สัมมาปฏิปทา... (๑/๒) |
เราเป็นญาติเป็นโยมก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ เราบริโภคปัจจัยสี่ข้าวของเงินทอง มันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร
ญาติโยมผู้ประพฤติปฏิบัติธรรม พระพุทธเจ้าท่านให้เราฝึกจิตฝึกใจเพื่อเป็นพระเหมือนกัน เพราะใจของเราทุก ๆ คนมันเหมือนกันหมด เมื่อเรามาอยู่วัด ก็ให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติมาเหมือนกับพระ มาถือศีลแปด ถือเนกขัมมะ มานั่งสมาธิ ทำกิจวัตรอะไรต่าง ๆ มาเหมือนกับพระ

หยุดเรื่องภายนอกให้หมด หยุดเรื่องภายนอกก็ได้แก่ อย่าเอาเรื่องทางโลกเข้ามาในวัดที่มันเป็นข้าศึกต่อกุศล ที่มันเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ เช่น โทรศัพท์มือถือ...
โทรศัพท์มือถือนี่ถ้าเรามีเราต้องปิดไว้ เราไม่ต้องเอาโทรศัพท์มาใช้ในวัด มันทำลายวัด ทำลายพระศาสนา เพราะมือถือมันมีทุกอย่าง เล่นอินเตอร์เนทก็ได้ ฟังเพลงก็ได้
บางคนก็นิสัยไม่ดี ดื้อด้าน ครูบาอาจารย์บอกไม่ให้ใช้โทรศัพท์ ก็ยังจะใช้ คิดว่าจะใช้แต่สิ่งที่จำเป็น อย่างนี้เขาเรียกว่า “คนหัวดื้อ คนหัวใจด้าน”
ยิ่งพระเรานี่มีโทรศัพท์ มีเครื่องสื่อสารต่าง ๆ ถ้าไม่เกิดความเสียหายมาก ก็ตั้งอยู่ในความประมาทมากเกิน ทำไมไม่ประพฤติปฏิบัติ ไม่มุ่งมรรคผลพระนิพพาน
พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เรายุ่งในเรื่องโลก ๆ คนป่วย คนมีโรคมีภัย มันดีมั๊ย? มันสบายมั๊ย?
คนเจ็บไข้ได้ป่วยมันไม่สบาย มันป่วยทางกาย การป่วยทางกายถือว่ามีน้อย มันไม่มาก แต่การป่วยทางใจนั้นมันมีมาก วันหนึ่ง ๆ คนป่วยทางใจนี้มันมีเยอะเลย ไม่รู้มันป่วยวันละกี่ครั้ง

พระพุทธเจ้าถึงให้เรารักษาอาการป่วยทางใจ การรักษาอาการป่วยทางใจนี้ก็เริ่มจากการรักษาศีล การประพฤติปฏิบัติ ต้องตัดทางโลก ทางโลกีย์ออกให้หมด ถ้าเราเป็นพระผู้ปฏิบัติก็ได้ชื่อว่าเราหลงโลก เราลวงโลก เรามาทำท่าทำทางกิริยาต่าง ๆ เป็นพระ แต่ว่าใจมันไม่เป็นพระ...
