นิติบุคคลเฉพาะกิจเพื่อการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์
เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๕ วลา ๑๔.๐๐-๑๖.๐๐ น. ผู้เขียนได้เข้าร่วมประชุมเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดนิติบุคคลเฉพาะกิจเพื่อการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ พ.ศ.๒๕๔๐ พ.ศ. .... ณ ห้องประชุมป๋วย อึ๊งภากรณ์ ชั้น ๗ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในการนี้ ผู้เขียนได้เสนอข้อสังเกตุบางประการเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวในการที่ สศค.ได้แก้ไขเกี่ยวกับความรับผิดของกรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลว่าบทบัญญัติดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๓๙ วรรคสอง (Presumption of innocence)  ทั้งนี ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยวินิจฉัยในกรณีดังกล่าว่ไว้ด้วยแล้ว
การแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitization) หมายถึงการออกตราสารทางการเงินโดยเอากระแสรายได้ที่คาดว่าจะเกิดจากสินทรัพย์นั้นๆ ในอนาคตมาหนุนหลัง มิใช่เอากระแสรายได้ของผู้ทำ securitization มาหนุนหลัง อาจจะเข้าใจยาก ขอให้ดูตัวอย่าง เช่น กรณีกระทรวงการคลังได้ระดมทุนผ่านกองทุนวายุภักษ์ และได้เริ่มโครงการศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ โดยกระทรวงการคลังได้จัดตั้งบริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด และบริษัทฯ ได้ใช้สิทธิเรียกร้องค่าเช่า (กระแสรายได้จากค่าเช่า ๓๐ ปี) ในการทำ securitization ในวงเงิน ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งรัฐเป็นผู้ดำเนินการ
Securitization ได้เริ่มจากภาคเอกชนในช่วงปี ๒๕๓๖-๒๕๔๑ ในธุรกรรมที่หลากหลาย เช่น การเช่าซื้อรถยนต์ เป็นต้น ผู้เข้าร่วมประชุมฯ ได้เล่าความเบื้องหลังเกี่ยวกับพระราชกำหนดนี้เกิดจากความเข้าใจผิดของคณะรัฐมนตรีในการตราพระราชกำหนดว่าด้วยเรื่องนี้ว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ ประกอบกับหลังจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้อนุมัติพระราชกำหนดดังกล่าวตามลำดับแล้วมีการ Securitization เพียง ๗ ราย ในการนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมฯ ได้ขอให้พิจารณาก่อนว่าเนื่องจากข้อเท็จจริงดังกล่าวประกอบกับร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ได้ยกร่างมาตั้งแต่ประมาณ ๒๕๔๔ จึงขอให้พิจารณาว่ายังมีความจำเป็นในการตรากฎหมายฉบับนี้อยู่หรือไม่
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมฯ เห็นว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวยังคงมีความจำเป็นและเห็นควรผลักดันต่อไป และ สศค.จะได้นำข้อเสนอแนะและข้อสังเกตุของผู้เข้าร่วมประชุมนำไปปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติฯ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป