คอลัมน์พิเศษ : มรน. ร่วม ฉลองพุทธชยันตี 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้ โดย อาจารย์ญาณภัทร ยอดแก้ว
เมื่อกล่าวถึงสังคมไทยกับพระพุทธศาสนา
จำเป็นจะต้องย้อนเวลานับไปตั้งยุคแรกของการเผยแผ่พระพุทธศาสนามาสู่ดินแดนนี้
ราวพุทธศตวรรษที่ 3 ซึ่งเรียกดินแดนแถบนี้ว่า “สุวรรณภูมิ”
โดยมีคณะพระโสณะและพระอุตตระซึ่งเป็นสมณทูตสาย 1 ในบรรดาสมณทูต 9
สายที่พระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์ผู้ครองเมืองปาฏลีบุตร แคว้นมคธ
(พ.ศ.270-311) แห่งชมพูทวีป หลังจากทรงอุปถัมภ์การทำสังคายนาครั้งที่
3 แล้ว ได้ทรงส่งสมณทูตไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนต่างๆ
ซึ่งเชื่อกันว่าดินแดนแถบจังหวัดนครปฐมของประเทศไทยในปัจจุบันนี้เป็นศูนย์กลางสำคัญของสุวรรณภูมิที่พระพุทธศาสนาเข้ามาตั้งมั่นเป็นที่แรกและแผ่ขยายไปยังพื้นที่ต่างๆ
ในภูมิภาคนี้ จวบจนปัจจุบัน
ประเทศไทยได้กลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของพระพุทธศาสนาในโลก
ในอดีตที่ผ่านมา
สันนิษฐานว่าเดิมทีสังคมในดินแดนสุวรรณภูมิก่อนที่นับถือพระพุทธศาสนานั้น
มีลัทธิความเชื่อดั้งเดิมแพร่หลายอยู่ก่อนทั้งความเชื่อเรื่องผีสาง
เทพเจ้า ไสยศาสตร์และลัทธิศาสนาพราหมณ์ที่เข้ามามีอิทธิพลอยู่ก่อน
การเข้ามาของพระพุทธศาสนาจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเปลี่ยนความเชื่อและวิถีชีวิตดั้งเดิมไปโดยสิ้นเชิง
คงเป็นไปได้เพียงค่อยๆ สร้างความสนใจ
ความเข้าใจและความเคารพนับถือจากผู้คนไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ในลักษณะปรับตัวเข้ากับความเป็นดั้งเดิมนั้น
แต่ในขณะเดียวกันแก่นหรือสาระเดิมแท้ที่เป็นหลักสำคัญอันได้แก่ความเชื่อและหลักปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ที่เรียกว่า”พระธรรมวินัย”
ก็จะต้องรักษาไว้ให้มั่นคงตามแนวคิดของพระพุทธศาสนาเถรวาท
เพราะนั่นคือวิถีแห่งสัจจะที่มิอาจเปลี่ยนแปลงได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ นับจากอดีตสู่ปัจจุบัน
พระพุทธศาสนาในสังคมไทยจึงก่อเกิดภาพลักษณ์ 2 ด้าน
กลายเป็นนัยแห่งพระพุทธศาสนา 2 แนว
ดังที่กล่าวโดยสังเขปไว้แล้วในตอนก่อนหน้านี้และขอขยายความเพิ่มเติมในที่นี้
ดังนี้
1. พระพุทธศาสนาแนวจารีต หมายถึง
พระพุทธศาสนานัยที่สะท้อนความเป็นจารีตดั้งเดิม
ถือพระไตรปิฎกเป็นแก่นสาระสำคัญ
เน้นการปฏิบัติตามวิถีแห่งมรรคเพื่อความพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง
ในปัจจุบันพบได้ในแนวปฏิบัติของวัดที่เป็นสำนักปฏิบัติสายพระป่าเป็นส่วนมาก
ที่ไม่เน้นการดำรงชีวิตแบบเรียบง่าย ไม่เน้นอามิส
ศาสนพิธีและประเพณีทางศาสนาที่ผิดหลักหรือคลาดเคลื่อนจากพระธรรมวินัยดั้งเดิม
มีเป้าหมายของการปฏิบัติสู่พระนิพพานอย่างชัดเจน