ให้เราตั้งเจตนาให้ถึงจิตถึงใจ เดี๋ยวนี้ยังถือว่าเรายังไม่ช่วยพระพุทธองค์ เรายังไม่จรรโลงพระพุทธศาสนา ถ้าเราไม่ตั้งอกตั้งใจมีปฏิปทาเยี่ยมยอดจริง ๆ ถ้าเราคิดว่าเรามาบวชเพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนา มาสร้างวัด สร้างวา สร้างโบสถ์ สร้างวิหารนี้ มันยังไม่จริง มันยังไม่ถูก
ให้เราน้อมดูพระพุทธเจ้า ท่านนั่งอยู่ ท่านเดินอยู่บนพื้นดิน ทำอะไรท่านปล่อย ท่านวางหมด ท่านบังคับเราไม่ให้เราก่อเราสร้าง ไม่ให้ขวนขวายให้เราก่อสร้าง ถ้าเราปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ญาติโยมมีศรัทธาเค้าจะมาสร้างให้เราเป็นหลัง ๆ เอง
ไม่ให้ไปเรี่ยไรขอของจากคนที่ไม่ใช่ญาติไม่ใช่ปวารณา ไม่ให้ขึ้นป้ายบอกบุญตามถนนหนทาง ว่าสร้างโบสถ์ สร้างวิหาร สร้างเจดีย์ต่าง ๆ ถ้ามันเป็นความคิดของพระเองมันไม่ได้ มันเป็นการขอของ จากคนที่ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่ปวารณา
เราคิดดูนะ ครั้งพุทธกาลผู้ที่ท่านเป็นพระอรหันต์ท่านถึงทำกุฏิให้กับพระผู้ที่ยังไม่จบพรหมจรรย์ได้อยู่ ได้ปฏิบัติกัน ถ้าเราเน้นไปข้างนอกนี่มันไม่เข้าท่า พระพุทธเจ้าว่าการสร้างโบสถ์สร้างวิหารสร้าง อะไรต่าง ๆ นี้มันไม่เข้าท่าเลย
พระพุทธเจ้าท่านให้เราสร้างปฏิปทาเหมือนเรากำลังทำกันอย่างนี้แหละ ไม่อย่างนั้นการก่อสร้าง ต่าง ๆ นี้ มันก็มีประโยชน์น้อย มีอานิสงส์น้อย เพราะทุก ๆ คนที่มาพักพิงมาปฏิบัตินี้ไม่ตั้งอกตั้งใจกัน พระหนุ่ม ๆ เณรน้อยหรือญาติโยมที่พากันประพฤติปฏิบัติจะได้เกิดประโยชน์
เมื่อตัวอย่างมันไม่มี แบบพิมพ์มันไม่มี พระพุทธศาสนาก็จะเสื่อมไป ๆ คิดว่าประวัติของพระพุทธเจ้า ประวัติของพระอรหันต์คิดว่าเป็นนิยายกันไป ไม่เป็นความจริง ถ้าเราพากันประพฤติปฏิบัติ ดูพระนิพพาน ก็อยู่ไม่ไกล อนาคตก็สดใสเหลือเกิน

เราทำการทำงานให้มันชำนิชำนาญ ให้มันเข้าใจ และก็ให้เป็นการประพฤติปฏิบัติของเราต้องให้มันชำนิชำนาญ ให้มันเป็น วันนี้เราเป็นเท่านี้ขนาดนี้ เราต้องต่อเนื่องในวันพรุ่งนี้เพิ่มขึ้นอีก อย่าไปคิดว่าอนาคตมันริบหรี่เหมือนกับงมเข็มในมหาสมุทร ไม่รู้มันจะเป็นอย่างไร
ถ้าท่านคิดอย่างนั้นแสดงว่ายังไม่รู้อนาคต อนาคตคือเดี๋ยวนี้แหละ ที่มันเห็น ที่มันเป็น
เราเองถ้าปฏิบัติไม่หยุดก็ถึงได้เป็นพระอริยเจ้า จะได้ไม่ต้องไปหากราบหาไหว้ไกล ๆ ที่ประเทศอินเดีย ไปหากราบหาไหว้ที่วัดนั้นวัดนี้ ให้เรามากราบพระที่จิตที่ใจของเรานี้แหละ
การประพฤติปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าบอกให้เราไม่อ่อนแอ ให้เราตั้งใจไว้ ไม่ว่าเราจะเหน็ด เราจะเหนื่อยนี้ให้ถือว่าเรื่องใจเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่แล้วก็แล้วไป ให้ถือว่าเรานั้นมันโง่ไปแล้ว
