คอลัมน์พิเศษ : มรน. ร่วม ฉลองพุทธชยันตี 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้ โดย อาจารย์ญาณภัทร ยอดแก้ว

การตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีคุณค่าทั้งในแง่เป็นที่มาของหลักธรรมเพื่อชีวิตและเป็นศาสตร์และศิลป์เพื่อการพัฒนาดังที่กล่าวมาแล้วใน 2 ตอนก่อนหน้านี้  และหากจะสรุปภาพรวมของคุณค่าแห่งการตรัสรู้นั้นก็คือ การเป็นบ่อเกิดแห่ง “พุทธศาสนา” ซึ่งเป็นหนึ่งในศาสนาสากลที่มีผู้นับถือไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลกทั้งหมดทั้งที่นับถือโดยการประกาศตนเป็นชาวพุทธและโดยการถือหลักปฏิบัติตามวิถีพุทธธรรมและมีวัฒนธรรมแบบพุทธ

          การเกิดขึ้นของพุทธศาสนานั้นมีลักษณะเป็นพัฒนาการนับตั้งแต่การตรัสรู้เป็นต้นมา โดยในระยะแรกของการตรัสรู้นั้น คำว่า “พุทธศาสนา” ยังไม่ปรากฎ สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ คือ อริยสัจ 4 นั้น เรียกว่า “ธรรม” ซึ่งเป็นคำที่มีใช้อยู่ก่อนการตรัสรู้แล้ว ต่อมาทรงสั่งสอนธรรมในรูปแบบที่เป็นหลักประพฤติปฏิบัติอันประเสริฐ เรียกว่า “พรหมจรรย์” ผู้ที่ออกบวชเป็นพุทธสาวกในยุคต้นนั้นจึงเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ แต่เมื่อมีผู้ออกบวชมากขึ้นเรื่อยๆ เหตุจูงใจให้บวชแตกต่างกันไป รวมทั้งความเข้าใจในหลักปฏิบัติพรหรมจรรย์ก็ผิดแผกแตกต่างกัน มีการปฏิบัติผิดหลักพรหมจรรย์เกิดขึ้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติ “วินัย” เป็นกฎกติกาเพื่อเป็นเครื่องป้องกันความเสื่อมเสียต่างๆ ปรับโทษผู้กระทำความผิด สร้างความเป็นเอกภาพ ความสง่างามและความผาสุกแห่งสงฆ์ โดยเรียกกริยาที่ล่วงละเมิดวินัยนั้นว่า “อาบัติ” สิ่งที่พระองค์ทรงสั่งสอนในยุคนั้นจึงเรียกว่า “ธรรมวินัย

          ต่อมาหลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน เหล่าพระสงฆ์พุทธสาวกก็ได้สืบทอดพระธรรมวินัยมาโดยลำดับ นับตั้งแต่มีการทำสังคายนาครั้งแรกหลังพุทธปรินิพพานล่วงไป 3 เดือน เพื่อร้อยกรองพระธรรมวินัยที่พระองค์ทรงสั่งสอนให้เป็นหมวดหมู่ โดยในครั้งนั้นยังคงจำแนกเป็น “ธรรม” และ “วินัย” แต่ถัดจากนั้นเมื่อมีการสังคายนาครั้งต่อๆมา พระธรรมวินัยก็ถูกจัดเป็นหมวดๆ แบ่งเป็น 3 หมวด เรียกว่า “พระไตรปิฎก” ได้แก่ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎกและพระอภิธรรมปิฎกและนิยมเรียกพระธรรมวินัยที่บรรจุในพระไตรปิฎก(ด้วยภาษามาคธีหรือภาษามคธ)นั้นว่า “พระบาลี” หมายถึง “พระพุทธพจน์ที่รักษาสืบทอดมาโดยลำดับ” ( “บาลี” เป็นชื่อเรียกภาษามคธในความหมายว่าเป็นภาษาที่รักษาพระพุทธพจน์ ภาษาบาลีจึงเป็นภาษาที่ใช้เฉพาะในพุทธศาสนา)   

          เมื่อมีการสืบทอดหลักปฏิบัติต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ความเป็นศาสนาเหมือนอย่างลัทธิศาสนาอื่นๆ จึงค่อยๆ มีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีองค์ประกอบแห่งความเป็นลัทธิศาสนาสมบูรณ์ ได้แก่ มีศาสดา ศาสนธรรม ศาสนิก ศาสนพิธีและศาสนวัตถุ  คำว่า “พุทธศาสนา” จึงถูกเรียกโดยแพร่หลาย แต่เดิมความเป็นพุทธศาสนานั้นมีลักษณะเป็นจารีต คือ การถือปฏิบัติตามธรรมวินัยโดยมีรูปแบบของศาสนิกที่จำแนกมาตั้งแต่ต้น 2 แบบ คือ ผู้ครองเรือน(ฆราวาส)หรือคฤหัสถ์ ได้แก่ อุบาสกและอุบาสิกา และผู้ออกบวชจากเรือนหรือบรรพชิต ได้แก่ สามเณร สามเณรี ภิกษุและภิกษุณี การปฏิบัติก็ไม่เน้นพิธีกรรมทางศาสนาแต่เน้นการถือปฏิบัติธรรม เช่น การบำเพ็ญทาน การรักษาศีลและการเจริญภาวนา      

          ต่อมาเมื่อปัจจัยทางสังคมเข้ามามีบทบาทต่อการปฏิบัติตามแนวจารีตมากขึ้น พุทธศาสนาถูกเผยแผ่ไปในสังคมต่างๆ แพร่หลายขึ้น มีการแข่งขันด้านมวลชนผู้นับถือลัทธิต่างๆ มากขึ้น พิธีกรรมและสัญลักษณ์ทางวัตถุมากมายจึงค่อยๆ เกิดขึ้นควบคู่กับความเชื่อเรื่องโชคลาง ความศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ  เพื่อเรียกศรัทธาและสร้างเอกลักษณ์ทางศาสนา การปฏิบัติของพุทธศาสนิกชนจำนวนมากจึงถูกหล่อหลอม ปรับปรุงและผสมผสานกับความเชื่อต่างๆ มีการสร้างสรรค์พิธีกรรมและวัตถุตามความเชื่อควบคู่กับการเผยแผ่ธรรม การนับถือและปฏิบัติทางศาสนาจึงมีลักษณะเป็นวัฒนธรรมที่ถูกถ่ายทอดควบคู่กับวิถีชีวิตทางสังคม  กลายเป็นพุทธศาสนาในรูปแบบวัฒนธรรมหรือลักษณะประชานิยมนั่นเอง

          จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า เมื่อเรากล่าวถึงพุทธศาสนา คนจำนวนหนึ่งก็นึกถึงความเป็นพุทธศาสนาแบบที่เห็นทางสังคม คือ ในลักษณะวัฒนธรรมหรือประชานิยม  แต่คนอีกจำนวนหนึ่งก็จะนึกถึงความเป็นพุทธศาสนาในลักษณะที่เป็นการปฏิบัติธรรมที่เป็นจารีตดั้งเดิม ซึ่งทั้ง 2 มุมมองนั้นล้วนมีคุณค่าต่อวิถีชีวิตและสังคมทั้งสิ้น หากแต่ว่าชาวพุทธจะต้องทำความเข้าใจ แยกแยะและปฏิบัติให้เหมาะสม  ซึ่งแนวปฏิบัติที่เหมาะสมนั้นจะได้กล่าวไว้ในตอนต่อไป

                (โปรดอ่านต่อฉบับหน้าและร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่ www.gotoknow.org/blogs/books/view/buddhajayanti)