แสดงความพร้อมในการก้าวสู่ประชาคมอาเซียน มอบนโยบายให้อาจารย์นำไปปฏิบัติในวันประชุมเปิดภาคเรียนที่ 2/2554 และคณะครุศาสตร์ก็นำนโยบายดังกล่าวเข้าในวาระการประชุมเพื่อปรึกษาหารือ ทั้งก่อนเปิดและก่อนปิดภาคเรียน  และในวันที่นักศึกษารับพระราชทานปริญญาบัตรในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผู้อ่านข่าวในพระราชสำนัก ได้อ่านข้อความว่า “มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี จัดการศึกษาพร้อมก้าวสู่ประชาคมอาเซียน พุทธศักราช 2558” แต่ถ้าดูจากการให้สารสนเทศเกี่ยวกับประเทศสมาชิกอาเซียนแล้ว มหาวิทยาลัยยังใช้รูปแบบเดิมๆ คือ การติดป้ายเสนอสารสนเทศของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียนในหัวเรื่องที่หาอ่านได้ทั่วไป ณ จุดที่คนผ่านไปมามองเห็นได้

                ก่อนเขียนบันทึกนี้ ผู้เขียนได้อ่านบันทึกใน GotoKnow ที่ได้เขียนเกี่ยวกับประชาคมอาเซียน และพบว่า บันทึกเรื่อง อนาคตการศึกษาอาเซียน”  ของ ร้อยโท พันธ์รบ ราชพงศา (http://www.gotoknow.org/blogs/posts/485086) ได้นำเสนอสารสนเทศเชิงวิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจ โดยได้กล่าวถึงความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษให้กับผู้เรียน เพราะกฎบัตรอาเซียนข้อ 34 บัญญัติเอาไว้ว่า “ภาษาที่ใช้ในการทำงานของอาเซียน คือ ภาษาอังกฤษ” (The working language of ASEAN shall be English) ประเทศที่จะแข่งขันในเวทีอาเซียนได้ จึงต้องมีความชำนาญในภาษาอังกฤษ เช่น ประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการ  และชาวฟิลิปปินส์กที่สามารถติดต่อสื่อสารโดยใช้ภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี และได้เสนอให้ประเทศไทยหันมาเน้นการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษให้มากขึ้น โดยเน้นที่การฟังและการพูดเพื่อให้สามารถสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานและลูกค้าชาติอาเซียนในอนาคตได้ และยังได้เสนอข้อมูลดัชนีการพัฒนามนุษย์จาก Human Development Report 2011 ของ UNDP ที่พิจารณาจากดัชนีการศึกษา (Education Index) ที่คำนวณจากอัตราการรู้หนังสือของผู้ใหญ่ และสัดส่วนของเด็กวัยเรียนที่ได้รับการศึกษาระดับประถมจนถึงอุดมศึกษา ซึ่งมีการแบ่งกลุ่มและจัดอันดับจากทั้งหมด 187 ประเทศ ในสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศนั้น สิงคโปร์ (อันดับที่ 26) และบรูไน (อันดับที่ 33) ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนามนุษย์ระดับสูงมาก มาเลเซีย (อันดับที่ 61) อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนามนุษย์ระดับสูง ส่วนกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนามนุษย์ระดับกลาง มี 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย (อันดับที่ 103) ฟิลิปปินส์ (อันดับที่ 112) อินโดนีเซีย (อันดับที่ 124) เวียดนาม (อันดับที่ 128) สปป.ลาว (อันดับที่ 138) และกัมพูชา (อันดับที่ 139) สุดท้ายคือ พม่า (อันดับที่ 149) ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนามนุษย์ในระดับต่ำ และได้ชี้ว่า สิงคโปร์ได้ใช้นโยบาย “สอนให้น้อยลง เรียนรู้ให้มากขึ้น” (Teach Less, Learn More) เป็นกรอบวิสัยทัศน์ด้านการศึกษาเพื่อเตรียมประเทศเข้าสู่ศตวรรษที่ 21

                  จากการอ่านบันทึกดังกล่าว ทำให้ผู้เขียนเกิดแนวคิดว่า ถ้าจะให้ความรู้เกี่ยวกับอาเซียนศึกษา ควรเปลี่ยนจากการคิดในกรอบเดิมๆ คือการให้สารสนเทศของแต่ละประเทศในประเด็นซ้ำๆ กัน ซึ่งจะหาอ่านได้ทั่วไปในเว็บต่างๆ ไปเป็นการคิดนอกกรอบ โดยการปรับเปลี่ยน (Modify) รูปแบบ (form) เป็นการเสนอสารสนเทศเชิงวิเคราะห์เปรียบเทียบ ซึ่งจะทำให้เนื้อหาที่นำเสนอมีความหมาย น่าสนใจ ประเทืองปัญญา และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ศึกษาได้มากกว่า ดังตัวอย่าง การวิเคราะห์เปรียบเทียบสถิติประชากร อันดับดัชนีการศึกษา และอัตราการอ่านของประชากรเฉลี่ยต่อปีต่อคนของ 4 ประเทศ (อัตราการอ่าน นำสารสนเทศมาจากรายการช่วยคิดช่วยทำ ช่อง 3 วันที่ 30 มีนาคม 2555)  

                  จากอัตราการอ่านของคนไทยที่ต่ำกว่าอีก 3 ประเทศมาก (ไทย 5 เล่ม มาเลเซีย 40 เล่ม เวียดนาม 60 เล่ม และ สิงคโปร์เล่ม 70 เล่ม) และยังเป็นการอ่านเพื่อความบันเทิงมากกว่าอ่านเพื่อประโยชน์ทางวิชาการ การทำงานและการดำเนินชีวิต หลายฝ่ายจึงอยู่นิ่งไม่ได้ เช่น กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดให้ทศวรรษแห่งการปฏิรูปการศึกษารอบที่ 2 (ปี 2552-2561 เป็นทศวรรษแห่งการอ่านของคนไทย) และสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) ได้จัดการประชุมวิชาการประจำปี 2555 “TK Conference on Reading 2012” ระหว่างวันที่ 10-11 พฤษภาคม เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และสร้างความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศ โดยเน้นด้านการส่งเสริมการอ่านและแนวทางพัฒนาแหล่งเรียนรู้ เพื่อนำไปสู่ความเข้าใจกันมากขึ้นระหว่างประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียน ในงานดังกล่าว รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และประธานคณะอนุกรรมการนโยบายปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง ได้บรรยายพิเศษเรื่อง “การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาและการเรียนรู้ เตรียมพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน” สรุปความได้ว่า การเกิดขึ้นของประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ก็เพื่อประโยชน์ร่วมกันในด้านการค้า การผลิต การบริการ การลงทุน การใช้แรงงานฝีมือที่เสรี…สิ่งที่สร้างความตื่นตัวได้ดีคือ การอ่าน เพราะเป็นการเปิดประตูข้อมูลที่แท้จริง ...สิ่งที่กังวลในใจมากที่สุด คือ เรื่องภาษาอังกฤษ คนแอฟริกาใต้ 50 ล้านคนทั่วประเทศ แทบทุกคนสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ ไม่ว่าจะเป็นคนแก่หรือเด็ก ทั้งที่การพัฒนาภาษาอังกฤษเพิ่งจะเริ่มขึ้นในปี 2537 โดยเขาได้กำหนดให้ทุกคนต้องพูดภาษาอังกฤษวันละ 1 ชั่วโมง ในกลุ่มประเทศอาเซียนนั้น ประชากรของอินโดเซียจำนวน 230 ล้านคน มาเลเซีย 26 ล้านคน สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ ฟิลิปปินส์ไม่ต้องพูดถึง สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ทั้งหมด ส่วนประเทศไทยจำเป็นจะต้องยกเครื่องใหม่ 