ทุกท่านทุกคนต้องตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ เพื่อนฝูง ครูบาอาจารย์ไม่มาปฏิบัติให้เรานะ พระพุทธเจ้าเป็นเพียงผู้สอนนะ ธรรมวินัยข้อวัตรปฏิบัติที่เราพากันทำนี้แหละคือพระพุทธเจ้า คือพระธรรม คือพระอริยสงฆ์ นอกจากนี้ไม่มีอีกแล้ว

ถึงจะเหนื่อย ถึงจะยากลำบากมันก็คุ้ม พระพุทธเจ้าท่านรักเรา ท่านเมตตาเรานะ ท่านสงสารเรา ท่านไม่ได้มากดดันเราให้มันยากลำบาก ทั้งที่การประพฤติปฏิบัติของเรามันยากมันลำบาก ถ้ามันไม่ยาก ไม่ลำบากมันจะได้ดีได้อย่างไร
พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ใหม่ ๆ ท่านก็พิจารณาว่าการประพฤติปฏิบัติที่จะไปพระนิพพานมันยาก ยากมาก มันทวนกระแส แต่ด้วยอาศัยความเมตตาที่ท่านบำเพ็ญมา ท่านก็ฉุกคิดขึ้นมาว่าดอกบัว มีหลายเหล่า เหล่าที่หนึ่งมันอยู่ในโคนตม เหล่าที่สองอยู่ใต้น้ำเมื่อมันโผล่มา พวกปลา พวกเต่าก็กินไปหมด เหล่าที่สามอยู่ปริ่มน้ำกำลังจะอยู่พ้นน้ำ เหล่าที่นี่เป็นบัวพ้นน้ำ ท่านก็พิจารณา ท่านก็ว่าบุคคลที่จะได้ตรัสรู้ ก็ยังมีอยู่ ท่านก็รู้ว่ามันยากมันลำบากแต่ก็มีประโยชน์ ท่านก็จึงเมตตาสอนพวกเรา
เราเองไม่ต้องไปคิดอะไรมาก เพียงแต่ประพฤติปฏิบัติ ปฏิบัติตาม เปรียบเสมือนอาหารอยู่ในภาชนะ เต็มภาชนะ พวกเราก็พากันบริโภค แต่พวกเรามันยังมีปัญญาน้อย เหมือนกับไก่เขาเอาเพชรเอาพลอยให้ มันไม่เอานะ มันเอาข้าวสาร มันเอาอาหารไก่ ถ้ารู้จักเอาเพชรเอาพลอยแล้ว เอาไปซื้ออาหารไก่ไม่รู้จะได้ กี่คันรถ
การประพฤติปฏิบัติต้องเพิ่มศรัทธาให้มากที่สุด มอบชีวิตจิตใจให้พระพุทธเจ้าอย่างเดียว เพิ่มความละอายต่อบาป เกรงกลัวต่อบาป เพิ่มความไม่ประมาทให้มันมากขึ้น ให้มีความสุขในการประพฤติปฏิบัติ เดินจงกรม นั่งสมาธิก็ไม่ต้องคิดอะไร หายใจเข้าหายใจออกให้มันสบาย ให้มันรู้ลมเข้ารู้ลมออก
คนเรามันคิดมาก มันทุกข์มาก คนเรามันนั่งมันนอนทั้งวัน ถ้าเราไม่คิดมันก็ไม่ทุกข์ ให้รู้ความคิด รู้อารมณ์ ให้รู้การหมุนการเหวี่ยงของอารมณ์ เรามีแต่คันเร่งไปข้างหน้าแล้วก็ถอยหลัง ตัวที่มันว่างๆ ไม่มีตัวไม่มีตนมันไม่ค่อยจะมี
พยายามหยุด พยายามเย็นเข้าไว้ เราอย่าไปเผาตัวเอง มีความอยาก นั่งสมาธิก็วางเป้าไว้แล้วว่า ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ปวด ไม่ว่าเราทำอะไรก็วางเป้าไว้หมดเลย
ให้เรามีความสุขในการทำการทำงาน เราจะได้สุข เราจะได้สงบ งานภายนอกนี่ก็ได้ทั้งทรัพย์ ได้ทั้งความสุข งานภายในได้ทั้งศีล ได้ทั้งสมาธิ ได้ทั้งปัญญา
มันอยู่ใกล้ ๆ อยู่ในใจของเรานี้เอง พระพุทธเจ้าท่านให้เราทุกท่านทุกคนให้ทำอย่างนี้นะ ทำไปเรื่อย ๆ จนเป็นพระอรหันต์ ถ้ายังไม่เป็นอย่าไปหยุดมัน
พระอรหันต์ใครมาแต่งตั้งก็ไม่ได้ นอกจากจิตใจของเรามันเป็นเอง จิตใจมันเสื่อม มันเจริญ เพราะความอยาก ความไม่อยาก