2. พระพุทธศาสนาแนวประชานิยม หมายถึง
พระพุทธศาสนานัยที่สะท้อนวัฒนธรรมหรือความเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนไทยที่ถูกเสริมแต่งหรือกลมกลืนกับพระพุทธศาสนา
มีพุทธธรรมเป็นบ่อเกิดประเพณีและถูกสร้างสรรค์ให้มีความงดงามอย่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่น
ผสมผสานกับความเชื่อดั้งเดิมทั้งพราหณ์และลัทธินับถือผีสาง
เทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ วิถีการปฏิบัติที่เห็นได้ชัดคือ
การทำบุญตามประเพณีในเทศกาลต่างๆ การไหว้เจ้า ไหว้เจ้าที่
นับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บนบานสานกล่าว ทรงเจ้าเข้าผี
สะเดาเคราะห์ต่อชะตา
เสริมดวงและความเชื่อทางไสยศาสตร์ที่มีรูปแบบทางพุทธเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย
เป็นต้น ซึ่งดูจะเป็นความเชื่อและวิถีชีวิตของคนส่วนมากในสังคมไทย
มีเป้าหมายเพื่อตอบสนองความต้องการความสุขสบาย โชคลาภ
ความเจริญก้าวหน้าและสิริมงคลสำหรับชีวิตเป็นหลัก
การนับถือพระพุทธศาสนาทั้ง 2 ลักษณะนี้ ดูเหมือนจะเป็นคนละทางเดียวกัน
คือ มิใช่ว่าจะแยกขาดจากกันโดยสิ้นเชิง
พุทธศาสนิกชนจำนวนหนึ่งที่ศึกษาเรียนรู้และเข้าใจแก่นสำคัญของพระพุทธศาสนาก็จะมุ่งเน้นสู่การปฏิบัติธรรมตามหลักธรรมวินัยดั้งเดิมเป็นหลัก
เรียกว่า นับถือโดยการปฏิบัติธรรม
แต่ด้วยความเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยก็มิอาจละทิ้งวิถีสังคมที่ปฏิบัติกันในรูปแบบวัฒนธรรมไปได้
การร่วมงานประเพณีต่างๆ การปฏิบัติตามศาสนพิธีของท้องถิ่น
การรักษาขนบธรรมเนียมต่างๆ
และการปฏิบัติตามมารยาททางสังคมที่ถูกหล่อหลอมมาจากพุทธธรรม เป็นต้น
ยังคงเป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติตามโอกาส
แม้กระทั่งพิธีที่ดูเหมือนจะมิใช่พุทธ เช่น การสะเดาะเคราะห์ต่อชะตา
สืบชะตา เสริมสง่าราศีและประเพณีท้องถิ่นทั้งหลาย
ก็มิใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ต้องปฏิเสธไปเสียที่เดียว
เพราะพิธีเหล่านี้ก็มีนัยเชิงลึกที่แฝงไว้ด้วยปรัชญาและความปรารถนาที่ดี
เพียงแต่ว่ามิควรยึดติดหรือคิดสร้างสรรค์กันจนลืมแก่นธรรมะหรือแก่นสารที่ดีงามไปเสีย
เครื่องชี้วัดอย่างง่ายที่สุดว่ายังอยู่ในร่องลอยพุทธที่พอจะรับได้กันหรือไม่ก็คือ
สิ่งเหล่านั้นเป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นหรือไม่
เป็นไปเพื่อความเดือนร้อนสับสนทางจิตใจหรือไม่
เป็นไปเพื่อความหลงมัวเมา เขลาปัญญาจนเป็นที่มาของปัญหาต่างๆ
หรือไม่ หากเป็นไปในทางคำถามเหล่านี้
ผู้ที่เรียกตนว่าเป็น “ชาวพุทธ”
ก็ควรวางท่าทีให้ถูกเสีย ไม่ส่งเสริม
สนับสนุนหรือมีส่วนร่วมเพราะจะพาให้ตัว “เสียศูนย์”
เสียหลักความเป็นพุทธและอาจพบกับความ “สูญเสีย”
ในที่สุด