                 การคิด/ทำนอกกรอบที่น่าคิด/ทำมากที่สุด คือ การทำในสิ่งตรงกันข้าม (Reverse) กับที่เคยทำกันมา โดยเปลี่ยนจากวิธีการที่ครูอาจารย์เป็นผู้ป้อนความรู้ ไปเป็นให้นักเรียนนักศึกษาเป็นผู้แสวงหาและนำเสนอความรู้เอง โดยครูอาจารย์ทำหน้าที่เพียงการอำนวยความสะดวก (Facilitating) ให้คำปรึกษา (Counseling) และ ให้การเสริมแรง (Reinforcing) เพราะในยุคดิจิตอล สารสนเทศมากมายมหาศาลสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวก และเด็กและเยาวชนก็สามารถใช้ IT ได้ทั่วไป  อนึ่ง การเรียนรู้ด้วยการลงมือแสวงหาความรู้และนำเสนอด้วยตนเอง เป็นการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มากกว่าการเรียนรู้เชิงรับ (Passive Learning) เหลือคณานับ ผู้เขียนเอง ได้จัดกิจกรรมเสริมการศึกษาอาเซียนในชั้นเรียนวิชาพฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน ดังภาพล่าง (การให้ทำปฏิทินจากเว็บดังภาพซ้าย เป็นการจัดการเรียนรู้ แบบบูรณาการการพัฒนาทักษะ IT ภาษา E และ Creativity และนักศึกษาเจ้าของผลงานเป็นชาวกัมพูชา)

                 

              การสอนในชั้น และการจัดกิจกรรมเข้าค่ายหรือจัดอบรมเท่านั้นยังไม่เพียงพอ เพราะด้วยวิธีการดังกล่าว ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่สิบปี ผู้เรียนก็ไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ จึงน่าจะลองปรับเปลี่ยนแนวคิดและรูปแบบ ดังที่ผู้เขียนเคยเสนอไว้ในบันทึกเรื่อง "การพัฒนาการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของผู้เรียน : เกาให้ถูกที่คัน"  (http://www.gotoknow.org/blog/post/457133) ที่ได้กล่าวถึงผลการวิจัยที่ชี้ว่า นักเรียนนักศึกษาที่เรียนภาษาอังกฤษแล้วล้มเหลว ส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยทางจิตวิทยา ไม่ใช่ปัจจัยด้านวิธีการเรียนและด้านตัวครู ซึ่งแม้สองปัจจัยหลังจะมีความสำคัญ แต่ปัจจัยด้านจิตวิทยาสำคัญมากกว่าเพราะส่งผลต่อความสำเร็จในการเรียนรู้ถึง 80 % ที่เหลือ 20 % จะอยู่ที่สถานศึกษา ครูอาจารย์ หนังสือเรียนและวิธีการเรียนรู้ ปัจจัยทางจิตวิทยา หมายถึง แรงจูงใจและอารมณ์ของผู้เรียนซึ่งจะต้องรักในสิ่งที่ตนเรียน รวมไปถึงการจัดการเรื่องเวลาในการเรียนรู้"  บทบาทของครูจึงควรปรับเปลี่ยน (Modify) แนวคิด (Idea) และรูปแบบ (form) เป็นการสร้างแรงจูงใจให้เด็กและเยาวชน เห็นความจำเป็นและต้องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษด้วยตนเอง ให้สามารถใช้ในการสื่อสารได้จริง ผู้ที่เรียนรู้ภาษาอังกฤษ จนมีทักษะสามารถนำไปใช้สื่อสารได้จริงนั้น คือ ผู้ที่มั่นคงในเป้าหมายที่จะพัฒนา และดำเนินการพัฒนาอย่างเอาจริงเอาจังเท่านั้น ผู้เขียนได้ให้นักศึกษาอ่านข้อคิด เรื่อง ทำอย่างไรให้พูดภาษาอังกฤษเก่งเร็วๆ” ซึ่งสรุปเนื้อหาจาก URL Blog: http://learning.eduzones.com/winny (2551) เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและให้แนวทางในการพัฒนาทักษะการฟังพูดภาษาอังกฤษ 