ถ้าจิตเราอยาก ไม่อยาก มันก็เสื่อม ถ้าเรายังมีความต้องการอยู่ มันก็ต้องเสื่อม เช่น ถ้าเค้าว่าเราดี เราก็ดีใจ เค้าว่าเราไม่ดี เราก็เสียใจ ถ้าอย่างนี้เค้าเรียกว่า “เราตั้งอยู่ในความเจริญและความเสื่อม”
ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรม พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้สนใจเรื่องเหล่านี้ ท่านตรัสไว้เป็นบุคลาธิษฐาน เมื่อครั้งที่ท่านตรัสรู้ นายโสตถิยะเอาหญ้าคาแปดกำมาถวายแด่พระพุทธเจ้าท่านนั่งขัดบัลลังก์ทำสมาธิ ก็ได้แก่โลกธรรมทั้ง ๘

นักประพฤติปฏิบัติต้องพากันตัดโลกธรรมทั้ง ๘ ออกจากใจ เรามาประพฤติปฏิบัติไม่ได้มาเอา สิ่งเหล่านี้ เขาว่าเราเป็นอะไร เป็นสิ่งเหล่านี้มันก็ไม่เป็นอะไร มันเกิดจากความโง่ของเรา มันเกิดจาก ความหลงของเรา
การประพฤติปฏิบัติของพวกเราและท่านทั้งหลายนี้มันเป็นอยู่ด้วยโลกธรรม วันนี้เหนื่อยก็ไม่ปฏิบัติ วันนี้ไม่เหนื่อยก็ปฏิบัติกัน สรุปแล้วสัมมาปฏิปทาเป็นสิ่งที่ทุกท่านทุกคนต้องพากันประพฤติปฏิบัติ ไม่ต้องอ่อนแออีกแล้วต่อไป
ท่านที่เป็นประธานสงฆ์หรือเป็นเจ้าอาวาส พระหนุ่มเณรน้อยถ้าท่านบวชไม่สึกท่านก็เป็นเจ้าอาวาส ท่านก็เป็นประธานสงฆ์ หรือท่านบวชชั่วคราว บวชระยะสั้น พระพุทธเจ้าก็ให้ท่านตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติกันหมดทุกคน ในครั้งพุทธกาลถ้าใครบวชแล้วเค้ามุ่งพระนิพพานอย่างเดียว เค้าไม่มีการลาสิกขา ทุกวันนี้มีการอนุโลมเมตตาให้บวชระยะสั้นได้
เมื่อทุกท่านทุกคนบวชมาแล้วก็ให้ตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติกันอย่างเต็มที่ เพราะว่าตัวพุทธศาสนา ที่แท้จริงก็คือการรักษาศีลทุกข้อให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ทั้งกาย ทั้งวาจา และจิตใจ ทำสมาธิให้ใจของเรา ไม่มีความโลก ไม่มีความโกรธ ไม่มีความหลง ปราศจากนิวรณ์ที่นอนเนื่องในสันทะสันดาน
ให้พากันตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ วันหนึ่ง ๆ เวลาก็แค่ ๒๔ ชั่วโมง อย่าได้ปล่อยให้โอกาสให้เวลาเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ การสร้างวัด การสร้างกุฏิ การสร้างวิหาร การสร้างศาลา การสร้างพระประธาน การสร้างเจดีย์ การสร้างเมรุฯ เอาไฟฟ้า เอาน้ำประปาเข้าวัด มันมีประโยชน์น้อย มันไม่ตรงต่อพุทธประสงค์
พระพุทธเจ้าท่านให้เราสร้างข้อวัตรปฏิบัติ ถ้าเราไม่ตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ ถือว่าเรา ไม่ได้สร้างประโยชน์ตนและประโยชน์คนอื่น มันมีประโยชน์น้อยจริง ๆ
พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราออกไปข้างนอก ให้กลับมาหาการประพฤติปฏิบัติของเรา เราอย่าไปคิดว่า ถ้าเราไม่ขวนขวายสร้างวัตถุมันก็มองไม่เห็นผลงานของเราน่ะสิ ว่าเรามีผลงานอะไร...?
พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราขวนขวายอย่างนั้น การปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ หมดความโลภ หมดความโกรธ หมดความหลง ทุกท่านทุกคนก็อยากไปกราบท่าน อยากไปไหว้ท่าน มันเป็นบุญเป็นกุศล ท่านอยากก่ออยากสร้างอะไรก็ได้หมดแหละทีนี้
ถ้าท่านทำไม่ดี ไม่ถูก ไม่ต้อง นรกมันจะลุกเป็นไฟ เผาจิตเผาใจ
พระเป็นหนี้ พระเป็นสินมันดีมั๊ย? มันไม่ดี เมื่อคนหนึ่งทำได้ อีกคนหนึ่งก็ทำ เลยเป็นอันว่า ใครเป็นเจ้าอาวาส ใครเป็นประธานสงฆ์ก็พากันทำอย่างนั้น พากันเหินห่างจากพระพุทธเจ้า พากันหันหลัง ให้พระพุทธเจ้า “พระพุทธเจ้าไปทางหนึ่ง ข้าพเจ้าก็จะไปอีกทางหนึ่ง”
ทุกท่านทุกคนพยายามไปคิดให้ดี ๆ ตรึกตรองให้ดี ๆ ...
การประพฤติการปฏิบัติมันเป็นของยากของลำบาก มันเป็นของเหน็ดของเหนื่อย ถ้าท่านจิตใจ ไม่เข้มแข็ง ท่านรักษาศีลก็ไม่ได้ ทำสมาธิก็ไม่ได้ เพราะท่านเป็นคนประมาท ตั้งอยู่ในความประมาท เป็นคนละอายต่อบาปน้อย ศรัทธาในการประพฤติปฏิบัติเกือบจะไม่มีเลย ทำไปก็สักแต่ว่าทำไป พอไม่ให้มันน่าเกลียด กลัวคนอื่นเค้าว่าให้
ถ้าเราปฏิบัติอย่างนี้ ถึงแม้ว่าเราจะได้บวชถูกต้องตามวินัยบัญญัติ ก็ยังชื่อว่าเป็นพระปลอมจริง ๆ เพราะว่าพระไม่เอาจริง พระคือพระธรรมพระวินัยใช่มั๊ย ตัวพระธรรมตัวพระวินัยคือองค์พระพุทธเจ้า ที่แท้จริง “ผู้ได้ปฏิบัติตามธรรมนั้นถึงจะเข้าถึงพระพุทธเจ้า...” พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ถึงจะได้เกิด ที่จิตที่ใจของเรา

ศีล สมาธิ ปัญญามันถึงจะรวมเป็นหนึ่งเดียวในจิตในใจ ในชีวิตประจำวันของเรา
การสร้างวัด มันก็เหนื่อย เมื่อสร้างวัดเหนื่อย หรือญาติโยมเขาสร้างมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะการประพฤติการปฏิบัติของเรามันอ่อน มันย่อหย่อน
ให้ทุกท่านทุกคนไปตรวจตราดูตัวเองให้ดี ๆ ว่าตัวไหนมันต้องแก้ไข ตัวไหนมันย่อหย่อน ก็ให้มันรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลามาก
เมื่อเราไม่เมตตาตนเอง ไม่นำตัวเองประพฤติปฏิบัติ จะมีใครมาช่วยเหลือเราได้ เพราะเรื่องจิตเรื่องใจ เรื่องตัดวัฏฏะสงสารมันเป็นเรื่องเฉพาะตน ตัวเองคิดไม่ดี ตัวเองเท่านั้นที่รู้
การประพฤติปฏิบัติต้องเข้าถึงหัวจิตหัวใจ ด้วยเจตนา มันก็ไม่ใช่ของยากสลับซับซ้อนอะไร ให้เน้นมาที่หัวใจนี้นะ พระพุทธเจ้าให้เราประพฤติปฏิบัติแบบนี้มันถึงจะโปรดตนเองได้ โปรดญาติโปรดโยมได้ ถ้าไม่อย่างนั้น ท่านจะเอาอะไรไปโปรดญาติโปรดโยมเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดี ๆ
ถ้าเรารู้มาก เรียนมาก เราฉลาด ถ้าไม่เอาความรู้ความฉลาดมาปฏิบัติมันจะมีประโยชน์อะไร มันจะเกิดประโยชน์อะไร มันเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี
เมื่อผู้มาบวชก่อนปฏิบัติดี ๆ อย่างนี้ มีความคิดเห็นอย่างนี้ ผู้บวชใหม่เค้าก็ทำตาม “ธรรมะมันก็ จะเกิดที่จิตที่ใจ สนั่นหวั่นไหวเลยทีนี้”เพราะช่ำชองในรักษาศีล ช่ำชองในการทำสมาธิ ช่ำชอง ในการถอดการถอนความโลภ ความโกรธ ความหลงออกจากจิตจากใจ
จิตใจของเราจะได้สง่างาม จิตใจของเราจะได้ไม่ให้ความโลภ ความโกรธ ความหลง ไม่ให้โลกธรรมครอบงำ ถ้าเราไม่ประพฤติปฏิบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญ เรื่องเงิน เรื่องปัจจัยมันก็ซื้อเอาได้ คนมีพระนิพพาน ในหัวใจ เอาเงิน เอาทอง เอาลาภ เอายศ เอาสรรเสริญมาซื้อไม่ได้
ดูตัวอย่างพระพุทธเจ้า ท่านทำให้ดู ตั้งแต่บวชจนถึงพระนิพพานท่านไม่เอาเงินเอาทองเอาอะไร ทุกอย่าง มุ่งที่จิตที่ใจอย่างเดียว
พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า “ปฏิบัติอย่างพระพุทธเจ้านี่มันไม่ตายหรอก”
ท่านเดินให้ดู ปฏิบัติให้ดู ตั้งแต่ต้นจนอวสาน ถ้ามันจะตายก็ตายเพราะอ่อนแอนี่แหละ ตายเพราะ คิดมากนี่แหละ ตายเพราะกลัวนี้แหละ
ญาติโยมก็เหมือนกันนะ อย่าได้พากันอ่อนแอ ติดสุขติดสบาย ปฏิปทานี้เป็นสิ่งที่สำคัญ
พระพุทธเจ้าท่านมีเมตตาต่อเรา ให้พวกเราพากันประพฤติปฏิบัติให้ต่อเนื่องติดต่อกันทุก ๆ วัน อย่าไปขยันถึงทำ ไม่ขยันก็ไม่ทำ

การปฏิบัติมันต้องต่อเนื่องติดต่อไม่ขาดสาย ฝนมันตกจากบนฟ้าลงสู่พื้นดิน ถ้านาน ๆ ถึงตกครั้งหนึ่งทิ้งช่วงไปนาน ต้นไม้ก็ตายได้เหมือนกันนะ
เราเป็นญาติเป็นโยม เราก็ปฏิบัติที่บ้านของเรา ปฏิบัติที่ทำงานของเรานั่นแหละ
เราอยู่ที่ไหนเราก็ปฏิบัติที่นั่น เพราะการปฏิบัตินั้นมันเน้นอยู่ที่ตัวเรา
เราอยู่ที่บ้าน อยู่ที่ทำงาน อยู่ที่วัด เราก็ปฏิบัติที่นั่น
พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราทำตามอารมณ์ ปฏิปทาต้องติดต่อต้องต่อเนื่อง เราอย่าไปคิดว่าการประพฤติปฏิบัติมันเป็นเรื่องของพระ เป็นเรื่องของคนมาอยู่วัด เราอย่าไปคิดอย่างนั้น ถ้าเราคิดอย่างนั้นเราก็ทิ้งธรรมหมดไม่เหลืออะไรเลย
“ไปกินเต็มที่ นอนเต็มที่ เล่นเต็มที่ ไม่มีอะไรเหลือเลยใช่มั๊ย...?” ตายจากคุณธรรมคุณงามความดีไปเลยอย่างนี้ไม่ถูก
เราอยู่ที่ไหน ที่นั่นเป็นที่เหมาะสมกับการประพฤติปฏิบัติของเรา เพราะการประพฤติปฏิบัตินั้นมันอยู่กับชีวิตจริง ชีวิตการประพฤติปฏิบัติของเรา
เราทำธุรกิจหน้าที่การงานไป เราก็ประพฤติปฏิบัติธรรมไปพร้อม ๆ กัน ได้ทั้งการได้ทั้งงาน
การประพฤติปฏิบัติธรรมมีโอกาสมีเวลาเราก็มาอยู่วัด มาปฏิบัติที่วัด เราอย่าไปทิ้งธรรมะ ทิ้งปฏิปทาที่ประเสริฐ ที่ดี ที่งาม
อย่าไปปฏิบัติที่วัดอย่างหนึ่ง ที่ทำงาน ที่บ้านก็อย่างหนึ่ง...