                 ...เราเรียนภาษาอังกฤษกันมานาน เรียนมาก็หลายวิธี แต่ขอให้น้องช่วยคุยกับฝรั่งหน่อยได้มั้ยครับ ถ้าฝรั่งเดินเข้ามาหาน้องพร้อมกับแววตาที่ส่องประกายถึงความหวังว่าน้องจะช่วยเขาได้ “Excuse me. I wanna get to MBK. Could you tell me where it is?” ถ้าเป็นน้อง น้องจะทำอย่างไร ระหว่าง 1) บอกทางเค้าด้วยความมั่นใจเป็นภาษาอังกฤษแบบถูก Grammar เป๊ะๆ 2) บอกทางเค้าแต่เป็นแบบไทยคำอังกฤษคำ “นี่นะ you walk ไปทางนี้นะ แล้ว you ก็เลี้ยวซ้ายนะ turn left นะ you know? แล้ว you ก็ walk ข้ามสะพานลอยนะ นั่นแหละ MBK ล่ะ you understand มั้ย 3) อึ้ง…หันไปพูดกับเพื่อน “นี่ ตัวเองเก่งภาษาอังกฤษไม่ใช่เหรอ บอกเค้าไปซี่นั่นไงมาบุญครอง เราพูดไม่เป็น 4) หน้าซีด พูดอะไรวะไม่เห็นรู้เรื่อง เฮ้ย! เผ่นเถอะ…ถ้าน้องตอบข้อแรกก็แสดงว่าน้องเก่งมาก แต่เวลาพูดกับฝรั่ง ไม่ต้องมานั่งนึกให้มันถูก Grammar แค่คิดว่าจะสื่อสารให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกันก็พอแล้ว …ถ้าน้องเลือกข้อสุดท้าย พี่ก็ขอบอกว่า ถึงแม้ว่าประเทศตะวันตกเค้าจะเจริญกว่าเรา แต่เขาไม่ได้มาล่าเมืองขึ้นนะ เค้าแค่มาเที่ยว มาชมความสวยงามทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของประเทศเรา แล้วน้องจะไปกลัวเขาทำไม ถ้าพูดไม่ได้ก็ยิ้มให้เค้าหน่อย แล้วโบกมือให้เค้ารู้ว่าเราไม่เข้าใจ แล้วเค้าก็จะไปถามคนอื่นเองแหละ แต่น้องก็อยากจะสื่อสารกับฝรั่งให้รู้เรื่องใช้มั้ยล่ะ ครั้งแรกที่พี่ไปเมืองนอกตื่นเต้นมากไปออสเตรเลีย…ตอนนั้นพี่เรียนอยู่ประมาณ ม. 2 แอร์โฮสเตสถาม “Fish or beef?” แค่นั้นพี่ก็ไม่กล้าตอบ กลัวมาก แกล้งทำเป็นหลับให้แม่เลือกให้ เจ็บใจตัวเองมาก แต่วันจะกลับมีฝรั่งมาคุยด้วย เขาถามอะไรจำไม่ได้รู้แต่ว่าตอบไปแล้วเค้ารู้เรื่อง กลับมาอวดเพื่อนว่าไปคุยกับฝรั่งมา เพื่อนๆ ก็ฮือฮา เฮ้ย! เก่งจังเลย ฟังเค้ารู้เรื่องด้วยเหรอ เราก็ปลื้มสิ หลังจากนั้นพี่ก็เลยชอบภาษาอังกฤษ ฟังเพลงฝรั่ง ดูหนังฝรั่ง ชอบศิลปินฝรั่ง…แล้วน้องล่ะครับ เรียนภาษาอังกฤษกันมาตั้งนานแล้ว น้องคงไม่ได้ตั้งใจแค่ใช้สอบเท่านั้นใช่มั้ยครับ ถ้าเป็นอย่างนั้นมันก็น่าเสียดายมากเลย เราอุตส่าห์เรียนกันมาตั้งนาน ต้องใช้มันสิน้อง ถ้าเราใช้ภาษาอังกฤษได้ จะทำให้เรามีโอกาสมากขึ้นในหลายๆ เรื่อง Practice makes perfect. นะครับน้อง ฝึกบ่อยๆ ซักวันน้องก็จะสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วแล้วมันก็จะเป็นประโยชน์แก่ตัวน้องเองแหละ …อย่าไปอาย พูดผิดวันนี้ เราก็จะพูดถูกในวันหน้า ว่าไงครับน้อง วันนี้น้องพูดภาษาอังกฤษแล้วรึยัง

                    ในการจัดให้นักศึกษาได้พัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษด้วยตนเองนั้น ผู้เขียนได้ให้นักศึกษาดำเนินการตามขั้นตอนในภาพข้างล่าง เริ่มจากการประเมินตนเอง เพื่อให้รู้ระดับทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียนของตนเอง (This is me.) แล้วกำหนดเป้าหมายการพัฒนา (This is where I want to get to.)

          

                  สำหรับวิธีการที่ผู้เขียนเสนอแนะให้ผู้เรียนนำไปใช้ เพื่อนำไปสู่เป้าหมาย (This is how I will get there.) คือ การสนับสนุนให้ผู้เรียนเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากแหล่งเรียนรู้หลากหลายรอบตัว เช่น จากบุคคล จากป้ายต่างๆ จากกล่องผลิตภัณฑ์ จากรายการวิทยุ โทรทัศน์ จาก หนังสือ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร จากแบบฟอร์ม และ Brochure ที่หน่วยงานต่างๆ จัดทำขึ้น จากการเข้าค่าย/เข้ารับการอบรม และการเรียนรู้จากเว็บต่างๆ รวมทั้งการศึกษาจากบันทึกใน GotoKnow โดยให้บันทึกการเรียนรู้จากแหล่งต่างๆ ดังกล่าว แต่การเรียนรู้จากบางแหล่งในเมืองไทยก็อันตรายเหมือนกัน อย่างเช่น ป้ายที่สนามบินสุวรรณภูมิ ควรจะแปล "Security" ว่า ความปลอดภัย ไม่ใช่ ความมั่นคง เพราะเป็นเรื่องของการให้บริการ คำว่า Change you (your) shoes. ที่ป้ายส้วมสุดยอดแห่งปีที่ผอ.พรชัย ภาพันธ์ถ่ายภาพมา ก็ผิดและไม่มีการตรวจสอบแก้ไข หนักสุดก็คือ Blekflat จากเมนูอาหารของรีสอร์ตแห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลฯ แทนที่จะเป็น "Breakfast" ป้ายที่พม่า (ภาพขวาสุด) เขายังสะกดคำไม่ผิดเลยทั้งที่การศึกษาเขาล้าหลังกว่าเรามาก (น่าอายเขาไหมล่ะ คงไม่อ้างนะคะ ว่า ก็เขาเคยเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษนี่) 

               การเรียนรู้จากบุคคล เป็นการให้ผู้เรียนได้มีโอกาสใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตจริง (Real Life Situations) กับเจ้าของภาษา ดังภาพล่างที่ผู้เขียนได้ให้นักศึกษาออกไปสัมภาษณ์พูดคุยกับชาวตะวันตก (The Westerners : คำสุภาพของคำว่าฝรั่ง) ที่ไปเที่ยวงานประเพณีแห่เทียนที่จังหวัดอุบลฯ หลังจากการดูตัวอย่างจากสื่อที่ผู้เขียนจัดทำขึ้น การศึกษาบทสนทนาจากแหล่งต่างๆ เพิ่มเติม เตรียมร่างบทสนทนา และแสดงบทบาทสมมุติในชั้น 

            ประสบการณ์ตรงจำเป็นมากในการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ตอนที่ลูกชายไปเยี่ยมผู้เขียนที่ Perth, Western Australia (ขณะที่ลูกเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่ลาดกระบัง) ผู้เขียนได้ให้เขาเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากประสบการณ์ตรงในการสื่อสารกับชาว Aussies  (สำเนียง Aussie จะฟังยากกว่าสำเนียงของชาวอังกฤษและอเมริกันมาก แต่ส่วนใหญ่อาจารย์ที่สอนผู้เขียนในระดับปริญญาเอกจะเป็นชาวอังกฤษ และที่ออสเตรเลียจะใช้ "ภาษาอังกฤษแบบอังกฤษ [British English])  เวลาไปซื้ออาหารผู้เขียนก็จะบอกประโยคสื่อสารให้ แล้วให้ลูกเข้าไปซื้อเอง แรกๆ ก็ได้อาหารไม่ตรงกับที่ต้องการ ตอนหลังเขาก็ทำได้  มีครั้งหนึ่งลูกต้องการใช้โทรศัพท์มือถือที่นำไปจากเมืองไทย ซึ่งต้องโทรศัพท์ไปลงทะเบียนก่อน ผู้เขียนได้ให้ลูกโทรฯ สมัครเอง ปรากฏว่าเขาก็กล้าที่จะสื่อสาร แต่ครั้งแรกทำไม่สำเร็จเพราะคุยกันไม่รู้เรื่อง ลูกเขียน "Opened Diary" จากประสบการณ์ดังกล่าวจำข้อความตอนท้ายได้ติดตาว่า "...เสียความมั่นใจไปเยอะเลย" ผู้เขียนรู้สึกเวทนาลูก แต่เขาเองก็ไม่ยอมแพ้ วันหลังผู้เขียนเห็นเขาลองใหม่และก็ทำได้สำเร็จ การพูดภาษาอังกฤษนี่ สูตรสำคัญข้อแรก คือ "ต้องกล้าและไม่กลัวผิด"  เพราะเวลาชาวต่างชาติพูดภาษาไทยผิด เราเห็นเป็นสิ่งที่น่าเอ็นดูฉันใด เวลาเราพูดภาษาอังกฤษผิด ก็ย่อมเป็นสิ่งที่น่าเอ็นดูในสายตาของชาวตะวันตกฉันนั้น อย่างเช่น ที่แอนดรูว์ บิกส์ สั่งอาหารว่า "ขอไข่ม้าเยี่ยว (เยี่ยวม้า) 1 ที่" และถามแม่ค้าว่า "ข้าวเหนียวสังฆราช (สังขยา) ขายยังไงครับ" ก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าอาย แต่ฮาและน่าเอ็นดูมากกว่า 

                ในอดีต ผู้เขียนได้ให้นักศึกษาดูวีดิทัศน์ (ที่ผู้เขียนบันทึกจากรายการโทรทัศน์) เกี่ยวกับปัญหาการไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษของบุคคลสาธารณะ ส่งผลให้ใช้ชีวิตในต่างประเทศด้วยความลำบาก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้อยากสื่อสารภาษาอังกฤษได้ เช่น สมรักษ์ คำสิงห์ ไปชกมวยที่บรูไน แล้วออกไปเที่ยว ขากลับจำชื่อโรงแรมไม่ได้ จะสื่อสารกับแท็กซี่ก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้จำได้เพียงว่าโรงแรมมีน้ำพุอยู่ด้านหน้า ก็เลยใช้ภาษาใบ้ทำท่านอน แล้วพูดว่า Water พุ ๆ ส่วนจินตะหรา พูนลาภ ตอนไปทัวร์คอนเสิร์ตที่อเมริกา แล้วแอบหนีไปเที่ยวกันตามลำพัง เกิดหลงทางและหิวข้าวแต่ไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้ เข้าร้านอาหาร อยากรับประทานยำเล็บมือนาง (บ้านเขามีเมนูนี้ด้วยหรือ) ก็เลยใช้ภาษาใบ้ทำท่าตีปีกและชี้ไปที่นิ้วเท้า (แล้วเขาจะรู้เรื่องไหมนี่)

                ย้อนกลับมาที่การพัฒนาตน เมื่อพัฒนาไปได้ครึ่งทาง ก็ให้ผู้เรียนจับคู่แลกเปลี่ยนกันประเมินการเรียนรู้และความก้าวหน้าของตนตามใบงาน (This is how I am doing.) และเมื่อครบกำหนดระยะเวลาการพัฒนาตน ก็ให้ประเมินว่า ตนพัฒนาได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ (This is what I have achieved so far.) มีอะไรเป็นปัญหา และจะทำอะไรต่อไป อนึ่งผู้เขียนได้กระตุ้นแรงจูงใจในการเรียนภาษาอังกฤษ  ประกอบด้วย การทำให้เห็นคุณค่าของภาษาอังกฤษ การจัดกิจกรรมให้ได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วยความเพลิดเพลิน และการสร้างความเชื่อมั่นว่า ตนเองจะพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษได้สำเร็จ มีกิจกรรมให้สื่อสารเป็นภาษาอังกฤษในชั้นเรียน และการให้นำภาษาอังกฤษไปใช้จริง เช่น ในการเขียนคำอวยพร การทำปฏิทินจากเว็บ  การเขียนปณิธานปีใหม่ สิ่งที่ผู้เขียนรู้พึงพอใจมากที่สุดก็คือ อย่างน้อยก็มีนักศึกษาจำนวนไม่น้อย ที่หันมาชอบภาษาอังกฤษ ดังจะเห็นได้จากการวาดภาพและเขียนข้อความในปกรายงานการพัฒนาตน ซึ่งในกรอบสี่เหลี่ยมนั้น นักศึกษาจะวาดจะเขียนอะไรก็ได้ ตามความพอใจของแต่ละคน (As you like it.)...มีบางคนบอกว่ารักครูด้วย  

 

               ผู้เขียนเอง ก็เรียนรู้ภาษาอังกฤษในทุกที่ทุกเวลา เช่น ติดตามดูรายการโทรทัศน์ที่ให้ความรู้ภาษาอังกฤษทุกรายการ เข้ารับการอบรมเพื่อพัฒนาทักษะภาษอังกฤษทุกครั้งที่มหาวิทยาลัยจัด อ่านจากเอกสารต่างๆ ดังตัวอย่างที่อ่านจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันศุกร์ที่ 27 เมษายน  พ.ศ. 2555 หน้า 15 คอลัมน์ “เปิดฟ้าภาษาโลก” เขียนโดย คุณนิติ นวรัตน์ ได้ความรู้เกี่ยวกับคำว่า “Serve” (ดัดแปลงบางประโยคให้เหมาะกับบริบทของผู้เขียน) ดังนี้ 1)              ถ้าพนักงานต้อนรับพูดว่า “Sabella. At  your service.” จะแปลว่า “ชื่อซาเบลลา ยินดีต้อนรับค่ะ”  2)               ถ้ามีคนพูดกับผู้เขียนว่า “You used to study in Perth, Western Australia, if my memory serves.” จะแปลว่า “ถ้าผมจำไม่ผิด คุณเคยเรียนที่เมืองเพิร์ธ รัฐออสเตรเลียตะวันตก และ 3)              ถ้านักศึกษาไม่ได้เข้าชั้น 3 สัปดาห์แรกของการเปิดเรียน และอ้างว่า เพราะหาห้องเรียนไม่พบ แล้วอาจารย์พูดว่า “That excuse does not serve you.” จะแปลว่า “ข้อแก้ตัวนั้น ไม่เป็นประโยชน์สำหรับเธอหรอกนะ" และภาพล่างเป็นตัวอย่างการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ขณะผู้เขียนเดินทางท่องเที่ยว

                 คนไทยเรามักจะติดอยู่ในกรอบความคิดเดิมๆ โดยไม่รู้ตัว ทำให้เสียโอกาสในการหาทางเลือกใหม่ๆ ในการแก้ปัญหาและการพัฒนางานไปอย่างน่าเสียดาย สิ่งที่แสดงว่าเราติดอยู่ในกรอบความคิดเดิมๆ ก็คือ เมื่อให้วาดภาพต่อเติมจากรูปสามเหลี่ยม ผู้รับการทดสอบที่ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโท หรือเป็นครูอาจารย์ ก็จะมีผู้ที่ต่อเติมเป็นภาพบ้านอยู่ในช่วงร้อยละ 25-45 ซึ่งอาจเกิดจากในวัยเด็ก ครูพาวาดรูปบ้านที่มีจั่วสามเหลี่ยม (ภาพที่มีผู้วาดซ้ำกันร้อยละ 12 ขึ้นไป จะได้คะแนนความคิดริเริ่ม 0) เด็กหญิงชายป.3-4 ที่เข้าร่วมกิจกรรมในรายการกล่องนักคิด สถานีโทรทัศน์ ThaiPBS ส่วนใหญ่ก็จะต่อเติมรูปสามเหลี่ยมเป็นภาพบ้าน แต่มี 1 คนที่ต่อเติมเป็นภาพสุนัข ท่านคิดว่ารูปสามเ