เราประพฤติปฏิบัติธรรมน่ะ อยู่ที่ไหนใครเขาก็รัก ใครเขาก็ชอบ ใครเขาก็เคารพนับถือ เพราะทุกคนเขารัก ทุกคนเขาชอบ ทุกคนเขาเคารพนับถือคนดี
“ข้อสำคัญเราอย่าไปพูดไปติเตียนคนอื่นที่เขาทำไม่ได้ ที่เขาไม่ปฏิบัติธรรม ใครเขาจะดีเขาจะชั่วก็ช่างเขา...”
การทำความดีปฏิบัติธรรมน่ะ ถ้าเราไปว่าคนอื่นติเตียนคนอื่น มันบาปเน๊อะ... “มันไปเป็นคนมือถือสากปากถือศีลไม่ได้...”
พระพุทธเจ้าท่านให้เราเจริญเมตตาเยอะ ๆ ทุกคนก็ต้องการเป็นคนดีด้วยกันทั้งนั้นแหละ
เราต้องระวังคำพูดของเรา อย่าไปยกตนข่มท่าน อย่าเป็นผู้วิเศษกว่าคนอื่น ถ้าเราทำอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้ ทุกคนก็รักเราหมด เราก็เข้ากับเขาได้ เข้ากับสังคมได้ “คนเขาดื่มเหล้า ดื่มไวน์ เราก็ดื่มน้ำหวาน ดื่มน้ำผลไม้ มันก็เข้ากันได้ไม่ทะเลาะกัน...”
เราต้องรักษาความดี รักษาปฏิปทานะ...

การที่เราทำงานเก่ง หาเงินหาสตางค์ได้เก่ง เราก็ต้องรู้จักเก็บรักษาเราถึงจะมีเงินมีสตางค์ก้อนใหญ่ ปฏิปทาของเรานี้ เราต้องรักษาปฏิปทาก็เหมือนดวงตาของเรานี่แหละ เราต้องป้องกันไม่ให้ฝุ่นเข้าตา เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญนะ ดวงตาของเรานี้
สิ่งที่เราพบเห็นในชีวิตประจำวัน ได้ฟังในชีวิตประจำวัน ให้เราได้รักษาจิตรักษาใจ รักษาปฏิปทาของเรา คนไม่เข้มแข็งมันรักษาปฏิปทาของตัวเองไว้ไม่ได้ เพราะความสุขความสบายนี้ใครเขาก็ติด คนฉลาดก็ติด คนไม่รู้จักคิดก็ยิ่งติด
พระพุทธเจ้าท่านเมตตาเรา ไม่ให้พวกเราทิ้งความดี ทิ้งปฏิปทา อย่าให้ปฏิปทาเรานั้นง่อนแง่นคลอนแคลน โยกไปโยกมา
สิ่งที่ดี ๆ น่ะ ให้เราตั้งไว้ตลอดกาล เพราะนี่เป็นความดีของเรา เป็นบารมีของเรา “ทำความดีน่ะเราอย่าได้ไปเครียดนะ”
ส่วนใหญ่คนเราทำความดีมันเครียด เพราะมันฝืนต่อกิเลสตัวเอง เพราะสิ่งที่มันตามกิเลสของเรามันไม่ใช่ความดี
ให้ทุกท่านถือว่าการฝึกการหัดการปฏิบัติเป็นสิ่งที่ต้องทวนกระแสถึงชื่อว่าการปฏิบัติ
ถ้าเราไปคิดว่า เรานี้สร้างความทุกข์ยากลำบากในกับตัวเองเปล่า ๆ เราไปคิดอย่างนั้นมันไม่ถูกนะ เพราะนี่คือการสร้างความดี เป็นการสร้างบารมีให้กับตัวเอง
เพราะที่ผ่านมาเราตามใจตัวเอง เราปล่อยจิตปล่อยใจนะ ไม่ได้สร้างความดี ไม่ได้สร้างบารมีเลย ปล่อยให้ชีวิตของเรามันแก่ไป ๆ ทุกวันไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ไม่ได้แก้ปัญหาให้กับตัวเอง มีแต่สร้างปัญหา สร้างภพ สร้างชาติให้กับตัวเองหนักขึ้นไปอีก
อย่างคนเป็นหนี้เป็นสินมากอยู่แล้วยังไม่รู้ว่ามันทุกข์ ยังไปกู้หนี้ยืมสินเพิ่มขึ้น
ถ้าไม่สร้างข้อวัตรปฏิปทา เราก็ต้องเป็นหนี้เป็นสิน อันนี้มันเป็นหนี้ทางใจ ใจมันเป็นหนี้ ใจเรามันบกพร่อง ใจเราไม่อิ่มไม่พอน่ะ
คนเป็นหนี้นี้มันทุกข์หลาย มันทุกข์มากนะ
เราจะใช้หนี้หมด เราต้องมาเดินตามรอยพระพุทธเจ้า มาอด มาทน มาฝืน มาปฏิบัติ อย่าถือว่าเป็นความยาก ความลำบาก เป็นความเหน็ดเหนื่อย ให้ถือว่าเป็นความดี เป็นบารมีของเราทุก ๆ คน
ชีวิตของเราที่เกิดมาชาตินี้ถ้าเราไม่ทำความดี เราไม่สร้างบารมี เราไม่ตัดกรรมตัดเวร เราก็จะเสียชาติเกิดนะ
ที่เราฉลองวันเกิดกัน ก็ถือว่าชีวิตนี้เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์และได้พบพระพุทธศาสนา

ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมตามพระพุทธเจ้าคือผู้ที่ได้รับชัยชนะ ผู้แพ้คือผู้ปล่อยตัวเองทิ้งไปโดยไม่มีเจ้าของ ถูกกิเลสมันถล่มทลายอย่างคนไม่มีสติปัญญา
ทุกท่านทุกคนอย่าไปติดความสุขความสบายนะ “ถือว่าเป็นสิ่งเสพติดนะ ความสุขความสบายนี้”
ต้องจิตใจเข้มแข็งนะ รักษาปฏิปทาไว้ให้นานจนกว่ามันจะสงบ จนกว่ามันจะเย็น เพราะใหม่ ๆ ใจของเรามันก็รุ่มร้อนไม่เป็นผู้เป็นคน ถ้าตั้งปฏิปทาได้นาน ๆ เดี๋ยวมันก็สงบ เดี๋ยวมันก็เย็น ปฏิปทานี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะนำบรรพชิตและญาติโยมเข้าถึงความสุข สงบ ร่มเย็น ได้ทุกท่านทุกคน
การบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในเช้าวันนี้ก็พอสมควรแก่เวลา มันอาจจะนานไปหน่อยแต่มันมีสาระดีนะ
คนทุกวันนี้มันติดสุขติดสบาย แม้แต่สิ่งดี ๆ แม้มันนานเกินก็ไม่ชอบ สมาธิมันสั้น มันเบื่อ
พระพุทธเจ้าท่านถึงให้เราตั้งอยู่ในความดี ไม่ให้เราทำตามความเบื่อความไม่เบื่อ ความชอบ ความไม่ชอบนะ...

พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยาย
วันอาทิตย์ที่ ๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕
(เพิ่มเติมจากวันอังคารที่ ๒๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔)